สูตรปุ๋ย
ใครที่กินสับปะรดแล้วอย่าเพิ่งนำเปลือกไปทิ้ง เพราะสามารถเอาไปทำประโยชน์ได้ เป็นจุลินทรีย์ชนิดหนึ่งที่มีอยู่ในตาและเปลือกของสับปะรด นำมาทำจุลินทรีย์น้ำหมักสับปะรดได้ เพื่อบำรุงการเจริญเติบโตของต้นพืช และยังมีสรรพคุณช่วยปรับสภาพดินจากดินแข็ง ดินเหนียว ดินดาน ทำให้ดินมีความร่วนซุยมากขึ้น ใครที่กินสับปะรดแล้ว อย่า อย่า❗️เพิ่งนำเปลือกไปทิ้ง สามารถเอาไปทำประโยชน์ได้ เป็นจุลินทรีย์ชนิดหนึ่งที่มีอยู่ในตาและเปลือกของสับปะรด นำมาทำจุลินทรีย์น้ำหมักสับปะรดได้ เพื่อบำรุงการเจริญเติบโตของต้นพืช และยังมีสรรพคุณช่วยปรับสภาพดินจากดินแข็ง ดินเหนียว ดินดาน ทำให้ดินมีความร่วนซุยมากขึ้น เปลือกสับปะรด — เศษเหลือจากครัวที่หลายคนมักมองข้าม แท้จริงแล้วซ่อนคุณค่ามหาศาลสำหรับพืชผักในสวน ในเปลือกสับปะรดมีเอนไซม์ธรรมชาติอย่าง โบรมีเลน (Bromelain) ช่วยเร่งการย่อยสลาย เพิ่มจุลินทรีย์ในดิน บำรุงรากให้แข็งแรง 🪴วิธีการ 1. ฉีกหรือสับเปลือกสับปะรดให้มีขนาดเล็กลง ยิ่งเล็กก็ยิ่งทำให้การนำไปใช้ประโยชน์และการย่อยสลายง่ายขึ้น จากนั้นนำไปใส่ถังหมัก 2. เติมน้ำเปล่าเล็กน้อยในขวดบรรจุกากน้ำตาล เพื่อทำการละลายกากน้ำตาล เมื่อกากน้
ในปัจจุบันวิธีทำปุ๋ยบำรุงต้นไม้ มีหลากหลายวิธี แต่ที่ง่ายที่สุดคือการนำเปลือกกล้วยหอม เปลือกกล้วยน้ำว้า ที่กินเสร็จอย่าเพิ่งทิ้ง! เพราะมีประโยชน์ต่อต้นไม้หลายอย่าง เปลือกกล้วยอุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อการเติบโตของต้นไม้ เช่น โพแทสเซียม แมกนีเซียม แคลเซียม และฟอสฟอรัส ที่สามารถช่วยป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืชได้อีกด้วย สารอาหารที่อยู่ในเปลือกกล้วย 1. โพแทสเซียม : หนึ่งในธาตุอาหารหลักที่พืชต้องการ ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของราก ใบ หากใช้ในผักกินใบ จะทำให้ใบกรอบ สีเขียวสวย น่ากิน ซึ่งปกติเราอาจต้องซื้อปุ๋ยโพแทสเซียมเสริม แต่เราสามารถทดแทนได้ง่ายๆ ด้วยเปลือกกล้วย 2. ฟอสฟอรัส : ในเปลือกกล้วยมีปริมาณฟอสฟอรัสมากพอสำหรับพืช ช่วยเรื่องการออกดอกและติดผล ทำให้ไม้ดอกไม้ประดับออกดอกสวย สีสันงดงาม มาลงมือทำปุ๋ยกันเถอะ โดยจะเริ่มใช้ในช่วงที่ระยะติดดอก ออกผล ซึ่งสูตรนี้มีประโยชน์ค่อนข้างดีในการที่ช่วยทำให้ติดดอก ออกผล เร่งการแตกยอด ไม่ว่าจะเป็นไม้ดอกไม้ประดับ ไม้ผล พืชผักสวนครัวก็สามารถนำไปฉีดพ่นได้ วัตถุดิบ – เปลือกกล้วย – น้ำ – โหลแบบมีฝาปิด วิธีทำ 1. ใช้เปลือกกล้วยจากกล้วยที่สุกแล้
บำรุงต้นช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ดี ช่วยให้พืชออกดอกออกผล เร่งผลให้สมบูรณ์ เพิ่มความหวานและใช้เร่งราก เร่งหัวของพืช 🪴วิธีการ 1. ใช้ผลไม้ทั้งผลไม่ต้องล้าง ไม่ต้องปอกเปลือก หั่นหรือฝานตามขวางหนา 3-5 เซนติเมตร 2. นำไปคลุกในกะละมังกับน้ำตาลทรายแดง โดยใช้อัตราส่วนผลไม้ 2 กิโลกรัมต่อกากน้ำตาล หรือน้ำตาลทรายแดง 2 กิโลกรัม 3. นำไปเก็บไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง 4. นำไปบรรจุลงในไหเคลือบให้เต็ม โดยให้ต่ำกว่าปากไหประมาณ 1 คืน เอาน้ำตาลปิดหน้าผลไม้ที่ปากไห แล้วใช้ผ้าหรือกระดาษปิดปากไหให้สนิท 5. หมักไว้ในที่ร่มไม่ให้ถูกแสงแดดประมาณ 7-15 วัน 🪴วัตถุดิบ กล้วยน้ำว้าสุก 2 กิโลกรัม มะละกอสุก 2 กิโลกรัม ฟักทองสุก 2 กิโลกรัม น้ำตาลทรายแดง 3 กิโลกรัม ✨วิธีการนำไปใช้ ใช้น้ำหมัก 1 ส่วนต่อน้ำ 500 ส่วน หรือน้ำหวานหมัก 3 ช้อนแกงต่อน้ำ 1 ปี๊บ หรือ 20 ลิตร 🌱ขอบคุณสูตรจาก : รักบ้านเกิด #เทคโนโลยีชาวบ้าน #technologychaoban #สูตรปุ๋ย #สูตรน้ำหมัก #ชมพู่ #น้ำหมักจากผลไม้ #เร่งราก เผยแพร่ออนไลน์ล่าสุด เมื่อวันพฤหัสที่ 13 มิถุนายน พ.ศ.2567
วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้าน บอกหมดเปลือก เคล็ดไม่ลับ “สูตรน้ำหมักสมุนไพรกำจัดเพลี้ยชนิดต่างๆ” เพลี้ยแป้ง หรือเพลี้ยชนิดต่างๆ เป็นศัตรูพืชชนิดหนึ่ง จะอยู่ในดินตามบริเวณรากพืช แล้วขับถ่ายออกมามีลักษณะเหมือนน้ำหวาน มดจึงเข้าไปกิน หลังจากนั้นมดจะคาบเพลี้ยแป้งไปไว้ตามยอดไม้ หรือยอดอ่อนของใบ ตามต้น หรือดอกไม้ ชอบดูดกินน้ำหวานจนต้นไม้ขาดสารอาหาร และทำให้การเจริญเติบโตของต้นต้องหยุดชะงัก อีกทั้งยังสามารถแพร่กระจายได้รวดเร็ว จึงต้องป้องกันการระบาดให้ดี เพื่อไม่ให้พืชผลได้รับผลกระทบ ✨วิธีใช้ : ใช้น้ำหมักจำนวน 10-20 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร ถ้าเห็นว่าเพลี้ยตายหมดไม่มีเกาะตามใบ หรือต้นพืชแล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องฉีดซ้ำ จะฉีดน้ำหมักก็ต่อเมื่อมีเพลี้ยมาเกาะกินน้ำเลี้ยงพืชเท่านั้น อาจจะฉีดติดต่อกันประมาณ 3 วันเพื่อเป็นการป้องกัน 📌ข้อแนะนำ : ถ้าพบเพลี้ยแป้งเป็นจำนวนน้อยเกาะอยู่ตามใบ หรือส่วนที่ตัดทิ้งได้ ให้ตัดทิ้งไปก่อน 💡ประโยชน์ : เพลี้ยแป้ง เพลี้ยไฟจะตาย ถ้าต้องการให้ตายมาก ให้เอาข่าแก่ๆ ทุบให้แตก ตะไคร้หอมตัดให้ยาวประมาณ 4-5 นิ้ว ทุบให้แตก พริกขี้หนูแก่ โขลกให้ละเอียด อย่างละ 1กิโลกรัม ผสมหมักลงไปอีกเพิ่มน
มูลไก่ถือเป็นปุ๋ยคอกที่มีบทบาทสำคัญที่ช่วยเพิ่มธาตุไนโตรเจน สำหรับนาข้าว และพืชผัก ผลไม้ทุกชนิด เมื่อนำสิ่งเหลือใช้จากธรรมชาติมาปรับใช้เป็นน้ำหมักชีวภาพมูลไก่ จะสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตเรื่องค่าปุ๋ยเคมีไปได้กว่า 70% 🔴ส่วนผสมการทำปุ๋ยน้ำหมักจุลินทรีย์ขี้ไก่ -ขี้ไก่ จำนวน 1 กระสอบ (30 กิโลกรัม) -น้ำเปล่า จำนวน 50 ลิตร -จุลินทรีย์อีเอ็มสูตรขยาย จำนวน 3 ลิตร -กากน้ำตาล จำนวน 1.5 ลิตร 🪴วิธีการ นำส่วนผสมทั้งหมด มารวมกัน คนให้เข้ากัน ปิดฝาตั้งไว้ในที่ร่ม นาน 15-30 วัน นำไปใช้ประโยชน์ได้ และควรใช้ให้หมดภายในเวลา 1 เดือน 🍀สูตรขยายจุลินทรีย์อีเอ็ม -หัวเชื้อจุลินทรีย์อีเอ็มแท้ของบริษัท เอ็มโร เอเชีย จำกัด จังหวัดพระนครศรีอยุธยา -กากน้ำตาล -ขวดพลาสติกแบบฝาเกลียว 🪴ขั้นตอนการทำ 1. ใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์อีเอ็ม 2 ช้อนโต๊ะ + กากน้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน 2. บรรจุน้ำสะอาดใส่ในขวดพลาสติกเตรียมไว้ขวดละ 1 ลิตร 3. จากนั้นเทหัวเชื้อจุลินทรีย์อีเอ็มที่ผสมกากน้ำตาลแล้ว ลงใส่ในขวดพลาสติกที่ใส่น้ำไว้ แล้วเขย่าให้เข้ากัน ปิดฝาให้สนิท ตั้งไว้ในที่ร่ม 7 วัน สามารถนำมาใช้ได้และมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับจุลินทรีย์
วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้าน บอกหมดเปลือก เคล็ดไม่ลับ “สูตรน้ำหมักชีวภาพ จากนม” มีกรดแลกติกที่ช่วยทำให้ดินร่วนซุย มีสารส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชกลุ่มออกซิน ไซโตไคนิน ปริมาณธาตุอาหารหลัก และธาตุอาหารรอง ที่ช่วยบำรุงต้น และกระตุ้นยอดอ่อนของพืช ✨วิธีใช้ : ใช้เป็นน้ำยาเร่งราก ตัดชิ้นไขที่เกิดด้านบน 2 ช้อนโต๊ะ เติมน้ำ 10 ลิตร ผสมให้เข้ากัน แล้วนำกิ่งพันธุ์พืชแช่ไว้ประมาณ 10 นาที แล้วจึงนำไปปลูกในถุงปักชำ ถ้าใช้ในการบำรุงต้น กระตุ้นยอดอ่อน ใช้น้ำหมักฯ ที่เป็นชั้นน้ำใสด้านล่าง อัตรา 10-20 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นต้นพืช สัปดาห์ละครั้ง 👍🏻ประโยชน์ 1. ช่วยให้พืชเจริญเติบโต สมบูรณ์แข็งแรง เพราะในน้ำนมมีสารอาหารโปรตีนสูง อย่าง เคซีน โกลบูมิน อัลบูมิน และกรดอะมิโน ที่เมื่อถูกจุลินทรีย์ย่อยสลายแล้ว จะกลายเป็นธาตุไนโตรเจน จึงมีส่วนช่วยให้พืชเจริญเติบโต สมบูรณ์ แข็งแรง เร่งต้น เร่งใบ ให้โตเร็วยิ่งขึ้น 2. เพิ่มความหวานกรอบให้กับผลผลิต การฉีดรดพืชทางใบด้วยฮอร์โมนนมสด สามารถเพิ่มความหวานกรอบให้กับผลผลิตได้ ไม่ว่าจะเป็นผักสลัดและผักกินใบชนิดต่างๆ 📌ข้อแนะนำ : น้ำหมักชีวภาพจากนม ที่พร้อมใช้งานแล้วจะสังเกตได้จ
คําถาม จากข้างกระสอบปุ๋ย เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ ผมสนใจการเกษตรมาแล้วระยะหนึ่ง แต่เนื่องจากไม่มีพื้นฐานทางด้านนี้มาก่อน จึงมีคําถามอยู่ในใจหลายอย่าง วันนี้ผมเขียน จ.ม. มาถามคุณหมอเกษตรว่า ตัวเลขข้างกระสอบปุ๋ย เขียนว่า 12-24-12 น้ำหนัก กระสอบละ 50 กิโลกรัม ดูแล้วยังไม่เข้าใจอยู่ดี รู้เพียงว่าเป็นปุ๋ยเร่งดอกเท่านั้น ขอคําอธิบายจากคุณหมอเกษตรด้วยครับ ด้วยความนับถือ ศิริชัย แก้วโพธิ์ เลขที่ 58/2 บ้านหนองบัวสร้าง ตําบลอุมจาน อําเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร 47230 ตอบ : คุณศิริชัย แก้วโพธิ์ ตัวเลขข้างกระสอบปุ๋ยที่คุณยกตัวอย่างมานั้น เป็นตัวเลขข้างต้นนั้นเป็นระบบสากล ในความหมายนั้นบอกว่า ในกระสอบปุ๋ย น้ำหนัก 100 กิโลกรัม มีธาตุ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ที่ต้นไม้นําไปใช้ประโยชน์ – 12 ตัวแรก คือ ปริมาณ N (ไนโตรเจน) ช่วยเร่งการเจริญเติบโต สร้างใบ เพิ่มความเขียว – 24 ตัวถัดมา คือ ปริมาณ P (ฟอสฟอรัส) ช่วยเร่งการแตกใบและการผสมเกสร เพิ่มความแข็งแรงให้ลำต้น – 12 ตัวสุดท้าย คือ ปริมาณ K (โพแทสเซียม) ช่วยเพิ่มผลผลิต เพิ่มขนาด น้ำหนัก และรสชาติ ความหวาน 12, 24 และ 12 กิ
เกษตรกรหลายคนอาจพบปัญหาหอยเชอรี่ และปูนาระบาดกัดกินทำลายต้นข้าวเสียหาย หอยเชอรี่เป็นสัตว์ศัตรูข้าวที่สำคัญมาก นอกจากจะขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วแล้ว ยังสามารถทนทานต่อความแห้งแล้งได้ดี โดยจะหมกตัวมีชีวิตอยู่ในพื้นนาได้นานตลอดฤดูแล้ง และยังลอยตัวไปตามน้ำไหลได้อีกด้วย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องป้องกันกำจัดอย่างต่อเนื่อง 🍀วัตถุดิบ เปลือกมังคุด 1 กิโลกรัม มะกรูด 1 กิโลกรัม น้ำเปล่า 🪴ขั้นตอนการทำ 1. หั่นมะกรูดทั้งหมดเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ในภาชนะที่ต้องการใช้หมัก 2. เติมน้ำเปล่าให้พอท่วมมะกรูด ปิดฝา หมักทิ้งไว้ 7 วัน 3. หั่นเปลือกมังคุดเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วเติมน้ำเปล่าให้พอท่วม ปิดฝา หมักทิ้งไว้ 7 วัน 4. หลักจากแยกหมักทั้งมังคุดและมะกรูด ครบ 7 วันแล้ว ให้เททั้งน้ำหมักมะกรูด และน้ำหมักเปลือกมังคุดผสมกัน 5. คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน ก่อนนำไปใช้ 💡การนำไปใช้ สูตรนี้ให้ใช้ทั้งกาก และน้ำที่หมัก โดยสาดหรือโยนในนาข้าวเป็นจุดๆ ในช่วงตอนเย็น ทุกๆ 5-7 วัน จะช่วยป้องกันและกำจัดหอยเชอรี่ และปูนาได้เป็นอย่างดี ✨เคล็ดลับ ถ้าเกษตรกรมีเวลามากพอ คุณนำพาอยากให้เกษตรกรเก็บหอยเชอรี่หรือปูนาที่ระบาดมารวมกันให้มากที่สุด จ
สภาพธรรมชาติ ดินในภาคกลางของประเทศไทยเป็นดินเหนียว ธาตุโพแทสเซียม (K) พอเพียงกับความต้องการของต้นข้าว ดังนั้น กรมการข้าวจึงแนะนำให้ใช้ปุ๋ย สูตร 16-20-0 (N-P-K) ถ้าใส่ธาตุโพแทสเซียม (K) ลงไปด้วยจะเป็นการสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ ส่วนดินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น ส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนทรายถึงดินทราย ดินประเภทนี้จะขาดธาตุโพแทสเซียม (K) ดังนั้น คำแนะนำของกรมการข้าวให้ใส่ปุ๋ย สูตร 16-16-8 จึงจะได้ผลผลิตดี อย่างไรก็ตาม ในแต่ละปีควรใส่ปุ๋ยอินทรีย์ให้บ้าง เช่น ฟางข้าว เศษไม้ใบหญ้า หรือปุ๋ยมูลสัตว์ เพื่อช่วยให้ดินร่วนซุย และเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ดินในนาอีกทางหนึ่ง มารู้จักกับปุ๋ยกันอีกสักนิด ปุ๋ยเคมีที่มีขายทั่วไป เช่น สูตร 15-15-15 เกษตรกรนิยมเรียกว่า ปุ๋ยสิ้นคิดความจริงแล้ว ปุ๋ยเคมีเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ทั้งนี้ ปุ๋ยที่มีธาตุอาหารฟอสฟอรัส (P) และโพแทสเซียม (K) นำขึ้นมาจากใต้พิภพ ส่วนปุ๋ยยูเรีย (N) มีโครงสร้างเหมือนกับน้ำปัสสาวะของมนุษย์ทุกประการ ปุ๋ยยูเรียได้จากผลพลอยได้ของขบวนการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ทั้งนี้ ธาตุไนโตรเจน (N) ทำให้ใบเขียว ต้นเติบโตขึ้น ธาตุฟอสฟอรัส (P) บำรุงรากและเร่งการออกดอก ส่
ปุ๋ย ยังมีความสำคัญในการผลิตพืช ปุ๋ยที่วางจำหน่ายในตลาดมีธาตุอาหารหลักอยู่ 3 ธาตุ คือ ธาตุไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) และโพแทสเซียม (K) ธาตุไนโตรเจน มีบทบาทในการบำรุงต้นและใบ ทำให้ต้นไม้มีใบสีเขียว เพิ่มประสิทธิภาพในการสังเคราะห์แสง ธาตุฟอสฟอรัส (P) มีบทบาทในการพัฒนารากและเร่งการออกดอก ธาตุโพแทสเซียม (K) ช่วยในการเคลื่อนย้ายแป้งและน้ำตาล จากขบวนการสังเคราะห์แสงที่ใบส่งไปยังผล หรือลำต้น ขึ้นอยู่กับชนิดพืช ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 เป็นปุ๋ยครอบจักรวาล ใช้ได้ในทุกระยะการเจริญเติบโตของต้นไม้ ปุ๋ยทั้งสองสูตรใช้ทดแทนกันได้ ปุ๋ยสูตร 12-24-12 ใช้สำหรับเร่งการออกดอกของต้นไม้ ปุ๋ยสูตร 13-13-21 ใช้สำหรับเพิ่มความหวานและสีของผล อย่างไรก็ตาม หากต้องการให้ต้นไม้เจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้คุณภาพ จำเป็นต้องใช้แบบผสมผสาน คือใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก เพราะจะช่วยปรับปรุงโครงสร้างดินให้ร่วนซุย และเก็บความชื้นได้ดี อีกทั้งยังมีจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์กับต้นไม้อยู่หลายชนิด ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หมายถึง ปุ๋ย 100 กิโลกรัม ประกอบด้วยธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ที่ต้นไม้นำไปใช้ประโยชน์ได
