ส้ม
นอกจากส้มเขียวหวานและส้มโอที่มีการปลูกในประเทศมาเป็นเวลาช้านานแล้ว ในระยะเวลาต่อมาเกษตรกรได้ทำการคัดเลือกต้นพันธุ์ และพัฒนาสายพันธุ์เดิมที่มีอยู่ รวมทั้งมีการนำพันธุ์ส้มชนิดและสายพันธุ์ต่างๆทั้งส้มโอ ส้มติดเปลือก และโดยเฉพาะส้มเปลือกล่อนจากต่างประเทศ เข้ามาทดลองปลูกอีกหลายสายพันธุ์ ส้มบางสายพันธุ์ที่มีการปรับตัวและการพัฒนาที่ดี สามารถเจริญเติบโตให้ผลผลิตที่ดีและมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับและต้องการของผู้ บริโภค ทำให้ปัจจุบันมีสายพันธุ์ของส้มเปลือกล่อน และส้มที่มีความหลากหลาย ทั้งด้านลักษณะคุณภาพ และรสชาติ ให้เลือกบริโภคตามความต้องการ ปัจจุบันมีส้มเปลือกล่อนที่เกษตรกรนิยมปลูกในประเทศ ได้แก่ 1.ส้มเขียวหวาน พันธุ์บางมด (บางล่าง/กิ่งอ่อน) 2.ส้มเขียวหวาน พันธุ์แหลมทอง (บางบน/กิ่งแข็ง) 3.ส้มสีืองหรืส้มผิวทองซึ่งตามความเป็นจริง คือส้มเขียวหวาน หรือพันธุ์แหลมทอง ที่นำไปปลูกจังหวัดน่านและจังหวัดเชียงใหม่ หากแต่ผลส้มที่มีสีของเปลือกผลเป็นสีส้มแดง แทนที่จะมีเปลือกเป็นสีเขียว เนื่องจากอิทธิพลของอากาศเย็น 4.ส้มฟรีมองต์ 5.ส้มสายน้ำผึ้ง (หรือส้มโชกุน) 6.ส้มออร่า (พวงทอง/ออร่า 9) 7.ส้มซัสซุมา 8.ส้มพองแกน พั
นายเสนอ หรือลุงเจอ ใจดี อายุ 60 ปี พร้อมภรรยาคู่ชีวิต นางยุพิน ใจดี วัย 56 ปี ชาว หมู่ 7 บ้านสร้างติ่ว ต.นาแก อ.นาแก จ.นครพนม คงเก็บเกี่ยวผลผลิตจากน้ำพักน้ำแรงของตนที่สร้างไว้ทั้งชีวิตอย่างมีความสุข แม้เศรษฐกิจโลกจะถดถอย แต่ถ้าขยันหมั่นเพียรปัญหาเรื่องปากท้องก็จะไม่เกิด สองผัวเมียคู่นี้พิสูจน์ให้ประจักษ์ในบรรทัดต่อไป ลุงเจอเกษตรกรรุ่นใหญ่ เจ้าของสวนส้มเขียวหวานอยู่ในพื้นที่บ้านโคกสะอาด หมู่ 2 ต.นาแก เล่าเท้าความหลังก่อนจะประสบผลสำเร็จกับสวนส้มแห่งนี้ว่า ต้องออกจากบ้านเกิดตั้งแต่อายุ 14 ปี( พ.ศ.2514) ดิ้นรนหางานทำถึงจังหวัดจันทบุรี เป็นลูกจ้างอยู่ในสวนทุเรียน เงาะ แซมด้วยส้มเขียวหวานประปราย ได้ค่าแรงวันละ 13 บาท ทำทุกอย่างในสวนตามแต่เถ้าแก่สั่ง ถึงอายุ 19 ปี กลับมาแต่งงานกับนางยุพิน ก่อนจะพาครอบครัวไปทำงานในสวนด้วยกัน ช่วงที่ได้ผลผลิตจะขายได้วันหนึ่งไม่ต่ำกว่า 60 กก. กิโลละ 60 บาท แต่ละงวดจะขายได้ครั้งละ 1.4 ตัน(1,400 กก.) รวมสองงวดเป็น 2.8 ตัน(2,800 กก.)X 60 = 168,000 บาท/ปี (ไม่รวมที่ตอนกิ่งขายกิ่งละ 100 บาท ตกเดือนละ 35 ต้น) หักค่าปุ๋ย+ยาฆ่าแมลงออกครั้งละ 1 หมื่นบาท ส่วนน้ำสูบมาจากฝา
ส้มเกลี้ยง นับเป็นไม้ผลตระกูลเดียวกับส้มทั่วไป เท่าที่ทราบในบ้านเรานั้นจะปลูกกันมากที่จังหวัดลำปาง บริเวณที่ราบใกล้แม่น้ำวัง แถบอำเภอเถิน อำเภอสบปราบ อำเภอแม่พริก ประมาณ 4-5 ปี ที่ผ่านมา บริเวณดังกล่าวเกิดน้ำท่วมพื้นที่ดังกล่าว ทำให้ต้นส้มเกลี้ยงตายไปจำนวนมาก สำนักงานเกษตรอำเภอเถิน จึงสนับสนุนให้รื้อฟื้นการปลูกส้มเกลี้ยงขึ้นมาอีกครั้ง โดยรวมตัวกันเป็นกลุ่มผู้ปลูกส้มเกลี้ยงให้ได้คุณภาพ ปลอดภัย และได้มาตรฐาน คุณคนอง วงษ์ษา เกษตรกรผู้มีประสบการณ์ปลูกส้มเกลี้ยง วัย 62 ปี บ้านท่าหลวง หมู่ที่ 4 ตำบลเถินบุรี อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง ได้ใช้พื้นที่ในสวนตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้ฯ เพื่อเป็นสวนตัวอย่างและสถานที่ศึกษาดูงานแก่เกษตรกรรายอื่นๆ เล่าว่า ตนเองเคยปลูกส้มเกลี้ยงมาประมาณ 15 ปีแล้ว บางส่วนถูกน้ำท่วมตาย จึงได้คิดที่จะรื้อฟื้นปลูกใหม่ เพราะส้มเกลี้ยงเป็นพืชดั้งเดิมของอำเภอเถิน อีกทั้งผลผลิตยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด มีสมาชิกในอำเภอเถิน 400 กว่าราย พื้นที่ปลูกส้มเกลี้ยง ประมาณ 800 กว่าไร่ แนะนำให้เกษตรกรปลูก ระยะ 4×4 เมตร ใส่ปุ๋ยมูลสัตว์ ประมาณ 1 กิโลกรัม ต่อต้น ใช้ใบไม้กลบโคนต้น หนาประม
