สารเคมี
กรุงเทพมหานคร 21 กันยายน 2560 – สมาพันธ์เกษตรปลอดภัย เปิดผล การรับฟังความเห็นเกษตรกร-นักวิชาการ ค้านยกเลิกใช้พาราควอต-หวั่นผลผลิตพืชเศรษฐกิจสูญกว่าแสนล้านบาท/ปี นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากคณะกรรมการขับเคลื่อนสารป้องกันกำหนดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง กระทรวงสาธารณสุข เสนอคณะกรรมการวัตถุอันตราย ให้ยกเลิกการใช้สารกำจัดวัชพืชพาราควอต ซึ่งเป็นยาปราบศัตรูพืช หรือ ยาฆ่าหญ้า ที่เกษตรกรไทยใช้กันมานานกว่า 50 ปี โดยให้เหตุผลเรื่องปัญหาสุขภาพ สมาพันธ์ฯ ได้ลงพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดเห็นจาก นักวิชาการ เกษตรกร ผู้เชียวชาญที่มีประสบการณ์ด้านการเกษตร สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ ทั่วประเทศจำนวน 7 ครั้ง ทั้งนี้จากลงพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง ได้ข้อสรุปร่วมกันในสมาพันธ์ฯ ว่า สมาพันธ์ไม่เห็นสมควรยกเลิกการใช้สารพาราควอต เพราะมีความสำคัญกับเกษตรกรทั้งผู้เพาะปลูก พืชไร่ พืชสวน ที่ใช้สารพาราควอตในการกำจัดวัชพืช จำนวนมาก หากให้เลือกเฉพาะพืชเศรษฐกิจ ที่มีการส่งออก และสร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจไทย ยางพารา อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ข
ไม่เคลียร์! กรมวิชาการเกษตรยืดเวลารวบข้อมูลแบน 3 สารวัตถุอันตราย จ่อชงบอร์ดแบนเฉพาะพาราควอต-ควอร์ไพริฟอส ไร้ไกลโฟเซต จี้ผู้ประกอบการรายงานแผนนำเข้าส่งออกพื้นที่ใช้ให้ครอบคลุม นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินการพิจารณายกเลิก 3 วัตถุอันตราย ที่ประกอบไปด้วย พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต หลังจัดประชุมรวบรวมและรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องรอบด้าน อิงข้อมูลวิชาการและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นหลัก ล่าสุด เห็นควรให้จำกัดการเฉพาะใช้ “ไกลโฟเซต” และไม่มีแนวทางยกเลิกตามข้อเสนอ แต่ให้ผู้ประกอบการรายงานการนำเข้า การผลิต การส่งออก การจำหน่าย พื้นที่การใช้ และปริมาณคงเหลือ และต้องระบุพื้นที่ห้ามใช้ในฉลากวัตถุอันตรายควบคุมการโฆษณา ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ส่วนอีก 2 ชนิด คือ พาราควอตและควอร์ไพริฟอส ต้องส่งเรื่องหารือไปยังคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้รวบรวมข้อมูลด้านพิษวิทยาของสาร ด้านประสิทธิภาพในการใช้ ด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงด้านการห้ามใช้ในต่างประเทศ และด้านการห้ามใช้ตามข้อตกลงของอนุสัญญาประกอบกับข้อมูลจากการ
ความพยายามในการเคลื่อนไหวของภาคเอกชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มหนึ่ง เพื่อให้รัฐบาล “ยกเลิกมติ” ของคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ครั้งที่ 4/2560 เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560 ซึ่งมีมติให้ยกเลิกการใช้สารเคมี 2 ชนิด คือ พาราควอต และคลอร์ไพริฟอส โดยถูกกำหนดให้เป็นวัตถุอันตรายชนิด 4 ที่ไม่อนุญาตให้มีการใช้ และระหว่างนี้จะ “ไม่อนุญาตให้มีการขึ้นทะเบียนเพิ่ม ไม่ต่ออายุทะเบียน” และต้อง “ยุติการนำเข้า” ภายในวันที่ 1 ธ.ค. 2560 และ “ยุติการใช้สารเคมี” ทั้ง 2 ตัว ในวันที่ 1 ธ.ค. 2562 เพื่อให้ทุกฝ่ายมีเวลาเตรียมตัว รวมถึงการเตรียมออกหลักเกณฑ์ควบคุมการใช้ “ไกลโฟเสต” โดยระบุว่า พาราควอตจัดเป็นยาพิษที่มีความรุนแรง ไม่สามารถหายถอนพิษได้ ที่ผ่านมา 47 ประเทศทั่วโลกยกเลิกการใช้แล้ว เริ่มจากผู้บริหารกลุ่มบริษัทซินเจนทา ประเทศไทย ผู้ประกอบการธุรกิจผลิตภัณฑ์อารักขาพืช ออกมาบอกว่า หากไม่มีสารพาราควอตใช้ จะกระทบโดยตรงแก่เกษตรกรทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น เพราะหากต้องใช้แรงงานคนในการถอนหญ้าจะเสียค่าใช้จ่ายต่อไร่สูง ทั้งยังมีปัญหาแรงงานขาดแคลน ทั้งนี้ หากหันไปหาสารทดแทนต
ไทยนำเข้าสารเคมีในปี 2559 ที่ผ่านมา 154,568 ตัน คิดเป็นเม็ดเงินกว่า 20,000 ล้านบาท ในขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)ย้ำว่าปี 2559 ประเทศไทยมีพื้นที่ภาคเกษตรประมาณ 149 ล้านไร่ มีแรงงานอยู่ในภาคการเกษตรประมาณ 17 ล้านคน สามารถผลิตสินค้าเกษตรเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ และยังสามารถทำรายได้จากการส่งออกถึงปีละ 1.22 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้ มีพื้นที่ทำการเกษตรอินทรีย์(ไม่ใช้สารเคมี)เพียง 3 แสนไร่ หรือคิดเป็น 0.17 เปอร์เซ็นต์ของพื้นทีทั้งหมดหรือ 148.7 ล้านไร่ที่มีการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช เพราะ “ภาคการเกษตร” คืออู่ข้าวอู่น้ำ ปากท้องของชนชั้นการผลิตของประเทศไทย แต่ทันทีที่นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูงแถลงความคืบหน้าของการทำงานพร้อมระบุว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ยกเลิกการใช้สารเคมีเกษตร 2 ตัวคือพาราควอต กับ คลอร์ไพริฟอส โดยให้จัดเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ไม่อนุญาตให้ใช้ ระหว่างนี้ไม่อนุญาตขึ้นทะเบียนเพิ่ม ไม่ต่ออายุทะเบียน ให้ยุติการนำเข้าภายในวันที่ 1 ธั
นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ได้ติดตามข้อมูลเกี่ยวกับพิษภัยอันตรายจากการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต , คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเสต เห็นว่าเป็นสารเคมีที่มีอันตรายร้ายแรงต่อเกษตรกร และผู้บริโภค รวมถึงประชาชนทั่วไป โดยพาราควอตมีฤทธิ์กัดผิวผนังและเนื้อเยื่อส่งผลทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย สามารถก่อให้เกิดพิษเฉียบพลันถึงขั้นไตวาย ตับวาย ปอดวาย และเสียชีวิต โดยยังไม่มียาถอนพิษ ขณะนี้มี 47 ประเทศทั่วโลกยกเลิกการใช้แล้ว ส่วนคลอร์ไพริฟอส ซึ่งใช้ในการกำจัดแมลงศัตรูพืช รวมถึงการใช้ในบ้านเรือนเพื่อกำจัดมด ปลวก เห็บ แมลงสาบ จะก่อให้เกิดอาการคลื่นไส้ วิงเวียนอ่อนเพลีย กล้ามเนื้อหดตัว แน่นหน้าอก อาเจียน ท้องเสีย จนถึงขั้นหมดสติและหยุดหายใจ รวมทั้งมีผลทำให้เกิดความผิดปกติด้านการพัฒนาสมอง ทำให้ไอคิวเด็กลดลง สมาธิสั้น หลายประเทศห้ามใช้ในบ้านเรือน ผักและผลไม้ สำหรับไกลโฟเสต จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อดีเอ็นเออันเป็นสาเหตุของการกลายพันธุ์ เป็นอันตรายต่อเซลสืบพันธุ์และการพัฒนาของตัวอ่อน สถาบันวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศ องค์การอนามัยโล
วิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์คลองโยง เป็นกลุ่มผู้ผลิตพืชผักอินทรีย์ ตั้งอยู่ที่หมู่๑ ตำบลคลองโยง อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ก่อตั้งเมื่อปี ๒๕๕๘ โดยการรวมตัวของสมาชิกที่มีความสนใจในการทำเกษตรอินทรีย์ เหตุผลที่ทำให้เกษตรกรกลุ่มนี้หันมาปรับเปลี่ยนทำเกษตรแบบใช้สารเคมีมาเป็นสารอินทรีย์ชีวภาพ เนื่องจากในอดีตพื้นที่แห่งนี้มีการใช้สารเคมีอย่างต่อเนื่องทำให้ต้นทุนการผลิตสูง ส่งผลเสียต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ประกอบกับหน่วยงานภาครัฐ คุณอุษา อุตสาหกุล ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินนครปฐม กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมพรเกษตรอินทรีย์คลองโยง นับเป็นกลุ่มผู้ผลิตผักอินทรีย์กลุ่มหนึ่งในจังหวัดนครปฐมที่มีความเข้มแข็ง จัดเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ขานรับนโยบายของภาครัฐในเรื่องของการลด ละ เลิก การใช้สารเคมี ทำให้ปัจจุบันกลุ่มดังกล่าวเข้าสู่ระบบการทำเกษตรอินทรีย์อย่างมั่นคง สามารถผลิตพืชผักอินทรีย์ป้อนสู่ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในจังหวัดเสมอมา โดยไม่มีปัญหาเรื่องของสารตกค้างรวมถึงปัญหาอื่นๆ เนื่องจากระยะเวลาในการทำเกษตรในรูปแบบอินทรีย์ของกลุ่มนี้มีระยะเวลาดำเนินการมาร่วม 10 ปี จึงทำให้การปนเ
ทางเดินชีวิต…สู่แนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คุณทองอินทร์ ภูมิช่อ อยู่บ้านเลขที่ 163 หมู่ที่ 22 บ้านเชียงงาม ตำบลบัวบาน อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ 46120 โทรศัพท์ 082-8453321 เดิมประกอบอาชีพการเกษตรปลูกถั่วลิสงโดยใช้สารเคมีเมื่อปี พ.ศ. 2527 เพื่อส่งให้ศูนย์ขยายพันธุ์พืช ซึ่งทางศูนย์จะกำหนดไว้ว่า 1 ไร่ ต้องให้ได้ผลผลิตถั่วลิสงที่มีเมล็ดสมบูรณ์ จำนวน 5 กระสอบ จะได้ราคากระสอบละ 500 บาท ทำอยู่ประมาณ 5-6 ปี ต่อมาได้ไปศึกษาดูงานที่จังหวัดนครปฐม พร้อมทั้งได้ดูวีดิทัศน์ที่ทางหน่วยงานเปิดให้ดูเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงกลับมาทดลองทำตาม เริ่มแรกโดยการขุดบ่อเลี้ยงปลาและตามคันบ่อปลูกไม้ผล เช่น มะม่วง มะพร้าว ส่วนใต้ต้นภายในหลุมเดียวกับไม้ผลก็ปลูกพืชผักสวนครัว เช่น มะเขือ แตงกวา หอม และได้ไปศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติมตามสถานที่ต่างๆ เรื่องเกษตรประณีต นำความรู้ที่ได้มาปรับปรุงแปลงเกษตรโดยเพิ่มการเลี้ยงหมูหลุม เป็ด และไก่ดำ โดยเฉพาะไก่ดำได้ไปศึกษาและอบรมที่พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนคร เมื่ออบรมเสร็จทางศูนย์ได้แจกลูกไก่มา จำนวน 6 ตัว เพื่อนำมาจำเพาะขยายพันธุ์
ทางเดินชีวิต…สู่แนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คุณเฉลิมศักดิ์ ถนอมสิทธิ์ ที่อยู่ 109 หมู่ที่ 10 บ้านหัวแฮด ตำบลธัญญา อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ 46130 เดิมคุณเฉลิมศักดิ์ เคยทำการเกษตรในรูปแบบทุนนิยม โดยใช้สารเคมี 100% ทั้งระบบคำนึงถึงแต่ผลกำไร ต่อมาในปี พ.ศ. 2540 เกิดวิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่แตก และเกิดภัยธรรมชาติต่อเนื่องกันมา 3 ปี ทำให้กิจกรรมการเกษตรประสบปัญหาขาดทุนเป็นหนี้ประมาณ 2 แสนบาท จึงหันเหชีวิตเข้าสู่แวดวงการเมืองท้องถิ่น สมัยแรกได้รับคัดเลือกเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบล แต่สมัยที่สองสอบตก ทำให้มีหนี้สินเพิ่มขึ้นเป็น 1.2 ล้าน ถึงขั้นเป็นบุคคลล้มละลาย ต่อมาได้มีโอกาสไปศึกษาเรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง จังหวัดชลบุรี ของ อาจารย์วิวัฒน์ ศัลยกำธร ทำให้เขาเข้าใจและสรุปว่า จากเดิมที่เคยทำการเกษตรโดยใช้สารเคมีนั้น ตนเองทำผิดมาทั้งหมด เมื่อก่อนหลงทางขณะนี้เข้าใจทิศทางแล้ว ความรู้สึกเหมือน (ถูกโดนตีตรงจุด) อาจารย์สามารถตอบคำถามตอบโจทย์ที่ค้างคาอยู่ในใจให้กระจ่าง และสามารถกลับมาดำเนินชีวิตตามรอยพ่อ (ในหลวง) ได้อย่างภาค
เมื่อวันที่ 28 กันยายน น.ส.จิตตานันท์ กิจวรสวัสดิ์ หัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตร จ.น่าน เปิดเผยหลังจากมหาวิทยาลัยนเรศวรมาทำวิจัย และผู้ว่าราชการจังหวัดน่านให้ประชาสัมพันธ์เตือนเกษตรกร ใช้สารเคมีมากปริมาณกว่า 1.8 ล้านลิตร เมื่อปี 2559 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกข้าวโพดอาหารสัตว์ 8 แสนไร่ ใช้เฉลี่ยไร่ละ 3 ลิตร กระทั่งเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นกว้างขวาง เกรงสารเคมีอาจปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมและภูเขาหัวโล้นว่า เป็นประเด็นร้อนที่ทุกภาคส่วนกำลังตื่นตัว เรียกร้องให้ดูแลวิถีความเป็นอยู่ส่วนรวมอย่างจริงจัง ดังนั้นปีงบประมาณใหม่ 2560 นี้ จึงกระตุ้นให้ผู้มีส่วนได้เสียคือผู้จำหน่ายปัจจัยการผลิตเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยเคมี และสารกำจัดศัตรูพืช หรือสารฆ่าแมลง เข้ามามีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาดังกล่าวในลักษณะ “ซีเอสอาร์” หรือความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับภาคราชการ เกษตรกร ทำแผนภายใต้ภารกิจที่กรมส่งเสริมการเกษตรให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ลดต้นทุนการผลิตตามค่าวิเคราะห์ดิน และลด ละ เลิกใช้สารเคมีอย่างเด็ดขาด “ประการที่สองโฟกัสไปที่รณรงค์และส่งเสริมอย่างจริงจัง ให้ใช้สารชีวพันธุ์ทดแทนสารเคมี ตอนนี้เราได้งบพั
