สารเคมี
ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) ตำบลบางสระเก้า หมู่ที่ 1 ตำบลบางสระเก้า อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี มีสมาชิกเริ่มแรก 37 คน นับเป็นศูนย์ฯ ที่ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมในการแก้ไขปัญหาแมลงที่เข้าทำลายต้นมะพร้าว จนได้รับความเสียหาย ต้นโทรม ใบเหลือง ใบแห้ง ให้ผลผลิตลดลง ได้ใช้วิธีการจัดการแบบผสมผสาน ผลจากการดำเนินงานของศูนย์ ทำให้ต้นมะพร้าวของเกษตรกรไม่พบการระบาดของหนอนหัวดำและแมลงดำหนามต้นมะพร้าวในปัจจุบัน ทั้งในพื้นที่และตำบลใกล้เคียง ยังผลให้สวนมะพะร้าวของเกษตรกรมีสภาพดีขึ้นใบเขียวต้นไม่โทรมและให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น ในการดำเนินงานนั้นทางศูนย์ฯ ได้ร่วมกับสมาชิกของชุมชนคอยดูแลสวนมะพร้าวของเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง มีการระดมกำลังในชุมชนช่วยกันตัดแต่งทางมะพร้าวที่ถูกหนอนทำลายหรือมีแนวโน้มที่หนอนจะเข้ามาอยู่อาศัยและทำลายไปเผาทำลายเพื่อตัดวงจรหนอน มีการประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้ให้เกษตรกรได้รู้จักกับศัตรูมะพร้าวและวิธีการป้องกันกำจัดที่ถูกต้อง พร้อมจัดกิจกรรมฐานเรียนรู้ในการกำจัดแมลงศัตรูพืชในรูปแบบต่างๆ อย่างเข้าใจโดยง่ายในชุมชน โดยมีการรณรงค์การเลี้ยงและปล่อยแตนเบียนบราคอน ในแปลง
เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2561 ศ.พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ นายกแพทยสภา ได้ทำหนังสือให้ความเห็นต่อประธานคณะกรรมการวัตถุอันตรายว่า ให้เลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด คือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ไกลโฟเสต เป็นวัตถุอันตราย เช่นเดียวกับแถลงการณ์ของสภาเภสัชกรรม ที่ออกโดย รศ.ดร.ภกญ.จิราภรณ์ ลิ้มปานานนท์ ที่ขอให้ยกระดับการควบคุม 3 สาร ‘พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ไกลโฟเสต เป็นวัตถุอันตราย ประเภทที่ 4 ห้ามผลิต-นำเข้า-ส่งออก-มีไว้ในครอบครอง ภายในปี 2562 เนื่องจากการศึกษาข้อมูลทางวิชาการที่น่าเชื่อถือทั้งในและต่างประเทศ ชี้ชัดถึงพิษร้ายของสารทั้ง 3 ชนิด ประกอบกับในหลายประเทศได้ยกเลิกการใช้แล้ว โดยในส่วนของพาราควอตมี 53 ประเทศ ที่ยกเลิกการใช้ หรือล่าสุดศาลรัฐบาลกลางสหรัฐสั่งห้ามขายสารคลอร์ไพริฟอส เมื่อปลายปี 2561 และบริษัทไบเออร์มอนซานโต้ในเยอรมัน แพ้คดีจากการฟ้องร้องเรื่องการใช้สารพิษไกลโฟเสต มีสารตกค้างและยังมีคดีที่ค้างอยู่นับหมื่นคดี
คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี คิดค้นการผลิตกระดาษจากกาบกล้วยน้ำว้าด้วยวิธีชีวภาพ ที่สามารถเก็บไว้ได้นานโดยกระดาษไม่เหลืองและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เนื่องจากกระบวนการผลิตกระดาษในเชิงหัตถกรรมจะใช้สารเคมีในกระบวนการผลิต คือใช้โซเดียมไฮดรอกไซด์ในการแช่และต้มเยื่อกระดาษ และไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ใช้ในการฟอกเยื่อกระดาษ สารเคมีทั้งสองตัวนี้จะเป็นตัวทำให้กระดาษที่ได้ขาวสว่าง เนื่องจากเกิดการทำปฏิกิริยากับลิกนิน ทำให้ปริมาณลิกนินในเยื่อกระดาษลดลง แต่การใช้โซเดียมไฮดรอกไซด์ ถึงแม้จะทำให้ปริมาณลิกนินในเยื่อลดลง ในทางกลับกันผลผลิตเยื่อที่ได้ก็จะมีค่าลดลงเช่นกัน นอกจากนั้น เมื่อสิ้นสุดกระบวนการต้มเยื่อ น้ำทิ้งที่ได้จะมีส่วนประกอบของโซเดียมที่อยู่ในรูปเกลือต่างๆ สารประกอบคาร์โบไฮเดรต และลิกนิน สารต่างๆ เหล่านี้เมื่อถูกปล่อยลงในน้ำทิ้งก็จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งปฏิกิริยาของไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ที่ใช้ในการฟอกเยื่อกระดาษก็เป็นแต่เพียงการทำให้ลิกนินก่อให้เกิดสีแตกตัวเท่านั้น ไม่ใช่เป็นการกำจัดลิกนิน เจ้าตัวลิกนินนี้เอง ที่จะทำให้กระดาษกลับเป็นสีเหลืองได้โดยง่าย นอกจากนี้การผลิตก
กก.วัตถุอันตรายยื้ออีก! พิจารณาไม่เอาสารเคมี ‘พาราควอต’ เลื่อน 15 ก.พ. ไบโอไทยเตรียมเสนอพรรคการเมือง ใครให้ความสำคัญเลือกพรรคนั้น เมื่อวันที่ 16 มกราคม นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี หรือ ไบโอไทย กล่าวถึงกรณีที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติให้ทบทวนมติการแบนหรือไม่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชพาราควอตให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน หลังที่ประชุมผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติให้ยกเลิกการใช้สารพิษร้ายแรงภายใน 1 ปี ว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 15 มกราคม ที่ผ่านมา ในวาระแรกมีการพิจารณาทบทวนการแบนเฉพาะสารเคมีพาราควอต ภายใน 1 เดือน ซึ่งกรรมการในสัดส่วน 17 ต่อ 7 เสียง เห็นชอบให้มีการพิจารณาทบทวนมติของคณะกรรมการฯ ซึ่งเคยมีมติอนุญาตให้มีการใช้พาราควอตต่อไปได้โดยการจำกัดการใช้ ทราบว่าการประชุมวาระดังกล่าวค่อนข้างมีความยืดเยื้อ เนื่องจากคณะกรรมการบางส่วนต้องการให้เป็นการลงมติลับ แต่ตัวแทนผู้ทรงคุณวุฒิมีข้อเสนอให้มีการลงมติแบบเปิดเผย ซึ่งการที่มีมติให้พิจารณาพาราควอตเพียงสารเดียวก่อน เข้าใจว่าเป็นคำสั่งของผู้ตรวจการแผ่นดินให้มีการพิจารณาไปทีละตัวจากสารที่มีผู้ใช้เยอะและมีผล
หากใครนิยมบริโภคผักเป็นอาหารหลัก คงทราบทันทีว่ามีราคาแพง ด้วยความสงสัยจึงลองสอบถามแม่ค้าตามตลาดสด พบว่า สาเหตุมาจากสภาพอากาศผันผวนเปลี่ยนแปลงกระทบกับผู้ปลูกผัก ทำให้มีผักน้อยราคาจึงสูงเมื่อรวมกับต้นทุนค่าขนส่งอีก เคยลงพื้นที่พูดคุยกับเกษตรกรปลูกผักที่แปลง เขาเผยให้ฟังว่า เกษตรกรบางรายรีบเก็บผักส่งตลาด ทั้งที่เพิ่งฉีดสารเคมี เพราะไม่ทันความต้องการของตลาด พอฟังอย่างนี้แล้วรู้สึกกลัวขึ้นมาทันที เห็นจะต้องหันไปพึ่งผักปลอดสารแบบมีหีบห่อดีกว่า แต่ก็ไม่วายยังได้รับข้อมูลอีกว่าผักปลอดสารดังกล่าวใช่ว่าจะเป็นของจริงไปเสียทั้งหมด บางแห่งมีการแอบอ้างเพื่อหลอกผู้บริโภคหวังเป็นการค้า แล้วคราวนี้ใครเดือดร้อน ถ้าไม่ใช่พวกเรา… ถ้าเป็นเช่นนี้เห็นทีต้องชวนท่านผู้อ่านปลูกผักไว้กินเองคงจะดีแน่!! ความจริงกระแสการปลูกผักเพื่อให้ปลอดภัยในการบริโภคมีทำกันมากหลายแห่ง โดยเฉพาะภาคเอกชนที่พยายามจุดประกายเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง มีการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงกันหลายจุด ตั้งแต่ผู้ปลูกไปจนถึงผู้ขาย พอมาภายหลังหน่วยงานราชการหลายแห่งกระโดดลงมาร่วมวงด้วย เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีมีประโยชน์ต่อการบริโภค แล้วยังทำให
จากประสบการณ์ของเกษตรกร ผู้ได้รับการยอมรับด้านการเกษตร ผู้ผลิตผลไม้ “ลองกอง” ที่มีชื่อเสียงในแถบพื้นที่ภาคตะวันออก อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี กับเทคนิคการกำจัด “ราดำ” บนผิวผลของผลไม้ ประเภท “ลองกอง” ให้หมดไป “ราดำ” ตัวการสำคัญที่ทำให้ลูกผลของลองกองไม่สวย ไม่น่ารับประทาน และไม่เป็นที่ปรารถนาของผู้บริโภค ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกษตรกรผู้ปลูกลองกองท่านนี้ คิดหาหนทางที่จะไม่ใช้สารเคมีที่ก่อผลกระทบต่อผู้บริโภค และประหยัดต้นทุนในการกำจัด “ราดำ” บนผลลองกองโดยปลอดสารเคมี คุณธีรเชษฐ์ บำรุงรักษ์ เกษตรกรในพื้นที่ตำบลฉมัน ผู้ถือได้ว่ามีประสบการณ์และมีเทคนิคในการดูแลพืชผลทางการเกษตรให้เป็นผลไม้ที่ปลอดภัย อีกทั้งเพื่อประหยัดต้นทุนให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกอีกทางหนึ่ง ด้วยประสบการณ์ด้านการเกษตร มากว่า 20 ปี ครูธีรเชษฐ์ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ครูแดง” อดีตข้าราชการครู ที่ผันตัวเองมาทำสวนในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี เล่าว่า ขณะนี้ชาวสวนผลไม้ตระหนักดีถึงการผลิตผลไม้ปลอดภัยหรือที่เรียกกันว่า “ผลไม้อินทรีย์” ที่ถือว่าเป็นการให้ความสำคัญกับผู้บริโภค ที่จะได้รับประทานผลไม้ที่ปลอดภัย ห่างไกลจากสารพิษ เนื่องจากในอดีตพี
การตอกย้ำถึงอันตราย ! ของ “สารเคมีตกค้าง” ในประเทศไทยชัดเจนขึ้นอีกครั้ง เมื่อเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) ได้ออกมาแถลงผลการตรวจสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างในผักและผลไม้ ประจำปี 2561 เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา โดย “นางสาวปรกชล อู๋ทรัพย์” ผู้ประสานงานระบุว่า พบการตกค้างของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในผักที่ปลูกโดยไม่ใช้ดินหรือ “ผักไฮโดรโพนิกส์” สูงกว่าผักทั่วไป โดยไทยแพนเก็บตัวอย่างผักไฮโดรโพนิกส์ 30 ตัวอย่างจากตลาดและห้างทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด พบว่า ผัก 19 ตัวอย่างพบสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างเกินมาตรฐาน หรือคิดเป็น 63.3% ของจำนวนตัวอย่างทั้งหมด โดยพบผักที่ไม่มีการตกค้างเลย 8 ตัวอย่าง และพบว่าตกค้างแต่ไม่เกินมาตรฐาน 3 ตัวอย่าง เมื่อเทียบกับการตกค้างของผักและผลไม้ทั่วไป ไทยแพนได้สำรวจเมื่อปลายปีที่ผ่านมา พบว่ามีการตกค้างสูงกว่า โดยผักทั่วไปพบการตกค้างเกินมาตรฐาน 54.4% ไทยแพนย้ำว่า ความเข้าใจของประชาชนที่คิดว่าผักไฮโดรโพนิกส์เป็นผักที่ปลอดภัย มีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชน้อย จึงไม่เป็นความจริง ! ทั้งนี้ ไทยแพนระบุว่า พบสารพิษตกค้างมากถึง 25 ชนิด เช่น สารกำจัดวัชพืช (Herbici
เคยกล่าวมาแล้วว่า การที่เราเอาสารเคมีหลายชนิดมาผสมกัน อาจจะเป็นผลเสียในเรื่องของประสิทธิภาพ ซึ่งอาจจะได้ผลไม่เต็มที่ คุณสุเทพ สหายา นักกีฏวิทยาชำนาญการพิเศษ อดีตผู้อำนวยการกลุ่มกีฏและสัตววิทยา สำนักวิจัยและพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า การผสมสารเคมียังมีปัญหาอีกมากมายที่ทำให้การใช้สารเคมีไม่ได้ผล การเข้ากันไม่ได้กับวัสดุอุปกรณ์ที่เราใช้พ่นก็เป็นอีกปัญหาหนึ่ง เช่น สารเคมีที่พ่นเป็นละอองละเอียด เครื่องพ่นต้องใช้หัวฉีดพ่นรูเล็ก ถ้าเรานำสารเคมีไปผสมกับเชื้อราบิวเวอเรีย ไส้เดือนฝอย ซึ่งเป็นสารที่ต้องใช้หัวฉีดพ่นรูใหญ่ เมื่อเราไปผสมกันแล้วไปใช้กับถังพ่นที่มีหัวฉีดพ่นรูเล็ก พ่นไปสักพักหนึ่งหัวพ่นก็จะอุดตัน การพ่นไปที่แปลงพืชสารก็จะพ่นไปไม่ทั่วถึง เช่นนี้เรียกว่าเป็นการเข้ากันไม่ได้ทางวัสดุอุปกรณ์ ต้นทุนการผลิตสูง เพราะพ่นสารเคมีไม่ได้ผล ปัญหาการใช้สารเคมีที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดในตอนที่แล้ว ทำให้การพ่นสารเคมีไม่ได้ผล การนำสารเคมีมาผสมรวมกันแทนที่จะเป็นการลดต้นทุนการผลิต ประหยัดสารเคมีและประหยัดแรงงาน กลับกลายเป็นเพิ่มต้นทุนให้สูงขึ้น มีเกษตรกรเคยบอกว่า เมื่อวานพ่นยาฆ่าเพลี้ย
ปัจจุบัน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รณรงค์ให้ทำการเกษตรแบบอินทรีย์ โดยมุ่งเน้นไปเพื่อการส่งออก และความปลอดภัยของผู้บริโภคประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่งต้องการให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิตโดยลดการใช้สารเคมีให้น้อยลง แต่ลืมนึกไปอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญไม่น้อย นั่นคือ ความปลอดภัยต่อสุขภาพของเกษตรกรผู้ใช้สารเคมีเอง เกษตรกรบางคนหวังแต่เพียงว่า ทำอย่างไร จะสามารถลดต้นทุนการผลิตให้ได้มาก ทำอย่างไร ที่จะประกอบอาชีพการเกษตรได้อย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม การทำการเกษตรของประเทศไทยก็ยังหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูไม่ได้อยู่ดี เพียงแต่ว่านักวิชาการทั้งของทางราชการและของบริษัทธุรกิจสารเคมีผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเกษตรกรจะสามารถให้ความรู้ในการใช้สารเคมีแก่เกษตรกรอย่างถูกต้องและปลอดภัยได้แค่ไหน รวมทั้งทำอย่างไร เกษตรกรจะลดต้นทุนการผลิตได้อย่างแท้จริง ผู้เขียนได้มีโอกาสสัมภาษณ์ คุณสุเทพ สหายา นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กลุ่มกีฏและสัตววิทยา สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร ที่คลุกคลีอยู่กับงานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการใช้สารเคมีมาตั้งแต่ ปี 2530 ผู้เขียนได้ติดตามเรื่
กรมวิชาการเกษตรยกเครื่องผู้ควบคุมร้านขายวัตถุอันตรายทางการเกษตรกว่า 8,500 คนทั่วประเทศ ติวเข้มวิธีปฏิบัติถูกต้องปลอดภัย เน้นให้ขายอย่างมีความรู้มีจรรยาบรรณ นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ปีนี้กรมวิชาการเกษตรได้มอบหมายให้สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตรร่วมกับสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรทั้ง 8 เขต (สวพ.1-8) เร่งจัดฝึกอบรมหลักสูตรผู้ควบคุมการขายวัตถุอันตรายทางการเกษตรให้กับเจ้าของกิจการ ผู้ควบคุมการขาย หรือลูกจ้างที่อยู่ประจำร้านขายวัตถุอันตรายทางการเกษตร เป้าหมายกว่า 8,500 คนทั่วประเทศ เพื่อให้มีความรู้ด้านวัตถุอันตรายทางการเกษตร และวิธีปฏิบัติต่อวัตถุอันตรายทางการเกษตรได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย พร้อมปลูกจิตสำนึกให้ขายวัตถุอันตรายอย่างมีความรู้และมีจรรยาบรรณ ซึ่งจะช่วยป้องกันความเสียหายที่เกิดจากการฝ่าฝืนกฎหมายรวมทั้งการขายอย่างไม่ถูกต้อง และเป็นการปกป้องเกษตรกรให้ได้รับปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน นำไปใช้แล้วได้ผลคุ้มค่าการลงทุนด้วย การอบรมผู้ควบคุมการขายวัตถุอันตรายทางการเกษตรมี 2 หลักสูตร ประกอบด้วย หลักสูตรสำหรับผู้ที่เคยผ่านการอบรมมาแล้ว 5 ป
