สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)
“พร้อมกันนี้ ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดศรีสะเกษ ยังเป็นหน่วยตรวจรับรองมาตรฐานแปลงเกษตรที่ดีเหมาะสม (GAP : Good Agricultural Practices) อีกด้วย” นายสมชาย เชื้อจีน ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ กล่าวถึงบทบาทหน้าที่ของศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งมีกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานหลัก โดยนอกจากจะทำหน้าที่ในการศึกษา ทดลอง เพื่อหาแนวทางในการทำการเกษตรในพื้นที่ภาคอีสานในด้านต่างๆ แล้ว ยังเป็นหน่วยตรวจรับรองมาตรฐานแปลงเกษตรที่ดีเหมาะสม (GAP : Good Agricultural Practices) “GAP คือ แนวทางในการทำการเกษตร เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดี และปลอดภัยตามมาตรฐานที่กำหนด โดยกระบวนการผลิตจะต้องปลอดภัยต่อเกษตรกรและผู้บริโภค ปราศจากการปนเปื้อนของสารเคมีไม่ทำให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม มีการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ได้ผลผลิตสูงคุ้มค่าการลงทุน” นายสมชาย กล่าว ดังนั้น เพื่อให้กระบวนการผลิตพืชอาหารมีความปลอดภัยได้มาตรฐานเดียวกับการส่งออก ทางศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ฯ ได้จัดส่งเจ้าหน้า
กล้วยหิน เป็นกล้วยป่า พบในธรรมชาติครั้งแรกเป็นจำนวนมากในสภาพอากาศร้อนชื้น บริเวณป่าสองฝั่งแม่น้ำปัตตานี ในพื้นที่ตำบลบาเจาะ อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา เนื่องจากทำเลทองแห่งนี้มีผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ มีความชื้นทั้งในดินและในอากาศสูงตลอดทั้งปี กล้วยหิน 1 เครือ จะมีประมาณ 7-10 หวี เฉลี่ยหวีละ 10-15 ผล กล้วยหินเติบโตได้ในดินแทบทุกประเภท ทนแล้งได้ดี ลำต้นมีขนาดใหญ่ แข็งแรง แตกกอเก่ง ไม่ค่อยมีโรคและแมลงรบกวน ทนทานต่อโรครากเน่า (ตายพราย) มีเปลือกหนาทนทานต่อการขนส่ง และผลแก่เก็บไว้ได้นานนับสัปดาห์ ลำต้นอ่อนนำมาปรุงอาหารรสชาติดีกว่ากล้วยน้ำว้า ทั้งนี้ กล้วยหินบันนังสตา ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคในวงกว้าง สำนักงานเกษตรจังหวัดยะลาจึงส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน นำกล้วยหินมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้สินค้า ปัจจุบัน กล้วยหินบันนังสตา ได้ขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI : Geographical Indication) ลักษณะผลส่วนใหญ่เป็นรูปสี่เหลี่ยม แต่ผลด้านข้างสุดของหวีทั้งสองด้านมักจะเป็นรูปสามเหลี่ยม เปลือกหนา ผลดิบเปลือกสีเขียวเข้ม เมื่อสุกเปลือกสีเหลือง เนื้อแน่น ผลดิบเนื้
เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2563 สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง (สสก.3) นำสื่อมวลชนเยี่ยมชมความสำเร็จขนุนแปลงใหญ่ ตำบลหนองเหียง อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี หนึ่งในวิสาหกิจชุมชนที่มีการบริหารจัดการสินค้าเกษตรโดยยึดหลักตลาดนำการเกษตรอย่างครบวงจร ส่งออกจีน และยุโรป สร้างรายได้แก่ชุมชน เตรียมขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ขนุนหนองเหียง นายดำรงฤทธิ์ หลอดคำ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง (สสก.3) เปิดเผยว่า อำเภอพนัสนิคม มีเกษตรกรผู้ปลูกขนุนในพื้นที่เกือบทุกตำบล และปลูกมากในพื้นที่ตำบลหนองเหียง โดยปลูกอย่างจริงจังเป็นอาชีพสามารถส่งจำหน่ายเป็นรายได้หลักและรายได้เสริมเป็นอย่างดี ที่สำคัญเป็นขนุนคุณภาพ ตั้งแต่ขนาด ปริมาณ เนื้อผิว และรสชาติ เป็นที่ยอมรับของตลาด เกษตรกรมีการจัดการด้านการตลาดอย่างเด่นชัด ผลผลิตส่วนใหญ่ส่งออกต่างประเทศ ทั้งในรูปแบบผลสดและแบบแกะเนื้อแช่แข็ง ส่วนผลอ่อนขนาดเล็กที่ไม่ได้คุณภาพจะนำมาแปรรูป โดยผลสุกได้นำมาแปรรูป อาทิ ขนุนลอยแก้ว ขนุนเชื่อมอบแห้ง แยมขนุน เป็นต้น ซึ่งได้รับความนิยมจากผู้บริโภคอย่างมาก “สสก.3 จังหวัดระยอง
สวพ.7 หวั่นซ้ำรอยสมุย ส่งชุดเฉพาะกิจรุกสร้างการรับรู้เรื่อง “การป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูมะพร้าว” ชาวเกาะเต่า ลดความเดือดร้อนชาวสวน-ปกป้องแหล่งท่องเที่ยวระดับประเทศ หลังได้รับร้องเรียนศัตรูมะพร้าวระบาดหนัก ต้นล้มตายเป็นจำนวนมาก เร่งใช้ชีวภัณฑ์ปราบ-หนุนทำเกษตรอินทรีย์แก้ปัญหาแบบยั่งยืน นายวิรัตน์ ธรรมบำรุง ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 7 (สวพ.7) กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบัน เกาะพงัน อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญที่มีชื่อเสียงของประเทศระดับโลก และมีมะพร้าวเป็นสินค้าอัตลักษณ์หนุนการท่องเที่ยวเสริมสร้างรายได้ให้กับชุมชน โดยมะพร้าวเกาะพะงันได้รับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ( Geographical Indication) หรือสินค้า GI จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ว่าเป็นมะพร้าวมีลักษณะเด่นเฉพาะถิ่นดังนี้ “มะพร้าวใหญ่ สะโพกโต เนื้อหนา กะลาแข็ง ก้านใหญ่ ทางใบยาว เนื้อมะพร้าว 2 ชั้น น้ำมันใส ในเปลือกเหนียว เนื้อหวานมัน โดยปัจจุบันอำเภอเกาะพะงันมีพื้นที่ปลูกมะพร้าว จำนวน 22,000 ไร่ ปลูกไร่ละ 20 ต้น ผลผลิตเฉลี่ย 60 ผล/ต้น ให้ผลผลิตมะพร้าวทั้งหมดประมาณ 26 ล้า
สับปะรดห้วยมุ่น เป็นผลไม้เปลือกบาง เนื้อผลสีเหลืองน้ำผึ้ง กลิ่นหอม รสหวานฉ่ำแบบธรรมชาติ กินไม่กัดลิ้นหรือมีกากใยช่วยในระบบการย่อยที่ดีต่อสุขภาพ เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดอุตรดิตถ์ ปลูกง่าย กำไรงาม เกษตรกรได้จัดการปลูกในระบบเกษตรดีที่เหมาะสมเพื่อผลิตให้ได้ผลสับปะรดห้วยมุ่นคุณภาพนำออกสู่ตลาด ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เงินแสนบาทนำไปพัฒนาคุณภาพชีวิตที่มั่นคง คุณพี่บัวผัน มูลเงิน เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดห้วยมุ่น เล่าให้ฟังว่า มีพื้นที่ปลูกสับปะรดห้วยมุ่น 5 ไร่ ได้เริ่มปลูกเมื่อปี 2554 หลังการปลูกได้ดูแลรักษาที่ดีมีผลผลิตคุณภาพออกขาย แต่ด้วยความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น จึงเห็นว่าจะเป็นโอกาสในการสร้างรายได้ จึงเช่าพื้นที่ 20 ไร่ เพื่อปลูกสับปะรดเพิ่ม มีค่าใช้จ่ายในการเช่า 5,000 บาท ต่อปี ต่อไร่ การปลูกครั้งแรก ได้ไปซื้อหน่อสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียมา 20,000 หน่อ หน่อละ 1.50 บาท รวมเป็นเงิน 30,000 บาท ด้วยลักษณะภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมพื้นที่ปลูกมีความแตกต่างจากแหล่งปลูกเดิม จึงทำให้ได้ผลสับปะรดคุณภาพที่มีลักษณะเฉพาะถิ่น จึงเรียกว่า สับปะรดห้วยมุ่น เป็นพืชเศรษฐกิจที่ทำให้ผู้ปลูกมีรายได้ มีความมั่น
หากพูดถึง เงาะ ที่นิยมบริโภคในปัจจุบัน จะมีอยู่ด้วยกัน 3 สายพันธุ์ ได้แก่ เงาะโรงเรียน เงาะสีชมพู เงาะสีทอง ฯลฯ แต่หากพูดถึงเงาะที่คนเมืองกาญจน์นิยมบริโภค ณ เวลานี้ คงหนีไม่พ้น “เงาะทองผาภูมิ” สำนักงานเกษตรจังหวัดกาญจนบุรี รายงานว่า “เงาะทองผาภูมิ” (Thong Pha Phum Rambutan) หมายถึง เงาะพันธุ์โรงเรียน เป็นผลไม้ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดกาญจนบุรี สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ มีลักษณะโดดเด่นคือ ผลค่อนข้างกลมเล็ก ขนสวย เปลือกบาง เมล็ดเล็ก เนื้อหนา หวาน ล่อน กรอบ ไม่ฉ่ำน้ำ พบพื้นที่ปลูกในอำเภอทองผาภูมิ อำเภอไทรโยค อำเภอสังขละบุรี และอำเภอศรีสวัสดิ์ พื้นที่ปลูกเงาะทองผาภูมิ จะมีลักษณะเป็นพื้นที่ดอน ดินทั่วไปเป็นดินร่วนปนดินเหนียว และเป็นป่ามีฝนตกบ่อยครั้ง ด้วยสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศดังกล่าว เงาะที่ปลูกในพื้นที่ดังกล่าวจึงมีรสชาติ และมีความเป็นเอกลักษณ์แตกต่างจากพื้นที่อื่น ในส่วนของอำเภอทองผาภูมิ มีพื้นที่ปลูกเงาะ จำนวน 1,054 ไร่ ให้ผลผลิต จำนวน 519 ไร่ โดยมีผลผลิตเฉลี่ย 620 กิโลกรัม ต่อไร่ ปัจจุบัน สำนักงานเกษตรจังหวัดกาญจนบุรีอยู่ในขั้นตอนดำเนินการจดสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographi
หากอยากมีหุ่นสวยเป๊ะ และสุขภาพดียั่งยืนจนถึงวัยสูงอายุนั้น ต้องออกกำลังกายสม่ำเสมอ ปรับพฤติกรรม กิน-อยู่ให้ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากที่สุด นิสัยการกินมีส่วนสำคัญ ต้องกินให้เป็น เน้นกินอาหารคลีนที่ผ่านการปรุงแต่งน้อยที่สุด เพิ่มการบริโภคผัก ผลไม้ ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ขอแนะนำ สับปะรดพันธุ์ใหม่ ชื่อ “ทองระยอง” ผลไม้เพื่อสุขภาพอีกชนิด ที่สาวกเฮลตี้ไม่ควรพลาด สับปะรดพันธุ์ทองระยอง เป็นผลไม้เศรษฐกิจพันธุ์ใหม่ของจังหวัดระยอง เป็นสับปะรดกลุ่ม “ควีน” ที่ถูกพัฒนาสายพันธุ์ให้มีรสชาติอร่อย เป็นสินค้าขายดี กำลังเป็นที่นิยมของตลาดทั่วไป คุณศราวุธ เรืองเอี่ยม ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์สับปะรดกว่า 20 ปี ของจังหวัดระยอง ได้เล่าว่า “ทองระยอง” เป็นสับปะรดกลุ่ม “ควีน” (พันธุ์เดียวกับ สับปะรดภูเก็ต ภูแล สวี ตราดสีทอง) กลุ่มผู้ปลูกยางพารา และชาวสวนไม้ผลของอำเภอแกลง ได้นำสับปะรดพันธุ์นี้มาปลูกที่อำเภอเขาชะเมา ตั้งแต่ เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ช่วงแรกสับปะรดพันธุ์นี้ถูกเรียกว่า “สับปะรดหนาม” หรือ “สับปะรดใต้” ผลผลิตที่ปลูกได้ถูกจำหน่ายในตลาดท้องถิ่นเป็นหลัก จังหวัดระยอง นับเป็นแหล่งปลูกสับปะรดที่สำคัญ
ตำบลบางสะแก อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม นับเป็นแหล่งผลิตส้มโอ ที่มีชื่อเสียงของไทย สร้างรายได้เข้าสู่ท้องถิ่นอย่างมหาศาลในแต่ละปี เพื่อให้เกิดความยั่งยืนต่ออาชีพการทำสวนส้มโอ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เดินหน้าพัฒนาให้ส้มโอขาวใหญ่เป็นสินค้าเกรดพรีเมี่ยม และพัฒนาการผลิตส้มโอแบบครบวงจร ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ส่งเสริมให้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ส้มโอขาวใหญ่ ตำบลบางสะแก อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรในท้องถิ่นและผู้สนใจทั่วไปได้เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางการปลูกดูแลส้มโออย่างถูกต้องเหมาะสม การผลิตส้มโอของจังหวัดสมุทรสงคราม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สำรวจการผลิตส้มโอของจังหวัดสมุทรสงคราม ในปี 2560 พบว่า มีพื้นที่ปลูกส้มโอ 12,995 ไร่ ซึ่งพื้นที่ทั้งหมดอยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการปลูกส้มโอ (S1) มีพื้นที่ให้ผลผลิตแล้ว จำนวน 12,495 ไร่ ปริมาณผลผลิต 19,367.25 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 1,033 ผล ต่อไร่ ต่อปี หรือ 1,550 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อปี (ขนาดผล น้ำหนักประมาณ 1.5 กิโลกรัม ต่อผล) โดยส้มโอที่นิยมปลูกมากที่สุดคือ พั
