เอสเอ็มอี
สรรพากรขู่เอสเอ็มอี 1.5 แสนราย ยังเมินทำบัญชีเดียวแจ้งเสียภาษี ธปท.ขึ้นบัญชีไม่ปล่อยกู้ ดีเดย์ปีบัญชี 2561 แบงก์พาณิชย์ไม่ปฏิบัติตามมีความผิดด้วย ร้านทองกว่าพันรายถ้ายังไม่แก้ เม.ย.ปีหน้าเรียกดำเนินคดี พร้อมส่งรายชื่อพวกเลี่ยงภาษีให้ ปปง.ยึดทรัพย์ นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ขอเตือนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 1.5 แสนราย ที่ยังไม่จัดทำแบบบัญชีชุดเดียว ให้เร่งจัดทำบัญชีชุดเดียวที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของธุรกิจโดยด่วน ไม่เช่นนั้นจะประสบปัญหาการขอกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ และกระทบต่อเงินทุนหมุนเวียนในบริษัทได้ เพราะตั้งแต่ปีบัญชี 2561 เป็นต้นไป จะเริ่มบังคับให้นำบัญชีที่ยื่นเสียภาษีกลับสรรพากร มาใช้ประกอบการขอสินเชื่อได้อย่างเดียว ไม่สามารถนำบัญชีอื่นๆ หรือรายได้อื่นที่ไม่เสียภาษีมายื่นประกอบขอกู้ได้อีก ซึ่งหากธนาคารพาณิชย์ไม่ปฏิบัติตามก็จะมีความผิดด้วย กรมได้ประสานกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เรียบร้อย ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป การขอใช้สินเชื่อจากสถาบันการเงิน จะต้องนำบัญชีปี 2561 ที่ยื่นจากสรรพากรมาพิจารณาปล่อยกู้ จะใช้ทรัพย์สินอื่น หรือบัญชีหุ้นส่วนลูกน้อง มาขอกู้ร่วมไม
รองประธานสภาอุตสาหกรรมภาคกลางแนะเอสเอ็มอีเร่งปรับตัวรับมือกติกาการค้า กฎหมายภาษีที่ดินฯ ใช้แรงงานต่างด้าวจดทะเบียนถูกต้อง พร้อมต้องทำบัญชีเดียวยื่นสรรพากร-ธนาคาร เริ่ม ม.ค. 2561 นายสมภพ ธีระสานต์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมภาคกลาง เปิดเผยถึงสถานการณ์เศรษฐกิจของไทยว่า แม้ว่าประเทศไทยได้รับการจัดลำดับประเทศที่น่าลงทุนโดย World Economic Forum จากอันดับที่ 36 มาเป็นลำดับที่ 34 หรือเป็นที่สามในเอเชีย รองจากสิงคโปร์ และมาเลเซีย และตัวเลขการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1.7 เป็นร้อยละ 3.2 ก็ตาม แต่ค่าเงินบาทยังคงแข็งตัว และธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ร้อยละ 1.5 ซึ่งดูเหมือนเศรษฐกิจจะดีขึ้นแต่เป็นภาพปกติในทางธุรกิจ เพราะปลายไตรมาสที่ 3 ยอดการผลิตและยอดส่งออกจะสูง เนื่องจากต่างประเทศจะสั่งซื้อสินค้าไปเตรียมจำหน่ายในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ อย่างไรก็ตาม ปีนี้ต่างประเทศมีการสั่งซื้อสินค้ามากกว่าปีก่อน โดยเฉพาะตลาดสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และที่สำคัญคือตลาดจีน โดยเฉพาะกลุ่มคนมีฐานะดีจะนิยมอุปโภคบริโภคสินค้านำเข้า จึงเป็นตลาดที่น่าสนใจอย่างยิ่ง นายสมภพกล่าวอีกว่า การทำธุรกิจในปี 2561
นายชัยพร ชยานุรักษ์ รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยถึงผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการภาคการค้าและบริการ (ทีเอสเอสไอ) ของเดือนสิงหาคม 2560 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นปรับตัวลดลงจาก 100.2 ในเดือนกรกฎาคมมาอยู่ที่ระดับ 91.8 เป็นผลจากปัจจัยด้านยอดจำหน่าย การจ้างงาน การลงทุนและกำไรที่ลดลง ทั้งในภาคการค้าและบริการ ในทุกสาขาธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการค้าส่งและค้าปลีกที่ปรับตัวลดลงมาก เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ส่งผลให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมยังคงไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย ยังคงระมัดระวังในการใช้จ่าย ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นด้านยอดขายและกำไรลดลง อย่างไรก็ดีมีสาขาธุรกิจที่ปรับตัวลดลงแต่ยังคงมีความเชื่อมั่นสูงเกินค่าฐานที่ 100 ได้แก่ บริการร้านอาหาร/ภัตตาคาร สำหรับดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าในเดือนสิงหาคม 2560 อยู่ที่ระดับ 101.5 ปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากที่ระดับ 102.2 ในเดือนกรกฎาคม 2560แสดงให้เห็นว่า แม้ความเชื่อมั่นจะปรับตัวลดลงแต่ผู้ประกอบการยังคงมีความเชื่อมั่นในทิศทางอนาคตดีอยู่ ที่มา
ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เผยปรับกลยุทธ์การปล่อยสินเชื่อกองทุนเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ มั่นใจภายใน ก.ย. นี้ เงินถึงมือ SMEs ไม่ต่ำกว่า 9,900 ล้านบาท แน่นอน นายสมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรม ดำเนินการปล่อยสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพ ผ่านกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ วงเงิน 20,000 ล้านบาท โดยขณะนี้การดำเนินการพิจารณาสินเชื่อกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ณ วันที่ 14 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา มีจำนวนเอสเอ็มอียื่นคำขอรับสินเชื่อทั้งสิ้น 3,292 ราย วงเงิน 16,836 ล้านบาท และเพื่อให้การดำเนินการพิจารณาสินเชื่อเป็นไปอย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพ กระทรวงอุตสาหกรรมจึงได้ปรับกระบวนการดำเนินงานให้มีความกระชับและมีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น รวมถึงปรับสัดส่วนวงเงินสินเชื่อใหม่ให้เหมาะสมกับความต้องการของเอสเอ็มอีในแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้ การปรับกระบวนการดังกล่าว อยู่บนพื้นฐานไม่กระทบต่อเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อเดิม ประกอบด้วย 4 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1. ลดขั้นตอนการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ เหลือเพียง 2 ขั้นตอนเท่านั้นพิจารณาจากด้านของคุณสมบัติ และวัตถ
นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เปิดเผยว่า ขณะนี้ตลาดเอ็มเอไอร่วมกับหน่วยงานราชการจัดโครงการพัฒนาธุรกิจเอสเอ็มอี เช่น กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม, กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และอื่นๆ ในการเพิ่มศักยภาพในการบริหารองค์กร บัญชี การตลาดและแผนธุรกิจ เพื่อรองรับการเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอในอนาคต เนื่องจากในปัจจุบันที่ปรึกษาทางการเงิน (เอฟเอ) ยังไม่เพียงพอต่อการเข้าไปพัฒนาธุรกิจ จึงจำเป็นต้องอาศัยเครือข่ายจากหน่วยงานภาครัฐ “ในปัจจุบันมีธุรกิจเอสเอ็มอี 100 ราย ที่ได้แต่งตั้งเอฟเอแล้ว และกำลังทยอยที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดเอ็มเอไอภายใน 3-5 ปีข้างหน้า และประเมินว่ายังมีเอสเอ็มอีอีกไม่ต่ำกว่า 100 ราย ที่มีความเป็นไปได้ในการเข้าจดทะเบียนในตลาดเอ็มเอไอในอนาคตแต่ยังไม่มีการแต่งตั้งเอฟเอ ซึ่งตรงนี้จำเป็นต้องประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐในการช่วยกันพัฒนาศักยภาพ เพราะปริมาณเอฟเอในเมืองไทยยังขาดแคลนไม่เพียงพอต่อความต้องการ” นายประพันธ์ กล่าวและว่า เป้าหมายปีนี้คาดว่าจะมีบริษัทเสนอขายหุ้นสามัญให้กับประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) ในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ จำนวน 15 บริษัท มีมู
นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.หรือเอสเอ็มอีแบงก์) เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา ให้ธนาคารขยายระยะเวลาโครงการสินเชื่อฟื้นฟูเอสเอ็มอีจากอุทกภัยและภัยพิบัติ ปี 2560 ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการสินเชื่อฟื้นฟูเอสเอ็มอีจากอุทกภัยภาคใต้ ปี 2560 วงเงิน 5,000 ล้านบาท ซึ่งมีวงเงินเหลือ 3,500 ล้านบาทที่จะสิ้นสุดโครงการในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ออกไปอีก 6 เดือนนับจากวันที่มติ ครม.เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับผล กระทบจากอุทกภัยและภัยพิบัติทั่วประเทศให้สามารถปรับปรุง ฟื้นฟู และมีเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ โดยครอบคลุมพื้นที่ประสบเหตุในปัจจุบัน รวมทั้งอาจจะเกิดขึ้นในพื้นที่อื่นๆ นายมงคล กล่าวว่า โครงการสินเชื่อฟื้นฟูเอสเอ็มอี จากอุทกภัยและภัยพิบัติ ปี 2560 วงเงินโครงการ 5,000 ล้านบาท เพื่อผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคล บุคคลธรรมดา ที่จดทะเบียนกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ และไม่เป็นบุคคลล้มละลาย วงเงินกู้สูงสุดต่อรายที่ 15 ล้านบาท ระยะเวลากู้ยืมตลอดโครงการไม่เกิน 7 ปี โดยปีที่
“พสุ” เร่ง 3 งานสำคัญก่อนขึ้นปลัดอุตฯ ดึงต่างชาติช่วย SMEs ลุยระดับท้องถิ่น นายพสุ โลหารชุน อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กล่าวว่า ขณะนี้มี 3 งานหลักที่เป็นมาตรการสำคัญและยังต้องเร่งเดินหน้าสำหรับภารกิจที่เหลือก่อนเข้ารับตำแหน่ง ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในวันที่ 1 ตุลาคม 2560 คือ 1.มาตรการยกระดับศูนย์สนับสนุนและช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) 2. มาตรการการผลักดัน SMEs ที่มีศักยภาพตามแต่ละพื้นที่ ด้วยการแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนา SMEs ตามแนวประชารัฐ และ 3. มาตรการเชื่อมโยง SMEs ไทยให้ก้าวสู่ระดับสากลมากขึ้น ทั้งนี้ ด้วยสถานการณ์หลายอย่างทั้งการดำเนินธุรกิจและอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทาง กสอ.จึงได้ปรับแนวทางการดำเนินงานครึ่งปีหลัง 2560 ต่อเนื่องถึงปีงบประมาณ 2561 โดยเฉพาะการกำหนดนโยบายและเป้าหมายสร้างผู้ประกอบการให้เป็น SMEs 4.0 จำนวน 1,000 คน สำหรับ 3 มาตรการสำคัญ ประกอบด้วย 1. มาตรการยกระดับศูนย์สนับสนุนและช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่จะขยายการให้บริการครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ หรือลงในระดับท้องถิ่นมากขึ้น เพื่อให้มีความครอบคลุมในระ
นายพสุ โลหารชุน อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กรมได้จัดการประชุมชี้แจงรายละเอียดการขอสินเชื่อกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ วงเงิน 20,000 ล้านบาท ให้แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมแฟชั่น ในเครือข่ายศูนย์ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ จำนวน 50 ราย มีเป้าหมายเพื่อประชาสัมพันธ์กองทุนให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมแฟชั่นรับทราบและเข้าถึงแหล่งเงินทุน นำไปพัฒนาธุรกิจ ตลอดจนปรับปรุงธุรกิจด้วยการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และความสร้างสรรค์มากขึ้น ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวได้ใช้ศูนย์ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นหน่วยงานกลางสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเครือข่ายต่างๆ ที่ให้บริการด้านการส่งเสริมการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมทั้งผลักดันให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเห็นความสำคัญของการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างต่อเนื่อง “หลังจัดการจัดประชุมชี้แจงรายละเอียดการขอสินเชื่อกองทุน พบว่าล่าสุดมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในกลุ่มอุตสาหกรรมแฟชั่นเข้าขอสินเชื่อในวงเงินไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท และคาดว่าไตรมาส 3 จะมีการขอสินเชื่อเข้ามาเพิ่มเติมอีก เชื่อมั่นว่ากองทุนดังกล่าวจะเป็นอีกหนึ่งปัจ
กนพ.คลอดแพ็กเกจจูงใจลงทุนเขตเศรษฐกิจพิเศษกาญจนบุรี-นครพนม เล็งเปิดประมูลกรกฎาคมนี้ 3 จังหวัด นายกฯ สั่งทำมาตรการดึงเอสเอ็มอีลงทุนเพิ่มเติม หนุนนวัตกรรมมาใหม่ ธุรกิจด้านการเกษตร สินค้าเกษตรแปรรูป นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) ที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์อัตราค่าเช่าที่ดินที่ดินราชพัสดุในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดกาญจนบุรี และนครพนม ที่กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อจูงใจภาคเอกชนเข้ามาลงทุนในพื้นที่ กำหนดอัตราค่าเช่าที่ดินในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษกาญจนบุรี อัตรา 1,200 ต่อไร่ ต่อปี ค่าบริหารจัดการที่ดิน(ค่าธรรมเนียม) 20,000 บาท ต่อไร่ ต่อ 50 ปี นครพนม อัตราค่าเช่าที่ดิน 8,400 บาท ต่อไร่ ต่อปี ค่าธรรมเนียม 140,000 บาท ต่อไร่ ต่อ 50 ปี จากเดิม และให้ปรับเพิ่มขึ้น 9% ทุก 3 ปี ส่วนการนิคมอุตสาหกรรมจะได้ส่วนลด 30% ให้ยกเว้นอัตราค่าเช่าที่ราชพัสดุเป็นเวลา 2 ปี กรณีผู้ยื่นข้อเสนอได้รับเลือกมีการลงทุนไม่ต่ำ
