เมื่อก่อนใครจะซื้อของสด ต้องนึกถึง ตลาดคลองเตย ไม่ว่าจะมาจากพระประแดง สุขสวัสดิ์ หรือพื้นที่ใกล้เคียง ต่างก็แวะมาซื้อของที่นี่ แต่ทุกวันนี้ไม่เหมือนเดิม มีตลาดค้าส่งเปิดใหม่หลายแห่ง บางที่ขายถูกกว่า เดินทางสะดวกกว่า ทำให้การแข่งขันหนักขึ้นทุกปี
หลายคนรู้จัก “เจ๊นิดคลองเตย” ผ่านคลิปสั้นบน TikTok ที่มักพูดเรื่องการค้าขาย การใช้เงิน และการสร้างตัวแบบเข้าใจง่าย ด้วยภาษาตรงไปตรงมา จนกลายเป็นคอนเทนต์ที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก แต่เบื้องหลังความสำเร็จบนโลกออนไลน์นั้น คือประสบการณ์ชีวิตที่สั่งสมมานานกว่าหลายสิบปี จากแม่ค้าธรรมดาในตลาดคลองเตย สู่เจ้าของธุรกิจที่ขยายกิจการได้ถึง 7 สาขา
สิ่งที่ทำให้เรื่องราวของเจ๊นิดแตกต่าง ไม่ใช่เพียงยอดวิวหรือชื่อเสียงบนโซเชียล แต่เป็นบทเรียนชีวิตที่เกิดจากการลงมือทำจริง ผ่านทั้งช่วงเวลาที่ธุรกิจเติบโตและวันที่ต้องเผชิญกับความล้มเหลว ก่อนจะนำประสบการณ์เหล่านั้นมาต่อยอดเป็นคำแนะนำให้คนรุ่นใหม่ที่กำลังมองหาโอกาสสร้างรายได้

วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านได้มีโอกาสพูดคุยกับ ‘เจ๊นิด-พนิดา ณ นคร’ หรือที่ทุกคนรู้จักในชื่อ ‘เจ๊นิด คลองเตย’ แม่ค้าขายของปลีกส่ง ที่โด่งดังในโลกออนไลน์ ด้วยประโยคที่ว่า ‘มีเงิน 500 บาท ทำอะไรได้บ้าง เดี๋ยวเจ๊นิดพาไปดู’ ที่ทำคลิปในแนว การจ่ายตลาด การทำเมนูประหยัด จนมีผู้ติดตามไม่น้อย อยากรู้เคล็ดลับความสำเร็จต้องไปติดตามกันว่าเจ๊นิดมีเคล็ดลับการบริหารธุรกิจยังไงให้รอดในยุคนี้
“เจ๊นิด” กับบทเรียนสร้างตัวจากศูนย์ ด้วยวินัยการเงินและหัวใจนักสู้
จากครอบครัวที่เคยลำบาก ไม่มีเงินเรียนหนังสือ ไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อพัดลม สู่เส้นทางแม่ค้าตลาดคลองเตยที่ต้องต่อสู้กับทุกวิกฤต เจ๊นิดใช้ทั้งวินัยในการเงิน ความขยัน และการมองเห็นโอกาส ค่อย ๆ สร้างธุรกิจจากศูนย์ จนกลายเป็นหนึ่งในเรื่องราวชีวิตที่น่าสนใจของคนค้าขาย เรื่องราวของเจ๊นิดจึงไม่ได้เริ่มต้นจากเงินทุนก้อนใหญ่ หรือครอบครัวที่พร้อมสนับสนุนธุรกิจ หากแต่เริ่มจาก “ศูนย์” และใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะค่อย ๆ สร้างฐานะขึ้นมาด้วยตัวเอง
เจ๊นิดเล่าว่า ครอบครัวมีพื้นฐานที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ฝั่งพ่อเป็นครอบครัวที่มีตระกูล มีฐานะทางสังคม แต่ไม่ได้มีเงินทองมากนัก ขณะที่ฝั่งแม่เป็นครอบครัวคนจีนที่เคยมีฐานะดี การเติบโตท่ามกลางญาติพี่น้องที่มีฐานะ ทำให้เจ๊นิดเห็นความแตกต่างของชีวิตคนที่มีเงินและคนที่ไม่มีเงินมาตั้งแต่เด็ก แต่เมื่อเวลาผ่านไป กลับพบว่า ต่อให้เป็นครอบครัวที่เคยมีเงิน หากบริหารจัดการชีวิตผิดพลาด เดินธุรกิจผิดทาง หรือขาดวินัยทางการเงิน ฐานะก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน บทเรียนนี้กลายเป็นหนึ่งในสิ่งที่ติดตัวเจ๊นิดมาจนถึงวันนี้
“บ้านเราไม่ก่อหนี้” คือหลักที่ครอบครัวยึดถือ เพราะเคยเห็นกับตาว่า การไม่มีเงินนั้นลำบากแค่ไหน หนึ่งในภาพจำที่ฝังอยู่ในใจ คือช่วงเวลาที่ครอบครัวเคยลำบากถึงขั้นไม่มีเงินซื้อพัดลม อากงต้องผ่อนพัดลมราคาประมาณ 250 บาท โดยจ่ายเดือนละ 50 บาท แต่สุดท้ายยังไม่สามารถผ่อนต่อได้ จนวันที่คนขายมาถอดพัดลมกลับไป พ่อของเจ๊นิดถึงกับน้ำตาไหล “ภาพจำเลยนะ พ่อน้ำตาไหล เพราะสงสารลูก” สำหรับเด็กคนหนึ่ง ภาพนั้นอาจเป็นเพียงความทรงจำในวัยเด็ก แต่สำหรับเจ๊นิด มันกลายเป็นบทเรียนสำคัญว่า ชีวิตที่ไม่มีเงินนั้นลำบากเพียงใด และเงินทุกบาทมีคุณค่าแค่ไหน ด้วยเหตุนี้ ครอบครัวจึงปลูกฝังให้ลูกๆ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการพนัน ไม่ใช้เงินเกินตัว และถ้าไม่มีเงินก็ไม่ซื้อ หลักคิดง่าย ๆ นี้กลายเป็นพื้นฐานสำคัญในการทำธุรกิจของเจ๊นิดในเวลาต่อมา
จุดเปลี่ยนจากเด็กที่ไม่ได้เรียนต่อ สู่เส้นทาง “แม่ค้า”
เจ๊นิดเป็นหนึ่งในพี่น้อง 5 คน และด้วยฐานะทางบ้านที่ไม่พร้อม ทุกคนไม่ได้มีโอกาสเรียนหนังสือเท่ากัน เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า สำหรับเจ๊นิดแล้ว “ต้นทุนชีวิต” อาจไม่ใช่เงิน แต่คือความมานะและความพยายาม ถึงแม้เจ๊นิดจะไม่ได้เรียนหนังสือต่อ แต่อีกมุมหนึ่งถือว่ายังมีความโชคดีอยู่ เพื่อนสนิทชวนไปขายของกับครอบครัว และนั่นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางการค้าขาย
เพื่อนสนิทคนนั้นชื่อ “เฮียเก้า” ชวนเจ๊นิดไปฝึกขายของที่ร้านของแม่เขาที่สำโรง เพื่อหาประสบการณ์ระหว่างหางาน หลังจากฝึกได้ประมาณ 3 เดือน เมื่อแม่ของเฮียเก้าจะเลิกทำร้าน เจ๊นิดจึงตัดสินใจเสนอเช่าแผงต่อ โดยยอมสู้ราคาค่าเช่าที่ 1,000 บาทต่อวัน ซึ่งสูงกว่าราคาที่คนอื่นกล้าเช่า แต่แม่เฮียเก้าคิดแค่ 800 บาทต่อวัน จนกระทั่งวันหนึ่งตลาดที่สำโรงถูกรื้อ เจ๊นิดไม่มีเงินวางมัดจำ 10,000 บาทเพื่อย้ายตามตลาดไป โชคดีที่มีผู้ใหญ่ในตลาด “เฮียส่งถั่วงอก” เห็นความขยันและเอ็นดู จึงช่วยพาไปดูแผงต่างๆ จนได้รู้จัก “ตลาดคลองเตย”

จากตลาดสำโรง สู่ตลาดคลองเตย เมื่อมองเห็น “โอกาส” ที่ใหญ่กว่า
เมื่อมาเห็นตลาดคลองเตย เจ๊นิดเปรียบเทียบว่าการอยู่สำโรงเหมือนกบในกะลา แต่ที่คลองเตยคือ “ทะเล” เพราะยอดขายแค่วันเดียวที่นี่เท่ากับขายที่สำโรงถึง 10 วัน เจ๊นิดจึงขอให้เฮียถั่วงอกช่วยหาแผงให้ จนพบแผงของ “เจ๊เอ” (นามสมมติ) ที่ประกาศเซ้งในราคา 500,000 บาท ซึ่งเป็นเงินก้อนใหญ่มากในสมัยนั้น ด้วยความมุ่งมั่น เจ๊นิดนั่งรถสองแถวจากสำโรงมาแอบดูการลงของและพฤติกรรมการขายของร้านนี้ทุกวัน ตั้งแต่ 1 ทุ่ม จนถึง 7 โมงเช้า เพื่อประเมินต้นทุนและยอดขายก่อนตัดสินใจ

เจ๊นิดรวบรวมเงิน 500,000 บาท โดยให้ “อากง” ขายห้องพักได้เงินมา 250,000 บาท และกู้จากเฮียถั่วงอกอีก 250,000 บาท แต่หลังจ่ายเงินไปแล้ว เจ๊เอกลับไม่ยอมให้เจ๊นิดคุมแผงทันที แต่ให้ไปยืนร่อนถั่วงอกและตวงของในฐานะ “หลกเจี่ยง” (ลูกจ้าง) หรือ “เซียวหู” (ผู้ช่วย) เพื่อหลอกลูกค้าว่าเจ๊นิดยังเป็นแค่ลูกน้อง จนอากงต้องเข้ามาจัดการและสั่งให้เจ๊นิดไปยืนคุมกระป๋องเก็บเงินเพื่อให้คนรู้ว่าเธอคือเจ้าของตัวจริง
ชีวิตพลิกเพราะไม่ยอมแพ้! กว่าจะเป็น “เจ๊นิด ตลาดคลองเตย”
สำหรับเจ๊นิด ชีวิตที่ผ่านมาทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของสังคมอย่างชัดเจน โดยเฉพาะคนวัยทำงานที่ต้องเผชิญกับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นทุกวัน แม้จะมีงานประจำและเงินเดือนที่มั่นคง แต่เมื่อหักค่าเดินทาง ค่าที่พัก และค่าอาหารแล้ว หลายคนแทบไม่เหลือเงินสำหรับสร้างอนาคต
“เงินเดือนมีขีดจำกัด แต่ค่าครองชีพไม่มีวันหยุดนิ่ง” คือสิ่งที่เจ๊นิดมองเห็นมาตลอด จึงอยากถ่ายทอดประสบการณ์ของตัวเองให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ว่า แม้จะมีรายได้ไม่มาก แต่หากรู้จักวางแผนและบริหารเงินอย่างถูกวิธี ก็สามารถสร้างโอกาสให้ชีวิตได้เช่นกัน
จากการคลุกคลีอยู่ในตลาดและพบเจอผู้คนหลากหลายอาชีพ ยิ่งทำให้เจ๊นิดเชื่อว่า “เงิน” ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต แต่การหาเงินเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการรู้จักใช้เงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ด้วยเหตุนี้ ทุกคำแนะนำที่เจ๊นิดแบ่งปันจึงไม่ได้เกิดจากทฤษฎี แต่เกิดจากประสบการณ์จริงที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้ว เพราะเจ๊นิดเชื่อว่า หากยังไม่เคยทำสำเร็จด้วยตัวเอง ก็ไม่ควรชวนใครให้เดินตาม ความตั้งใจในการแบ่งปันความรู้เริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อราว 7-8 ปีก่อน เจ๊นิดมองเห็นพลังของสื่อออนไลน์ และมี “พิมรี่พาย” เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจสำคัญ ขณะเดียวกันก็ได้รับคำแนะนำเริ่มต้นจากให้ลองหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายวิดีโอและพูดหน้ากล้อง
แม้การไลฟ์ครั้งแรกจะเต็มไปด้วยความประหม่า ทั้งเรื่องบุคลิกและความไม่มั่นใจ แต่เจ๊นิดก็เลือกที่จะไม่ยอมแพ้ ลองผิดลองถูกอยู่หลายครั้ง เรียนรู้และพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ

เมื่อเริ่มเข้าใจพฤติกรรมผู้ชมมากขึ้น จึงปรับรูปแบบการนำเสนอให้กระชับและเข้าถึงง่าย ด้วยคอนเทนต์ “เมนูประหยัด” งบเพียง 20 บาท ไม่ว่าจะเป็นถั่วงอกหรือเต้าหู้ที่ซื้อจากตลาดแล้วนำมาปรุงอาหารง่ายๆ ตรงหน้าร้าน สิ่งธรรมดาเหล่านี้กลับกลายเป็นคอนเทนต์ที่โดนใจผู้คนจำนวนมาก
เจ๊นิดมองว่า การค้าขายในยุคปัจจุบันไม่ใช่แค่การเปิดหน้าร้านอีกต่อไป แต่ต้อง “พาตัวเองเข้าไปอยู่ในโทรศัพท์ของผู้คน” ให้ได้ เพราะเมื่อผู้บริโภคใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บนโลกออนไลน์ ผู้ค้าก็ต้องปรับตัวตาม และในโลกของโซเชียลมีเดีย การสร้างความสนใจภายใน 3 วินาทีแรกคือหัวใจสำคัญ หากไม่สามารถดึงสายตาผู้ชมไว้ได้ โอกาสก็อาจหลุดลอยไปในพริบตา
การปรับตัวครั้งนั้นเริ่มเห็นผลอย่างชัดเจน จากเดิมที่เพียงต้องการแบ่งปันแนวคิดเรื่องการใช้เงิน กลับมีผู้คนจดจำได้เวลาเดินตลาดหรือออกไปซื้อของในพื้นที่ต่างๆ ทำให้เจ๊นิดมั่นใจว่า แนวทางที่เลือกเดินมาถูกทางแล้ว

จากนั้นกระแสตอบรับก็ค่อยๆ เติบโตจนกลายเป็นไวรัล สิ่งเหล่านี้ทำให้เจ๊นิดรู้สึกว่า การเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไม่ได้มีคุณค่าเพียงแค่ยอดวิว แต่ยังสามารถสร้างประโยชน์และสร้างโอกาสให้กับคนรอบตัวได้จริง ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจที่ประเมินค่าไม่ได้
แม้คลิปแรกๆ จะเป็นคอนเทนต์แนวแจกเงินตามกระแสนิยม แต่ไม่นานเจ๊นิดก็พบว่านั่นไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริง สิ่งที่อยากทำมากกว่าคือการสอนให้คนรู้จักใช้เงินอย่างมีสติ และสร้างรายได้จากต้นทุนที่มีอยู่
ทุกวันนี้จึงมีทั้งนักเรียน นักศึกษา คนวัยทำงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุ เข้ามาขอคำแนะนำอยู่เสมอ บางคนถือเงินทุนเพียง 1,500 บาท แล้วถามว่า ควรเริ่มต้นขายอะไร หรือทำอาชีพแบบไหนจึงจะต่อยอดได้ คำถามเหล่านี้เอง กลายเป็นแรงผลักดันให้เจ๊นิดเดินหน้าสร้างคอนเทนต์ที่ช่วยให้ผู้คนเห็นว่า “เงินจำนวนน้อย ก็สามารถเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสใหม่ได้ หากรู้จักคิดและลงมือทำ”

ขายของให้กำไร ต้องรู้จัก “เล่นวอลุ่ม” และสร้างอำนาจต่อรอง
สำหรับเจ๊นิด การค้าขายในตลาดสดไม่ใช่แค่เรื่องของการซื้อมาและขายไป แต่คือการเข้าใจโครงสร้างของธุรกิจ เพราะในตลาดที่มีการแข่งขันสูง อัตรากำไรของสินค้าส่วนใหญ่มักอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ หากต้องการเติบโต ผู้ค้าจึงจำเป็นต้องสร้าง “ปริมาณการขาย” ให้มากพอ เพื่อเพิ่มอำนาจในการต่อรองกับซัพพลายเออร์ “กำไรไม่ได้มาจากการบวกแพง แต่มาจากการขายให้มาก” คือหลักคิดที่เจ๊นิดยึดถือมาตลอด
อีกหนึ่งเคล็ดลับสำคัญคือการบริหารสภาพคล่อง เจ๊นิดเลือกใช้การซื้อสินค้าด้วยเงินสดเป็นหลัก เพราะเชื่อว่าการชำระเงินทันทีสามารถต่อรองราคาจากผู้ขายได้ดีกว่าการซื้อแบบเครดิต แม้ส่วนต่างจะดูเพียงเล็กน้อยในแต่ละรายการ แต่เมื่อสะสมจากสินค้านับร้อยรายการในแต่ละวัน ก็กลายเป็นกำไรที่มีนัยสำคัญต่อธุรกิจ
แนวคิดนี้ได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก เพราะครอบครัวประกอบกิจการโรงงาน ทำให้ได้เห็นวิธีคิดทางธุรกิจจากคุณแม่อย่างใกล้ชิด ลูกค้าที่ชำระเงินสดมักได้รับราคาที่ดีกว่า ขณะที่ลูกค้าที่ขอเครดิตจะมีต้นทุนสูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงและระยะเวลาการรับชำระเงิน ประสบการณ์เหล่านี้จึงกลายเป็นบทเรียนสำคัญที่นำมาปรับใช้กับการค้าขายในปัจจุบัน

รู้ว่าสินค้าตัวไหน “ทำเงิน” แล้วดันให้สุด
แม้ร้านจะจำหน่ายสินค้านับร้อยรายการ แต่เจ๊นิดมองว่า ไม่ใช่ทุกสินค้าที่มีหน้าที่สร้างกำไร สินค้าบางชนิดจำเป็นต้องมีไว้เพื่อให้ร้านครบครัน ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า แม้อาจมีกำไรไม่มาก หรือแทบไม่ได้กำไรเลยก็ตาม ขณะที่สินค้าบางประเภทกลับเป็นตัวสร้างรายได้หลัก
ตัวอย่าง “ถั่วงอก” สินค้าธรรมดาที่กลับกลายเป็นสินค้าขายดีที่สุดของร้าน ปัจจุบันสามารถจำหน่ายได้เฉลี่ยวันละประมาณ 800 กิโลกรัม สะท้อนให้เห็นว่า การรู้จักวิเคราะห์ว่าสินค้าตัวใดเป็น “พระเอก” ของร้าน คือหัวใจสำคัญของการบริหารธุรกิจค้าปลีก

จากแผงเดียว สู่ 7 สาขา
ปัจจุบันธุรกิจของเจ๊นิดขยายเป็น 7 สาขา ร้านเริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่ช่วงเย็นประมาณ 18.00 น. ไปจนถึงช่วงเช้า ก่อนจะทยอยเก็บร้านในเวลาประมาณ 06.00 น. รองรับทั้งผู้ค้ารายย่อย ร้านอาหาร และผู้ประกอบการที่เข้ามาจับจ่ายตลอดทั้งคืน
ฐานลูกค้าของร้านมีความหลากหลาย ตั้งแต่พ่อค้าแม่ค้ารถเข็น หาบเร่ แผงลอย ร้านอาหารทั่วไป ไปจนถึงโรงแรมระดับ 5 ดาว และผู้ประกอบการที่นำสินค้าไปใช้ในธุรกิจอาหารหรือจัดส่งขึ้นเครื่องบิน

เป้าหมายต่อไป คือสร้างองค์กรที่เดินได้ด้วยระบบ
แม้วันนี้เจ๊นิดจะสามารถสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ได้สำเร็จ พร้อมพัฒนาระบบบริหารร้านค้าด้วยเทคโนโลยี ทั้งระบบ POS การจัดการสต๊อก และข้อมูลหลังบ้าน แต่เกลับมองว่า ความท้าทายที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยี สิ่งที่ยากที่สุดคือ “การบริหารคน”
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สมาชิกทุกคนในครอบครัวยังคงทำงานอยู่ในระบบของธุรกิจอย่างเต็มตัว แม้จะเป็นเจ้าของกิจการ แต่ก็ยังต้องลงมือทำในทุกขั้นตอน เปรียบเสมือนเป็นหัวใจของระบบที่ขาดไม่ได้
เป้าหมายสำคัญในระยะต่อไป คือการสร้างองค์กรที่สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยทีมงานและระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพ เจ้าของธุรกิจไม่จำเป็นต้องอยู่หน้างานตลอดเวลา แต่ทำหน้าที่กำหนดวิสัยทัศน์ วางนโยบาย และพัฒนาคนให้สามารถนำแนวคิดขององค์กรไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิผล สำหรับเจ๊นิด นั่นคือความสำเร็จอีกขั้นของการทำธุรกิจ จากการเป็น “คนทำงานในระบบ” สู่การเป็น “ผู้สร้างระบบ” ที่ทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน
