เมล่อน
คุณพิเชษฐ์ กันทะวงศ์ เกษตรกรหนุ่ม ประธานยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ จ.เชียงราย เล่าให้ฟังว่า ตนนั้นเรียนจบมาทางด้านอารักขาพืช จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ รุ่น 64 และเข้าทำงานบริษัทเอกชนอีก 2 ที่ คือ บริษัท เจียไต๋ จำกัด รับหน้าที่ทดสอบพันธุ์ต่างประเทศ และ บริษัท ทีเจซี เคมี จำกัด รับหน้าที่ขึ้นทะเบียนสารก่อนนำมาขายในประเทศ ทำให้ที่ผ่านมาได้มีโอกาสทำงานอยู่ในแวดวงเคมีเกษตรเป็นส่วนใหญ่ แต่ด้วยว่าเราจะเรียนจบมาทางด้านกีฏวิทยาเกี่ยวกับแมลง ทำให้เรามีพื้นฐานที่ดีและรู้ว่าการควบคุมแมลงนอกจากสารเคมีแล้วยังมีวิธีอื่นๆ อีกมาก ยกตัวอย่าง การทำผักกางมุ้ง หรือการทำโรงเรือน เป็นการใช้หลักชีววิธี จึงเกิดแนวคิดว่าน่าจะทดลองปลูกพืชแบบไม่ใช้สารเคมี แต่เลือกใช้หลายๆ วิธีมาประยุกต์รวมกัน และมาลงตัวที่เมล่อน หลังจากที่ตัดสินใจแล้ว จึงได้ลงมือทำและการเรียนรู้ในครั้งแรกนี้ก็ทำให้ตนเองค้นพบข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งก็คือ สาเหตุการปลูกเมล่อนไม่ได้ผลดีจากประสบการณ์เรียนรู้ด้วยตัวเองก็คือ การปลูกกลางแจ้งแล้วได้ผลผลผลิตไม่ได้ดีนั้นมีสาเหตุมาจากการปลูกแบบลงดินนั้น ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคพืชต่างๆ ที่อยู่ในดินจำนวนมาก เช่น โรครากเน่า
เมล่อน เรียกได้ว่าเป็นพืชที่ต้องใช้ฝีมือในการปลูกและการยืนหยัดอยู่ในวงการ เพราะความสำเร็จในการปลูกเมล่อนทุกรอบ ทุกครั้ง ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ เลย ดังนั้น วงการนี้จึงมีทั้งคนที่เข้ามาและคนที่พับเสื่อไปอยู่ตลอดเวลา วันนี้เรามีโอกาสได้มาเยือนสวนเมล่อนของ คุณมิตร รุ่งเรือง ชาวสวนเมล่อนมืออาชีพที่ยึดอาชีพปลูกเมล่อนมานานกว่า 10 ปี จนวันนี้นอกจากจะปลูกเองแล้ว คุณมิตร ยังส่งเสริมเกษตรกรปลูกเมล่อนเพื่อป้อนตลาด ซึ่งความที่เขาผลิตเมล่อนคุณภาพมาตรฐาน GAP จึงทำให้เมล่อนที่นี่เป็นที่ต้องการของแม่ค้าที่ซื้อขายกันมานาน และวันนี้คุณมิตรยังก้าวไปอีกขั้นด้วยการปลูกเมล่อนในโรงเรือนกว่า 24 โรงเรือน เพื่อป้อนตลาดบนที่ต้องการเมล่อนคุณภาพสูง ซึ่งแม้จะลงทุนค่อนข้างสูงในส่วนของโรงเรือนเมื่อเทียบกับการปลูกกลางแจ้ง แต่การปลูกในโรงเรือนก็มีข้อดีตรงที่สามารถควบคุมปัจจัยภายนอกต่างๆ ได้เป็นอย่างดี สามารถลดความเสี่ยงจากโรคและแมลงได้ระดับหนึ่ง จึงสามารถลดต้นทุนการใช้สารเคมีและปัจจัยการผลิตอื่นๆ ได้อีกด้วย อีกทั้งยังความเสียหายจากสภาพแวดล้อม เช่น น้ำค้างหนัก ฝนตกหนัก แสงแดดและอื่นๆ ได้อีกด้วย การปลูกเมล่อนใน
คุณอุเชนทร์ พุกอิ่ม บ้านเลขที่ 35 หมู่ที่ 7 บ้านคลองเขาควาย ตำบลวังสำโรง อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร โทร. (098) 803-0107 เจ้าของสวนเมล่อนในโรงเรือน “ไร่ถุงทองฟาร์ม” การให้ปุ๋ยเมล่อนในโรงเรือน ก็จะให้ปุ๋ยทางรากและทางใบ อย่างทางรากก็จะให้ปุ๋ยผ่านระบบน้ำ ปุ๋ย A (จะมีธาตุอาหารหลัก N-P-K), ปุ๋ย B (จะมีธาตุอาหารรอง) ตามสูตรตามระยะการเจริญเติบโต ก็จะให้วันละประมาณ 5 ครั้ง เน้นการให้น้อยแต่บ่อยครั้ง โดยแบ่งเวลาให้ เริ่มให้ตั้งแต่ เวลา 07.00 น. 09.00 น.11.00 น. 13.00 น. และ 15.00 น. การให้ปุ๋ย A จะต้องละลายปุ๋ยในน้ำสะอาดเอาไว้ในถัง เช่นกัน ปุ๋ย B จะต้องละลายในน้ำสะอาดมีค่าความเป็นกรด-ด่าง (PH) เป็นกลางหรือกรดอ่อน คือ PH ประมาณ 6-7 อีก 1 ถัง ซึ่งตอนปล่อยเข้าระบบน้ำจะต้องให้ปุ๋ย A และปุ๋ย B จะส่งเข้าระบบน้ำพร้อมๆ กัน ในอัตราที่เราจะคำนวณเอาไว้ในแต่ละช่วงอายุของการเจริญเติบโต วิธีใช้ ปุ๋ย A และ ปุ๋ย B เบื้องต้น นำปุ๋ยมาละลายน้ำเพื่อเตรียมเป็นปุ๋ยสต๊อกก่อน 100 ลิตร จำนวน 2 ถัง ปุ๋ย A จำนวน 100 ลิตร และ ปุ๋ย B จำนวน 100 ลิตร แล้วนำแม่ปุ๋ยนั้นไปผสมน้ำเจือจาง ตามค่า EC ที่เหมาะกับพืช เช่น ผัก ค่าที่ 1
“เมล่อน” เป็นพืชตระกูลแตง จะมีโรคและแมลงศัตรูที่มากพอสมควร ดังนั้น จึงมีการใช้สารป้องกันกำจัดโรคและแมลงมากพอสมควร โดยเฉพาะปลูกแบบกลางแจ้งหรือสภาพไร่ ซึ่งเกษตรกรบางท่านจึงจำเป็นต้องมีการเช่าที่เพื่อหลีกเลี่ยงการระบาดของโรคและแมลง ซึ่งการปลูกเมล่อนในโรงเรือนเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยได้มากในเรื่องของการป้องกันแมลงศัตรูขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ ทำให้การใช้สารป้องกันกำจัดโรคและแมลงน้อยลงมากจนเกือบจะไม่ได้ใช้เลยทีเดียว อีกหนึ่งตัวอย่างสวนเมล่อนที่ปลูกเมล่อนในระบบโรงเรือน โดยประกอบเป็นอาชีพเสริมจากงานประจำ สร้างรายได้เป็นอย่างดีให้กับครอบครัว คุณอุเชนทร์ พุกอิ่ม หรือ คุณน้อย อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 35 หมู่ที่ 7 บ้านคลองเขาควาย ตำบลวังสำโรง อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร โทร. (098) 803-0107 เจ้าของสวนเมล่อนในโรงเรือน “ไร่ถุงทองฟาร์ม” คุณอุเชนทร์ เล่าให้ฟังว่า ตนเป็นคนพิจิตร ไปทำงานอุตสาหกรรมเกี่ยวกับเลนส์สายตา ที่จังหวัดชลบุรี นานกว่า 20 ปี ที่หันมาปลูกเมล่อนในโรงเรือนเป็นอาชีพเสริม เนื่องจากการทำงานก็เริ่มอิ่มตัว คิดว่าอนาคตอยากกลับมาทำการเกษตรที่บ้านเกิด ด้วยแนวคิดที่ว่าอยากสร้างพื้นฐานไว้ล
อย่างที่ทราบกันดีครับว่า เมล่อนเป็น”ราชินีแห่งพืชตระกูลแตง”เจริญเติบโตได้ดีในสภาพร้อนแห้ง แสงแดดจัดครับ ซึ่งปัจจุบันรูปแบบการปลูกมีการพัฒนานำเทคโนโลยีโรงเรือนระบบปิด บวกกับการดูแลเอาในใส่ในการเพาะปลูกและการจัดการแปลงอย่างมีระบบมาใช้ในการผลิต ไทย แวลลี ฟาร์ม (Thai Valley Farm Fresh) ฟาร์มปลูกเมล่อนกว่า 100 ไร่ ซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.นาหินลาด อ.ปากพลี จ.นครนายก เป็นอีกแหล่งปลูกเมล่อนคุณภาพ ที่มีคุณศิริพงษ์ พิพัฒสัตยานุวงศ์ ดูแลดำเนินกิจการ คุณศิริพงษ์ เล่าให้ฟังว่า ก่อนที่จะไปเป็นต้นเมล่อน ให้ผลอยู่ในโรงเรือน ขั้นตอนแรกจะต้องเพาะต้นกล้าจากเมล็ดคุณภาพให้แข็งแรง โดยจะใช้ระยะเวลาประมาณ 14 วัน สำหรับรูปแบบการปลูก คุณศิริพงษ์ บอกครับว่า ที่นี่จะเลือกปลูกลงดินครับ โดยจะใช้อิฐก่อเป็นบล็อก รูปสี่เหลียมผืนผ้า 1 โรงจะมี 3 บล็อก แต่ละบล๊อกจะปลูกต้นเมล่อน 2 แถวคู่กันตลอดแนว “แต่ละฤดู การปลูกเมล่อน และดูแลจะต่างกัน ยิ่งในช่วงฤดูฝนจะต้องใส่ใจดูแลเป็นพิเศษ ต้องควบคุมความชื้น จะต้องมีการตัดแต่งใบทำให้แปลงโล่งขึ้นป้องกันเชื้อรา” โดยทั่วไป น้ำหนักต่อผลของเมล่อนทั่วไป อยู่ที่ประมาณ 1 โลครึ่ง แต่สำหรับเมล
ผู้สื่อข่าวรายงานจากอุดรเมล่อนฟาร์ม เลขที่ 88 หมู่ที่ 6 ตำบลผักตบ อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ว่า ฟาร์มอุดรเมล่อน ได้เปิดให้ประชาชนได้เข้าไปเยี่ยมชมนานานแล้ว และได้ให้ประชาชนสลักชื่อคู่รัก หรือหัวใจต่างๆ ลงที่ลูกที่เมล่อน เมื่อถึงเดือนกุมภาพันธ์เมล่อนถึงช่วงเก็บเกี่ยว สุก ประชาชนได้ไปรับและรับงานที่ตัวเองสั่งเอาไว้ บางคนก็มาเขียนข้อความคำว่า รัก สั่งจองไว้แต่ยังไม่ได้เมล่อนไปฝากคนรัก นางสาวปิตินุช พิศชวนชม ผู้จัดการอุดรเมล่อนฟาร์ม กล่าวว่า จากการสลักชื่อคนรัก/ทำรูปหัวใจ หรือเขียนข้อความเกี่ยวกับความรัก ได้รับการตอบรับที่ดีมาก กระทั่งลูกค้าประจำคือ ท็อปส์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต โรบินสัน สาขาอุดรธานี ได้เมล่อนไม่เพียงพอ ซึ่งในปีต่อๆ ไปทางฟาร์มจะได้ปรับปรุงจำนวนให้เพียงพอ เพื่อรองรับลูกค้าให้มากกว่านี้ และที่ฟาร์มยังมีสตรอเบอรี่สดๆ ไว้จำหน่ายด้วย ขอบคุณข้อมูลจากข่าวสด
คุณพันธ์ศักดิ์ เผื่อนพงศ์ หรือ ครูเป้ แห่ง “บ้านสวนชวนชม-เมล่อน พิจิตร” เลขที่ 2 หมู่ที่ 6 บ้านยางคอยเกลือ ตำบลปากทาง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โทร. (089) 702-6391, (084) 080-8152 อดีตข้าราชการครูเกษียณ ซึ่งถ้าในวงการปลูกเลี้ยงชวนชมคงรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะครูเป้ปลูกเลี้ยงชวนชมมานานกว่า 20 ปี สะสมชวนชมเป็นจำนวนมาก แต่เนื่องจากวงการไม้ประดับก็จะมีกระแสเป็นบางช่วงเวลา ประกอบกับเรื่องของอายุที่มากขึ้น จึงมองหาพืชใหม่ที่ใช้พื้นที่น้อย แต่สร้างรายได้ งานไม่หนักมากนัก ก็มาลงตัวที่การปลูกเมล่อนในโรงเรือน “เมล่อน” พืชอายุสั้น ที่สร้างรายได้ดี คุณพันธ์ศักดิ์ เผื่อนพงศ์ หรือ ครูเป้ เล่าว่า สำหรับการปลูกเมล่อนก็ศึกษามาสักระยะหนึ่งก่อนจะตัดสินใจปลูก เพราะเห็นว่าเป็นพืชอายุสั้น เพียง 65-80 วัน ก็สามารถเก็บผลผลิตจำหน่ายได้แล้ว ใช้พื้นที่น้อย ปลูกในโรงเรือนที่มีมุ้งตาข่าย ก็จะตัดปัญหาเรื่องแมลงศัตรูได้ และประกอบกับราคาขายเมล่อนค่อนข้างดี เฉลี่ยขายกิโลกรัมละ 90-150 บาท (ซึ่งราคาจะอยู่กับราคาเมล็ดพันธุ์และกลุ่มลูกค้า) ที่สำคัญการทำงานไม่หนักสำหรับคนที่อายุมาก ซึ่งตอนนี้ก็ใช้แรงงานแค่คนในครอบครัว คื
คุณประเสริฐ บางแดง เจ้าของสวนเมล่อน “น้ำเพชรฟาร์มเมล่อน” อยู่บ้านเลขที่ 3/3 หมู่ที่ 7 ตำบลเนินปอ อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร โทร. (089) 641-5176, (061) 469-8262 เมล็ดพันธุ์เมล่อน คุณประเสริฐ บางแดง เล่าว่า ตอนนี้ปลูกเมล่อนอยู่ 2-3 สายพันธุ์หลักๆ แต่จะเน้นสายพันธุ์ที่ปรับปรุงพัฒนาสายพันธุ์ในบ้านเราแล้ว เพราะจะมีการปรับตัวและความแข็งแรงดีกว่าสายพันธุ์เมล่อนที่นำเข้ามาจากต่างประเทศโดยตรง ส่วนราคาเฉลี่ยแล้วจะตกเมล็ดละ 4-5 บาท (แล้วแต่สายพันธุ์) ยกตัวอย่าง พันธุ์ “กรีนเน็ต 99” เนื้อเขียว เนื้อนุ่มหอมหวาน ผิวมีตาข่ายเส้นเล็ก มีลักษณะทนโรคและปลูกง่าย อายุการเก็บเกี่ยวสั้น ประมาณ 65-70 วัน เท่านั้น เหมาะสำหรับมือใหม่ ตลาดยอมรับทั่วไป อีกพันธุ์ คือ “กาเลีย” ผิวผลสีเหลือง เนื้อเขียว หอมหวาน โดยจะเน้นปลูกเมล่อนสายพันธุ์การค้าทั่วไปและเป็นพันธุ์ที่ได้ปรับปรุงพันธุ์ในบ้านเราแล้ว การเพาะกล้าเมล่อน เหมือนการเริ่มต้นที่ดีย่อมมีชัยไปกว่าครึ่ง การเพาะเตรียมกล้าเมล่อนก็เช่นกัน โดย คุณประเสริฐ อธิบายว่า ตนเองมักจะแช่เมล็ดเมล่อนด้วยน้ำอุ่น ราว 4 ชั่วโมง ในช่วงเวลาเช้า ช่วงเวลาบ่ายก็จะเอาขึ้นจากน้ำที่แช่ มาบ
หนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่กำลังเป็นที่สนใจของเกษตรกรในจังหวัดพิจิตรเป็นอย่างยิ่ง คือ “เมล่อน” ผลไม้รสชาติดี มีอนาคต ด้วยความนิยมจากท้องตลาด ทั้งยังใช้น้ำและพื้นที่น้อย ทว่าสร้างผลผลิตที่โกยรายได้มากกว่าการทำนาหลายเท่าตัว สมพร เจียรประวัติ เกษตรจังหวัดพิจิตร อธิบายว่า สำนักงานเกษตรจังหวัดพิจิตร ได้สนับสนุนการขับเคลื่อนของกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งในปีนี้เกษตรกรต้องยอมรับว่าผลผลิตราคาข้าวนั้นไม่ดีเท่าที่ควร ทางกรมส่งเสริมการเกษตรจึงมีนโยบายในเรื่องการลดพื้นที่การทำนา และลดรอบของการทำนาปรังลง ฉะนั้นเมื่อมีการขับเคลื่อนนโยบายในลักษณะนี้จึงต้องมีการทดแทนให้กับเกษตรกร โดยการหาพืชที่เหมาะสมที่จะทดแทนการปลูกข้าวเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เท่ากับหรือมากกว่าการทำนา จึงได้เลือกการปลูกพืชประเภทแตง คือ เมล่อน ซึ่งเป็นพืชที่มีการใช้น้ำน้อยกว่าการปลูกข้าว ประมาณ 3-4 เท่าตัว โดยมีระบบการจัดการที่ละเอียดอ่อน ตัวอย่าง เช่น การปลูกโดยมีพลาสติกคลุมดิน มีระยะการปลูกที่ชัดเจน และปลูกในโรงเรือน “ตอนนี้เกษตรกรในจังหวัดพิจิตร เริ่มหันมาปลูกเมล่อนกันมากขึ้น ราคาจากมือเกษตรกร กิโลกรัมละ 60-70 บาท เมล่อน 1 ผล หนักราว 1 กิโล
นายเกษม เคนะอ่อน อายุ 61 ปี อดีตกำนันตำบลเต่างอย ต.เต่างอย อ.เต่างอย จ.สกลนคร เปิดเผยว่า นอกจากทำนาทำไร่แล้ว หลังหมดวาระในการเป็นกำนัน ก็ได้หันมาทำเกษตรแบบเต็มตัว โดยได้ใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งหลังจากที่ลดการทำนาแล้วมาทำแปลงปลูก เมล่อน โดยอาศัยช่วงที่เป็นกำนัน มีการเดินทางไปศึกษาดูงานหลายที่และอ่านตำราประกอบ มองว่าการปลูกเม่ลอน สามารถสร้างรายได้ดี แต่ต้องลงทุนสูง ขณะนี้ปลูกแล้ว 2 โรงเรือน เป็นพันธุ์ “เลดี้โกลด์” และเริ่มให้ผลผลิตแล้ว 1 โรงเรือนหรือประมาณ 400 ต้น ส่วนโรงเรือนที่ 2 กำลังเริ่มที่จะให้ผลผลิต ส่วนค่าลงทุนจะตกอยู่ที่ประมาณ 80,000 บาท ต่อโรงเรือนในครั้งแรก นายเกษม กล่าวอีกว่า ตอนนี้ เม่ล่อนให้ผลผลิตและจำหน่าย กิโลกรัมละ 50 บาท เป็นราคาที่หน้าโรงเรือน เฉลี่ยแล้วจะได้ประมาณ 53,000 บาท ต่อโรงเรือน หากมี 2 โรงเรือน ก็จะได้ไม่น้อยกว่า 100,000 บาท คิดว่าเป็นมูลค่าที่น่าพอใจ กว่าการปลูกพืชอื่นๆ แต่ที่สำคัญ เมล่อน เป็นพืชผลผลิตที่ผู้ปลูกต้องมีเวลาดูแลใกล้ชิด เพราะเมล่อน จะมีปัญหาเรื่องโรค เช่น พวกรา แต่เมื่อผลผลิตออกมาก็คุ้มค่า ในส่วนของตนเอง มุ่งการปลูกไปที่การปลอดสารเคมีทุกชนิด ดังนั้นผ
