อาหารเพื่อสุขภาพ
การเพาะเห็ด เป็นอาชีพที่มีความสำคัญทางศรษฐกิจอาชีพหนึ่ง มีกรรมวิธีการเพาะที่ไม่ยุ่งยาก ใช้เงินลงทุนไม่มาก ใช้เวลาในการเก็บผลผลิตสั้น ให้ผลตอบแทนเร็ว และสามารถเพาะเห็ดได้ตลอดทั้งปี เกษตรกรและผู้สนใจสามารถเพาะเห็ดเป็นอาหารบริโภคภายในครัวเรือนแล้ว ยังพัฒนาเป็นอาชีพเลี้ยงดูครอบครัวได้เป็นอย่างดีในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน อาจารย์พิทักษ์ สถิตวรรธนะ (โทร. 089-738-6158) อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เล็งเห็นความสำคัญของอาชีพการเพาะเห็ด จึงได้นำเทคโนโลยีอันทันสมัยมาพัฒนา “ตู้เพาะเห็ดอัตโนมัติ” เพื่อแก้ไขปัญหาผลผลิตเห็ดอัตราการเกิดดอกเห็ดต่ำ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมในปัจจุบัน โดยคาดหวังว่านวัตกรรมนี้จะช่วยส่งเสริมการสร้างรายได้และลดรายจ่ายค่าครองชีพในภาคครัวเรือน และพัฒนาช่องทางสู่เชิงธุรกิจในอนาคต สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้คัดเลือกตู้เพาะเห็ดอัตโนมัติ เข้าประกวดในเวทีนานาชาติ ปรากฏว่า ผลงานชิ้นนี้ ได้รับรางวัลเหรียญเงินสิ่งประดิษฐ์ 2015 จากประเทศไต้หวัน และได้รับรางวัลที่ 1 จากเวทีประกวดสิ่งประดิษฐ์คิดค้นทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำป
กรมวิชาการเกษตร ทุ่มพลังปรับปรุงพันธุ์ถั่วเขียว 13 ปี ได้พันธุ์ใหม่ให้ประโยชน์ 2 เด้ง เกษตรกรปลูกได้ขนาดเมล็ดใหญ่ แถมให้ผลผลิตสูง คุณภาพโดดเด่นโดนใจ นำไปแปรรูปเป็นวุ้นเส้นได้สีขาวใส คุณภาพเหนียวนุ่ม ปลูกได้ทุกภาคของประเทศ สร้างรายได้เพิ่มทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมแปรรูป นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ถั่วเขียว เป็นพืชเพื่อการบริโภคสำคัญพืชหนึ่งของประเทศไทย ผลผลิตส่วนใหญ่ใช้เพื่อการบริโภคโดยตรงและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น ถั่วงอก แป้งถั่วเขียว และขนมชนิดต่างๆ รวมทั้งถั่วเขียวยังเป็นพืชอุตสาหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพที่สำคัญโดยเฉพาะอุตสาหกรรมการผลิตวุ้นเส้น ซึ่งตลาดส่งออกวุ้นเส้นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่พื้นที่ปลูกถั่วเขียวของประเทศไทยมีจำนวน 868,000 ไร่ ผลผลิตรวม 109,000 ตัน ความต้องการใช้ถั่วเขียว มีถึง 111,945 ตัน ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท กรมวิชาการเกษตร ได้ปรับปรุงพันธุ์ถั่วเขียวเพื่อให้ได้พันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตสูง ขนาดเมล็ดใหญ่ และเหมาะสำหรับการแปรรูปจนได้พันธุ์ที่มีลักษณะตามที่ต้องการตลาด โดยใช้ชื่อพันธุ์ว่า “ถั่วเขียวพันธุ์ชัยนาท
บุกเนื้อทราย หรือ บุกไข่ (Amorphophallus Muelleri) นับเป็นสายพันธุ์บุกที่มีคุณสมบัติดีของประเทศไทย จัดอยู่ในกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพที่ขายดี เป็นที่ต้องการของผู้ซื้อหลายประเทศทั่วโลก เช่น จีน ญี่ปุ่น และยุโรป เพราะบุกมีสารสำคัญ คือ กลูโคแมนแนน (Glucomannan) ซึ่งเป็นเส้นใยอาหารที่มีประโยชน์ทางการแพทย์ ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ระดับไขมันในเส้นเลือด บำบัดอาการท้องผูก ใช้เป็นอาหารควบคุมน้ำหนัก โดยไม่มีผลข้างเคียงต่ออวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย “บุก” สินค้าดาวรุ่ง ตลาดเติบโตสูง ด้วยคุณสมบัติเด่นด้านพืชสมุนไพรของ “บุก” จัดอยู่ในกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพที่เรียกได้ว่า เป็นสินค้าดาวรุ่งพุ่งแรง ยอดขายเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี เพราะอุตสาหกรรมอาหารทั่วโลกนิยมใช้ผงบุกกลูโคแมนแนนเป็นสารให้ความข้นหนืด และทำให้เกิดเจลในผลิตภัณฑ์แยมและเจลลี่ รวมทั้งใช้เป็นสารให้ความข้นหนืด และความคงตัวในผลิตภัณฑ์ประเภทอิมัลชั่น ใช้เพื่อทดแทนไขมันและเพิ่มเส้นใยอาหารในผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเนื้อสัตว์ เนื่องจาก บุก เป็นอาหารประจำชาติอย่างหนึ่งของประเทศจีนและญี่ปุ่น รู้จักกันในชื่อ คอนนิยากุ (Konniyaku) โดยประเทศญี่ปุ่นและจีนตอนใต้มีการปลูกต้น
ใครอยากกิน “อัลมอนด์” ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ขอแนะนำให้กินแบบ “อัลมอนด์ – แช่น้ำ” ทั้งนี้ จากการศึกษาเรื่องการบริโภคอัลมอนด์แช่น้ำ ของ สุตานันท์ ธนาธันย์นิธิป นักวิทยาศาสตร์ประจำโครงการเสริมสร้างอุตสาหกรรมชีวภาพจากนวัตกรรม (Pilot Plant) มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า หากแช่น้ำอัลมอนด์ก่อนนำมารับประทาน จะช่วยให้การบดเคี้ยวและการย่อยอัลมอนด์ได้ง่ายขึ้น ขั้นตอนการทำ “อัลมอนด์ – แช่น้ำ” เริ่มจากคัดเลือกอัลมอนด์ที่ปลูกโดยวิธีธรรมชาติ หลังจากนั้น จึงค่อยนำเมล็ดอัลมอนด์ไปแช่ตามขั้นตอนดังนี้ 1.ใส่อัลมอนด์ลงในภาชนะแก้วที่สะอาด 2.ใส่น้ำดื่มสะอาด 2 ถ้วย ต่ออัลมอนด์ครึ่งถ้วย 3.แช่ไว้ข้ามคืน 4.เช้าวันรุ่งขึ้นเทน้ำออก และเก็บในภาชนะปิดสนิท หรือถุงพลาสติก แล้วเอาเข้าตู้เย็นทันทีหากยังไม่บริโภค 5.การเก็บในภาชนะที่สะอาดและมิดชิดจะเก็บได้นาน 1 สัปดาห์ ขั้นตอนการทำ “อัลมอนด์ – แช่น้ำ” โดยแช่อัลมอนด์ข้ามคืน ประมาณ 10-12 ชั่วโมง จากนั้นเทน้ำออก ล้างให้สะอาดอีกครั้ง และเก็บในภาชนะดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เมื่อนำไปแช่ในตู้เย็นไว้อีก 1-3 วัน จะเห็นอัลมอนด์ต้นอ่อนงอกออกมา ซึ่งเป็นวิธีที่แน่ใจที่สุดว่าเอนไซม์ lipase ได้ออ
คนไทยไม่คุ้นชื่อ “เห็ดถั่วฝรั่ง” เหมือนกับ เห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดแชมปิญอง หรือเห็ดหลินจือ ที่หาซื้อได้ทั่วไปในท้องตลาด แต่ “เห็ดถั่วฝรั่ง” ก็มีรสชาติอร่อยเด็ด และมีสรรพคุณทางยาสูงไม่แพ้เห็ดชนิดอื่น ปัจจุบัน “เห็ดถั่วฝรั่ง” เป็นที่นิยมบริโภคในทวีปยุโรป อเมริกาเหนือ และประเทศจีน เห็ดชนิดนี้อยู่ในสกุล Coprinus ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด รสชาติอร่อยและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ใน 100 กรัม มีโปรตีน 25.4 กรัม คาร์โบไฮเดรต 4.57 กรัม ไขมัน 0.34 กรัม เส้นใย 2.02 กรัม เถ้า 1.63 กรัม เกลือแร่และวิตามิน เช่น ฟอสฟอรัส แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม เหล็ก สังกะสี ไนอะชีน และวิตามินบีต่างๆ อีกมากมาย อีกทั้งยังมี อะมิโนแอซิด มากกว่า 14 ชนิด ได้แก่ Glutamic, Serine, Alamine acid เป็นต้น เห็ดถั่วฝรั่ง มีรสชาติดี เมื่อนำมาปรุงอาหารจะมีรสชาติคล้ายเนื้อไก่และมีความกรุบกรอบ และมีผลงานวิจัยระบุว่า เห็ดชนิดนี้ยังมีสรรพคุณทางยาสูง สามารถยับยั้งเซลล์มะเร็ง ป้องกันภาวะหลอดเลือดหัวใจ ลดระดับน้ำตาลในเลือด และความดันโลหิต มีสรรพคุณช่วยด้านบำรุงผิวพรรณ เพราะมีเบต้ากลูแคน ซึ่งเป็นสารแอนติออกซิแดนท์ เสริมภูมิคุ้มกัน สยบอนุมูลอ
คอลัมน์ Eco Touch บนถนนนิมมานเหมินท์ ซอย 7 จ.เชียงใหม่ มีร้านอาหาร Blackitch Artisan Kitchen ซึ่งแตกต่างจากร้านอาหารอื่น ๆ ในย่านนั้น ด้วยความที่ไม่ใช่อาหารแฟชั่น หรืออยู่ในลิสต์ของร้านอาหารที่ต้องมานั่งถ่ายรูปแล้วเช็กอิน “Blackitch Artisan Kitchen” เป็นร้านอาหารที่เน้นใช้วัตถุดิบในพื้นที่เป็นสำคัญ และเสิร์ฟในรูปแบบ chef’s table ผ่าน “เชฟแบล็ค” หรือ “ภานุภน บุลสุวรรณ” ที่เป็นเจ้าของร้าน โดยเขาบอกว่าเมนูแต่ละวันจะไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่าวันนั้นจะได้วัตถุดิบอะไรมา ดังนั้น ลูกค้าจะไม่รู้ล่วงหน้าว่า เมนูอาหารของวันที่มารับประทานนั้นมีอะไรบ้าง “อาหารที่ทำจะผ่านการคำนวณมาแล้วให้ครบ 5 หมู่ ซึ่งจะใช้ของที่เป็นออร์แกนิกให้ได้มากที่สุด และด้วยความที่ร้านมีเพียง 2 โต๊ะ 12 ที่นั่ง ดังนั้น ผมสามารถพูดคุยกับลูกค้าได้อย่างใกล้ชิด เพื่อบอกว่าแต่ละเมนูทำจากวัตถุดิบอะไรบ้าง” นิยามอาหารของร้านนี้ คือ local cuisine, seasonal cuisine และ culture cuisine เป็นการทำอาหารตามที่ธรรมชาติให้มา ซึ่ง “เชฟแบล็ค” จะเข้าตลาดด้วยตัวเอง มีการพูดคุยกับแม่ค้าถึงที่มาของวัตถุดิบ รวมทั้งลงพื้นที่ไปตามชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเ
จะให้อายุยืนต้อง “กินผักครึ่งหนึ่ง อย่างอื่นครึ่งหนึ่ง” ท่องกันมา ฟังกันมาจนเบื่อหู แต่ตัวเลขของคนไทยที่ป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs (Non-Communicable Diseases) ยังคงเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ เพราะพฤติกรรมการใช้ชีวิตของ “คนเมือง” ประการหนึ่ง ที่นั่งติดที่ กิน-ดื่มเป็นอาจิน แต่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย แล้วยังเลือกอาหารแบบตามใจปาก เช่น อาหารฟาสต์ฟู้ด หรืออาหารรสจัด ประเภทเผ็ดมันเค็มหวาน ภาวะทุพโภชนาการเช่นนี้เกิดขึ้นกับทั่วโลก โดยองค์การอนามัยโลกมีรายงานว่า ทุกปีทั่วโลกจะพบการเสียชีวิตของผู้ที่ป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อาทิ โรคเบาหวาน หลอดเลือดสมองและหัวใจ มะเร็ง ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน เป็นต้น ประมาณ 36 ล้านคน สำหรับประเทศไทย พบว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตถึงร้อยละ 73 ของประชากรทั้งหมด โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดหัวใจ พบว่าอัตราตายเท่ากับ 28.92 ต่อประชากรแสนคน หรือ เท่ากับ 18,922 คน เฉลี่ยชั่วโมงละ 2 คน ส่วนหลอดเลือดสมองมีอัตราตายสูงสุด และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยในปี 2557 มีจำนวนตาย 25,114 คน หรือเฉลี่ยทุกๆ 1 ชั่วโมง จะมีคนตายด้วยโรคหลอดเลือดสมองประมาณ 3 คน นอกจากนั้นยังพบว
ด้วยไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนในยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความรีบเร่ง รับประทานอาหารสำเร็จรูป และพฤติกรรมเนืองนิ่ง ไม่ค่อยเคลื่อนไหว นำมาซึ่ง “โรคติดต่อไม่เรื้อรัง” มากมายเบาๆ อาจจะเป็นแค่ อาการเหนื่อยล้า อ่อนเพลียง่าย หรือออฟฟิศซินโดรม แต่ถ้าเป็นมากกว่านี้!!! ทั้ง มะเร็ง หัวใจ เบาหวา ไตวายเรื้อรัง อัมพาต อัมพฤกษ์ คงไม่มีใครอยากจะให้ตัวเองเดินมาถึงจุดนี้แน่ๆ และสิ่งที่ดีที่สุดที่ทำได้ คือ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม “ทำร้าย” ตัวเอง และเสริมสร้างพฤติกรรมใหม่ๆ ที่ “รัก” ตัวเองเข้าไป ในกิจกรรม “เคล็ดลับ…สร้างสุขภาพดีด้วยการปรับวิถีชีวิต” จัดโดยโรงพยาบาลพญาไท 2 นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์ครอบครัว มีคำแนะนำดีๆ เกี่ยวกับการการเปลี่ยนวิถีชีวิตสร้างสุขภาพที่ดี ว่า การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างสิ้นเชิง หมายถึง การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต การทำงาน การออกกำลังกาย การรับประทานอาหาร และการพักผ่อนนอนหลับ จากแบบเดิมๆ ที่ไม่ค่อยมีการขยับเขื้นเคลื่อนไหว รับประทานอาหารแบบเอาเร็วและเอาง่ายเข้าว่า ทำงานหนัก ทำงานมาก พักผ่อนไม่เพียงพอ มีความเครียดสูง ไม่ใส่ใจสุขภาพ ไปสู่วิถีชีวิตใหม่ ที่ประกอบด้ว
การเปิด “ร้านประชารัฐ สุขใจ ช็อป” จังหวัดตราด ภายในสถานีบริการ ปตท. 2 แห่ง ที่ผ่านมานี้ สำนักงานการท่องเที่ยวจังหวัดตราด จัดลานนิทรรศการด้านหน้า โดยการยกเอาของดีเมืองตราดที่หาดู หาชิมได้ยากมาหลากหลาย วันนี้ขอแนะนำเมนู วุ้นหมาน้อย อาหารพื้นบ้านของชาวชอง ที่บ้านช้างทูน ตำบลช้างทูน อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด เล่าสู่ในกันฟัง คุณอุทัย เปรื่องเวช หรือ “ป้าหนู” อยู่บ้านเลขที่ 62 หมู่ที่ 5 ตำบลช้างทูน อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด เล่าว่า มีเชื้อสาย “ชอง” ปู่ ย่า อาศัยอยู่ที่อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด นานกว่า 100 ปี มีวิถีชีวิตแบบชาวชองมาถึงปัจจุบัน “หมาน้อย” เป็นพืชตระกูลเถาวัลย์ ไม้เลื้อย ขึ้นเองตามธรรมชาติ ใช้ทำอาหาร โดยนำใบมาคั้นหรือตำให้ละเอียดทำเป็นวุ้น ตัดเป็นชิ้นๆ และตำพริก กะปิ มะม่วง มะกอก มายำกับวุ้นและใส่ปลาแนมให้ออกรสเปรี้ยวๆ เผ็ดๆ ใช้รับประทานกับข้าว หรือทำเป็นขนม หมาน้อยลอยแก้ว เป็นวุ้นแล้วใส่น้ำเชื่อม น้ำแข็ง ปัจจุบัน หมู่บ้านช้างทูนเป็นแหล่งท่องเที่ยวนิเวศพิพิธภัณฑ์นิเวศบ้านช้างทูน จึงพัฒนา “วุ้นหมาน้อย” รับประทานกับหน้าอาหารทะเล ใช้เป็นอาหารว่างบริการนักท่องเที่ยว เนื่องจากต้นหมาน้อยมีสร
ปีที่แล้วน้องคนหนึ่งเอาเป็นเมล็ดพืชหลากหลายมาให้ถุงหนึ่ง เคี้ยวมันดี หวานนิดๆ เธอบอกชื่อแต่จำไม่ได้ จำยาก อีกอย่างฉันเป็นคนบ้านนอกไม่ค่อยมีของแปลกๆ กิน ต่อมาจึงรู้ว่ามันคือ “กราโนล่า” Granola เป็นอาหารเช้าใส่นม หรือใส่โยเกิร์ตกินก็ได้ ซึ่งทั้งสองอย่างเป็นของที่ฉันไม่คุ้นเคย คุณต้องเข้าใจนะ ในช่วงที่ฉันเป็นเด็ก เด็กๆ ในช่วงนั้นไม่มีอาหารพวกนม โยเกิร์ต หรือขนมขบเคี้ยวให้กิน อาหารเสริมก็ไม่มี จึงไม่คุ้นกับอาหารพวกสมัยใหม่ ถามว่าเด็กยุคนั้นกินอะไร กินกล้วย กินผลไม้ในท้องถิ่นเท่าที่มี ทั้งที่ขึ้นเองและที่ปลูกกัน วัยเยาว์ตอนกลับจากโรงเรียน เราก็จะเดินกลับและเก็บลูกไม้กินระหว่างทาง มีกินกันทุกวัน เริ่มแรก “พุทราลูกเล็กๆ” ที่ข้างบ้านครูใหญ่ “พร้าวดอนหวาน” ผ่านสวนมะพร้าว เราจะรู้ว่าต้นไหนเป็นมะพร้าวหวาน น้ำจะหวาน หอม ลูกเล็กๆ ที่หล่นลงมาก็ไม่ฝาด กัดกินได้เลย กินส่วนหัวของมัน เรียกว่า “ลูกพร้าวดอน” ขนาดโตกว่าหมากนิดนึง เดินกินไปเรื่อยๆ ยังมีเจออีกเยอะ เช่น ลูกมังเร ดีซำ มะขามอ่อน กระท้อนหล่น กระทกรกลูกเล็กๆ ตามแต่จะเดินไปเจอ แล้วแต่ชอบ แต่ฉันชอบอยู่สองอย่างคือ พุทรา กับ กระทกรก อีกอย่างคือ เม็ดแ
