สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงต้นทุนการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2562 (ปีเพาะปลูก 2562/63) พบว่า ลดลง เนื่องจากเกษตรกรลดขั้นตอนในการเตรียมดิน ซึ่งจากเดิมมีการไถแล้วแถกร่อง (ยกร่อง) เปลี่ยนเป็นไถแล้วไม่ต้องแถกร่อง อีกทั้งมีการนำเครื่องเก็บเกี่ยวมาใช้แทนแรงงานคนมากขึ้น โดยต้นทุนรวมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อยู่ที่ไร่ละ 4,385 บาท ลดลงจากปี 2561 ร้อยละ 0.42 (คิดเป็นต้นทุนต่อกิโลกรัม 5.84 บาท ลดลงร้อยละ 1.49) หากพิจารณาแยกประเภท พบว่า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รุ่น 1 (ฤดูฝน) ต้นทุนรวมไร่ละ 4,251 บาท (คิดเป็นต้นทุนต่อกิโลกรัม 5.71 บาท ลดลงร้อยละ 1.38) ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รุ่น 2 (ฤดูแล้ง) ต้นทุนรวมไร่ละ 5,329 บาท (คิดเป็นต้นทุนต่อกิโลกรัม 6.72 บาท ลดลงร้อยละ 2.47) โดยจะลดลงในกลุ่มของต้นทุนผันแปร ได้แก่ ค่าปุ๋ย ลดลงร้อยละ 0.65 ซึ่งส่วนใหญ่เกษตรกรใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15, 16-20-0 และ 46-0-0 ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ลดลงร้อยละ 1.40 จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง ส่วนค่าพันธุ์ เพิ่มขึ้นเล็กน้อยหรือเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.18 โดย ค่าแรงงาน ลดลง เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนในบา
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลสรุปข้อมูลปริมาณการผลิตไม้ผลเอกภาพ ปี 2562 โดยคณะทำงานสำรวจข้อมูล ไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออกได้สรุปตัวเลขเอกภาพผลผลิตไม้ผลภาคตะวันออก ปี 2562 ของไม้ผล 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ในพื้นที่ 3 จังหวัดตะวันออก จันทบุรี ระยอง และตราด โดยผลสรุปข้อมูลเอกภาพไม้ผล ปี 2562 (ข้อมูล ณ 27 มีนาคม 2562) พบว่า เนื้อที่ยืนต้น ของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด มีจำนวน 692,810 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มีจำนวน 678,203 ไร่ (เพิ่มขึ้น 14,607 ไร่ หรือร้อยละ 2.15) โดยทุเรียนเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.20 ส่วน เงาะ ลดลง ร้อยละ 2.10 มังคุด ลดลง ร้อยละ 0.28 และ ลองกอง ลดลง ร้อยละ 5.08 เนื้อที่ให้ผลของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด มีจำนวน 626,339 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มีจำนวน 615,172 ไร่ (เพิ่มขึ้น 11,167 ไร่ หรือ ร้อยละ 1.82) โดยทุเรียน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.31 มังคุด เพิ่มขึ้น ร้อยละ 0.69 ส่วนเงาะ ลดลง ร้อยละ 2.43 และ ลองกอง ลดลง ร้อยละ 3.84 ผลผลิต รวมทั้ง 4 สินค้ามีจำนวน 886,535 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มีจำนวน 667,025 ตัน (เ
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สถานการณ์การส่งออกทุเรียนไทยในปี 2562 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และมีราคาใกล้เคียงกับที่ผ่านมา เนื่องจากความต้องการของตลาดต่างประเทศยังมีต่อเนื่อง จากเศรษฐกิจของ 2 ประเทศ ผู้บริโภคหลักของทุเรียนไทย คือ จีน เวียดนาม ยังดีต่อเนื่อง จากปี 2561 มีการส่งออก 518,882 ตัน เพิ่มขึ้น 3.05% มูลค่า 35,333 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42.21% ส่วนราคาที่เกษตรกรขายได้ใน ปี 2562 คาดว่าจะใกล้เคียงกับปี 2561 คือ ราคา 78.16 บาท/กิโลกรัม โดยราคาทุเรียนในปีนี้จะสูงกว่าต้นทุนการผลิต 5 เท่า จากต้นทุน 15.10 บาท ต่อกิโลกรัม นายฉันทานนท์ กล่าวว่า อนาคตของทุเรียนไทย สศก. มองว่าเกษตรกรชาวสวนทุเรียนควรเน้นผลิตทุเรียนเพื่อให้ได้คุณภาพที่ดีมากกว่าเน้นปริมาณ เพื่อรองรับการแข่งขันของคู่ค้าในอนาคต จากปัจจุบันไทยเน้นส่งออก ทุเรียนหมอนทอง ควรเพิ่มสายพันธุ์ทุเรียนให้มีความหลากหลาย อาทิ ก้านยาว ชะนี พวงมณี เพื่อกระจายความเสี่ยง ยกระดับการขายเป็นขายทุเรียนพรีเมี่ยม และเพิ่มรูปแบบการแปรรูปทุเรียนเพื่อเพิ่มมูลค่า อาทิ ทุเรียนอบกรอบ ทุเรียนฟรีซดราย เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้า
เกษตรกรปราดเปรื่อง ด้านปลาสลิด คุณปัญญา โตกทอง ได้รับการยกย่องให้เป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง (smart farmer) ในเรื่องของการเลี้ยงปลาสลิดด้วยงานวิจัย เป็นเกษตรกรตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในเรื่องประสิทธิภาพการผลิตและผลตอบ แทนจากการผลิตสูง คุณปัญญา เกิดและเติบโตในครอบครัวเกษตรกร เรียนจบแค่ ป.4 พ่อแม่เลี้ยงกุ้งในนาเป็นอาชีพ สมัยเด็กๆ ก็เคยช่วยพ่อแม่เลี้ยงกุ้ง หลังแต่งงาน ก็แยกตัวออกมาทำกิจการนากุ้งเป็นของตัวเอง แต่เจอปัญหาอุปสรรคบางประการทำให้ต้องหยุดการเลี้ยงกุ้งช่วงหนึ่ง ช่วงประมาณปี 2537 คุณปัญญาเห็นเพื่อนบ้านเลี้ยงปลาสลิดในพื้นที่นาข้าวได้ผลกำไรงาม จึงตัดสินใจเลี้ยงปลาสลิดบนเนื้อที่ 30 กว่าไร่ เนื่องจากอ่อนประสบการณ์ทำให้ประสบปัญหาทุนหายกำไรหด ปีแรกมีรายได้เลี้ยงครอบครัวเพียงแค่ 50,000 บาทเท่านั้น แม้ธุรกิจจะล้มลุกคลุกคลานในปีแรก แต่คุณปัญญาก็ไม่ท้อถอย ใช้วิธีการศึกษาปัญหา หาวิธีการแก้ปัญหา โดยใช้ภูมิปัญญา ใช้ความรู้ จากวิถีชีวิตชาวบ้านมาพัฒนาวิธีการเลี้ยงและดูแลปลาสลิดที่เป็นรูปแบบของตัวเอง โดยใช้หลักการเลี้ยงปลาตามหลักธรรมชาติแบบง่ายๆ คือ ฟันหญ้าเป็นอาหารเลี้ยงปลา ปรากฏว่า ได้ผลผลิตที่ดีแ
น.ส.ทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ไทยส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ในหลายชนิด อาทิ ข้าว พืชผักและผลไม้ต่างๆ สร้างรายได้ให้กับประเทศจำนวนมาก และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ที่ผ่านมายังไม่มีการจัดเก็บสถิติที่ชัดเจนผ่านระบบพิกัดศุลกากรของไทย ยกเว้น สินค้าข้าวอินทรีย์ ดังนั้น ยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ปี 2560–64 คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ได้มอบหมายให้ สศก. เป็นผู้ดำเนินการจัดทำพิกัดศุลกากรสำหรับสินค้าเกษตรอินทรีย์ น.ส.ทัศนีย์ กล่าวว่า สศก. ได้มีการประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมศุลกากร กรมการค้าต่างประเทศ กรมวิชาการเกษตร และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และได้มีมติเห็นชอบให้จัดทำรหัสสถิติต่อท้ายพิกัดศุลกากร ระยะ 1 สำหรับสินค้าเกษตรอินทรีย์เพิ่มอีก 5 ชนิด ต่อจากข้าว ได้แก่ 1. ใบชาเขียว 2. มะพร้าวอ่อน 3. กะทิสำเร็จรูป 4. มังคุด และ 5. ทุเรียน ตั้งแต่ วันที่ 1 มีนาคม 2561 “พบว่า 7 เดือน ที่ผ่านมา การส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ 5 ชนิด มีปริมาณรวม 72
สศท. 10 ติดตามแปลงใหญ่ผึ้งชันโรง หรือ ผึ้งจิ๋ว จ.สมุทรสงคราม อีกหนึ่งตัวช่วยผสมเกสรให้ผลไม้ติดลูกดกในสวนเกษตรแบบผสมผสานและเกษตรอินทรีย์ ช่วยเกษตรกรเพิ่มผลผลิตแบบพึ่งพาตามธรรมชาติ ดูแลง่าย แถมมีสรรพคุณทางยาสูงกว่าน้ำผึ้งทั่วไป และเป็นที่ต้องการของตลาด นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน การเลี้ยงชันโรง หรือ ผึ้งจิ๋ว ซึ่งเป็นแมลงประจำถิ่น ได้เลี้ยงเพื่อใช้เป็นแมลงผสมเกสร โดยเฉพาะสวนผลไม้ เช่น ทุเรียน และเงาะ โดยชันโรงเป็นแมลงผสมเกสรที่ไม่มีการเลือกเฉพาะเจาะจงกับชนิดของดอกไม้ สามารถผสมเกสรพืชได้หลากหลายชนิดมากกว่าผึ้งพันธุ์ อีกทั้งไม่มีเหล็กใน จึงไม่มีอันตรายต่อมนุษย์และสัตว์เลี้ยง และระยะทางในการบินไปหาอาหารจะไม่ไกลจากรังมากนัก สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 จังหวัดราชบุรี (สศท.10) จึงได้ศึกษาถึงแนวทางการนำชันโรงมาเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร และช่วยลดการใช้สารเคมี จากการดำเนินการระบบแปลงใหญ่ซึ่งจากการสัมภาษณ์ ประธานแปลงใหญ่ชันโรง (นายวสันต์ ภูผา) ศูนย์เพาะเลี้ยงชันโรง บ้านสวนภูผา อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม พบว่า จุดเริ่
แม้จะเป็นพืชเศรษฐกิจที่คนไทยรู้จักคุ้นเคยเป็นอย่างดี และนำมาใช้ประโยชน์ตั้งแต่ราก ลำต้น ใบ ผล เส้นใย ไม่เว้นแม้กระทั่งส่วนของยอด แถมนิยมบริโภคทั้งสดทั้งแปรรูป จนเรียกได้ว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีคุณสารพัด แต่คนส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสำคัญหรือศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับ “มะพร้าว” เท่าที่ควรจะเป็น มิหนำซ้ำสวนมะพร้าวในพื้นที่หลายจังหวัดกลับถูกโค่นทิ้ง ปรับเปลี่ยนเป็นสวนยางพารา สวนปาล์มน้ำมันแทนที่ ไม่น่าแปลกใจที่พื้นที่ปลูกมะพร้าวของไทยจะลดลงต่อเนื่อง ข้อมูลจาก กรมวิชาการเกษตร ระบุว่า ช่วงปี 2551-2556 เนื้อที่ให้ผลและผลผลิตมะพร้าวลดลงจาก 1.536 ล้านไร่ เมื่อปี 2551 เป็น 1.316 ล้านไร่ ในปี 2556 ปี 2557 คาดว่า จะมีพื้นที่ปลูกมะพร้าวให้ผลผลิต 1.031 ล้านไร่ และผลผลิตลดลงจาก 1.484 ล้านตัน ในปี 2551 เหลือ 1.058 ล้านตัน ในปี 2556 ส่วนปี 2557 คาดว่าจะมีผลผลิต 1.072 ล้านตัน ข้อมูลจาก กรมวิชาการเกษตรและสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรชี้ว่า ผลผลิตมะพร้าวส่วนใหญ่ใช้เพื่อการบริโภคโดยตรง ร้อยละ 60 ของผลผลิตทั้งหมด ส่วนที่เหลือใช้เพื่อการแปรรูปในอุตสาหกรรมสกัดน้ำมันมะพร้าว ร้อยละ 5 และใช้เพื่อการแปรรูปในอุตสาหกรรมกะทิสำ
นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากข้อมูลไม้ผลเอกภาพ ลำไย และ ลิ้นจี่ ของภาคเหนือในปี 2561 พบว่า พื้นที่ปลูกลำไย 8 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน พะเยา แพร่ น่าน เชียงราย ลำปาง และตาก มีเนื้อที่ยืนต้น 862,220 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 0.49% เนื่องจากการปลูกใหม่แทนลิ้นจี่ โดยมีเนื้อที่ให้ผล 839,985 ไร่ เพิ่มขึ้น 1.33% จากต้นลำไยที่ปลูกในปี 2558 ซึ่งปลูกเพิ่มแทนต้นลำไยที่อายุมากให้ผลผลิตต่ำ ผลผลิตรวม 659,173 ตัน แบ่งเป็นลำไยในฤดู 386,342 ตัน ลำไยนอกฤดู 272,831 ตัน คิดเป็นสัดส่วนเพิ่มขึ้น 7.46% จากสภาพอากาศเอื้ออำนวย ปริมาณน้ำฝนเพียงพอต่อการออกดอกติดผล และเกษตรกรปรับเปลี่ยนมาผลิตลำไยนอกฤดูเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ผลผลิตต่อไร่ 785 กก. เพิ่มขึ้น 6.08% เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย ต้นลำไยออกดอกติดผลมากกว่าปีที่ผ่านมา แม้ว่าในบางพื้นที่ของ จ.พะเยาและตาก จะประสบปัญหาพายุฤดูร้อนทำให้พื้นที่เสียหายไปบ้าง แต่ในภาพรวมผลผลิตยังคงเพิ่มขึ้น และจะออกสู่ตลาดมากสุดในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ ส่วนลิ้นจี่ พื้นที่ 4 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย พะเย
สศก. ร่วมประชุมคณะกรรมการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ RCEP-TNC ครั้งที่ 21 ณ เมือง ยอกยาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย รุกแนวทางเปิดตลาดการค้าสินค้าร่วมกัน ผลักดันสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพ ให้ขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศสมาชิก RCEP มากขึ้น นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการประชุมคณะกรรมการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership – Trade Negotiating Committee: RCEP-TNC) ครั้งที่ 21 ซึ่ง สศก. ในฐานะผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เข้าร่วมเจรจาภายใต้คณะทำงานการค้าสินค้า (Trade in Goods) เพื่อพิจารณารูปแบบและรายการสินค้าเกษตรของไทยทั้งรายการที่สามารถเปิดตลาดและสินค้าอ่อนไหวภายใต้ความตกลง RCEP ระหว่าง วันที่ 5-9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ณ เมือง ยอกยาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย โดยฝ่ายไทย มีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เป็นหัวหน้าคณะเจรจา ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ เป็นต้น พร้อมด้วยประเทศสมาชิก ASEAN
สศก. เปิดผลสำเร็จโครงการ “นาแปลงใหญ่ ” ปี 60 ช่วยเกษตรกรมีรายได้เพิ่ม 35.89 % ลดต้นทุนการทำนาลง 15% และมีผลผลิตเพิ่มขึ้น12 ก.ก./ไร่ สศก. ติดตามผลโครงการนาแปลงใหญ่หลักเกณฑ์ใหม่ ปี 2560 เกษตรกรยิ้มรับ ได้รับปัจจัยการผลิต องค์ความรู้ และเทคโนโลยีต่างๆ มาปรับใช้ ช่วยเกษตรกรต้นทุนลด ผลผลิตดี รายได้เพิ่ม สร้างความสามัคคี ความเข้มแข็งในการรวมกลุ่มนาแปลงใหญ่ได้เป็นอย่างดี นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลประเมินโครงการนาแปลงใหญ่หลักเกณฑ์ใหม่ ของปี 2560 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์รวมกัน ผลิตข้าวคุณภาพได้มาตรฐานข้าวไทย ลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต ภายใต้การบูรณาการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยปี 2560 มีพื้นที่ที่สามารถดำเนินการในระบบนาแปลงใหญ่หลักเกณฑ์ใหม่ ปี 2560 รวม 51 จังหวัด จำนวน 747 แปลง พื้นที่ 752,659 ไร่ เกษตรกร 55,087 ราย โดย สศก. ลงพื้นที่เก็บข้อมูลเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ รวมทั้งประธานกลุ่ม และผู้จัดการแปลง ใน 15 จังหวัด จำนวน 585 ตัวอย่าง ช่วงปลายเดือนธันวาคม 2560 พบว่า กระทรวง
