โคขุน
นายคงฤทธิ์ บัวบุญ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดมหาสารคาม เปิดเผยว่า จ.มหาสารคาม มีพืชเศรษฐกิจที่สำคัญคือ ข้าว มันสำปะหลัง และอ้อย สัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญคือ โคเนื้อ และโคนม สำหรับข้าว อ้อย เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีหน่วยงานดูแลอยู่แล้ว แต่มันสำปะหลังยังไม่มีหน่วยงานไหนเข้ามาดูแลทำให้สุดท้ายประโยชน์ตกเป็นของพ่อค้าลานมันและโรงแป้ง ด้วยเหตุนี้สภาเกษตรกรจังหวัดมหาสารคามซึ่งมีการรับขึ้นทะเบียนองค์กรเกษตรกรอยู่ โดยมีกลุ่มองค์กรที่ผลิตมันสำปะหลัง 8 องค์กร จาก 3 อำเภอ ได้ปรึกษาศึกษาค้นคว้าหาทิศทางในการที่จะพัฒนามันสำปะหลังอยู่เป็นปีก็ได้ข้อสรุปว่าหากจะปลูกมันสำปะหลังแล้วขายหัวมันสดไม่มีทางจะแก้ปัญหา ความยากจนได้ยังไงก็ขาดทุน ทั้งนี้ จังหวัดมหาสารคามมีสหกรณ์โคนม 2 แห่ง คือ สหกรณ์โคนมมหาสารคาม จำกัด และสหกรณ์โคนมโคกก่อ จำกัด ทั้ง 2 แห่งซื้อมันเส้นหรือมันสำปะหลังตากแห้งจากพื้นที่อื่นและต่างประเทศ จึงได้เชิญตัวแทนจากทั้ง 2 สหกรณ์ และเกษตรกรผู้ผลิตมันสำปะหลังร่วมพูดคุยและตกลงกันว่าสหกรณ์ทั้ง 2 แห่ง จะซื้อผลผลิตมันเส้นตากแห้งจากกลุ่มเกษตรกรในจังหวัด ช่วงแรกเกษตรกรใช้วิธีขุดหัวมันมาสับแล้วตาก สหกรณ์โคนมทั้ง 2 แห่ง
ผู้สื่อข่ารายงานว่า วันนี้ (8 มิถุนายน 2561) ณ ลานกาสะลอง ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า สาขาเชียงราย อ.เมืองเชียงราย นายสัมฤทธิ์ สวามิภักดิ์ ปลัดจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดงาน “โคขุนเชียงราย เนื้อโคคุณภาพ ท้องถิ่นล้านนา” จัดโดยสำนักงานพาณิชย์ จ.เชียงราย พร้อมด้วย นางพิมล ปงกองแก้ว พาณิชย์จังหวัดเชียงราย นายนเรศ รัศมีจันทร์ ประธานเครือข่ายนำสมาชิกเครือข่ายผู้เลี้ยงโคเนื้อ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเครือข่ายโคเนื้อล้านนา เข้าร่วม โดยมีการนำเนื้อโคขุนคุณภาพดีจำหน่าย ซึ่งภายในงานยังมีการแข่งขันประกวดการทำอาหารจากเนื้อโคขุน การแสดงบนเวที และตลาดสินค้าประชารัฐอย่างครบครัน นายสัมฤทธิ์ สวามิภักดิ์ ปลัดจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ในอดีตผู้คนมักจะเน้นการปลูกพืชเกษตรกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่งผลให้พืชบางชนิดล้นตลาดจนเกิดปัญหาราคาตกต่ำ ส่วนการเลี้ยงโคเนื้อนั้น เดิมมีความเข้าใจกันว่าสามารถเลี้ยงได้ดีในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคกลางเป็นหลัก แต่ปัจจุบันพบว่าเครือข่ายโคเนื้อล้านนาสามารถพัฒนาการเลี้ยงโคเนื้อได้อย่างมีมาตรฐาน ทำให้ทางจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทำให้เชื่
“สหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสน” รุกขยายตลาดแบรนด์ “KU Beef” ตอกย้ำการเป็นเจ้าตลาดโคขุนเกรดพรีเมี่ยม มุ่งเจาะหัวเมืองท่องเที่ยว-สายคลีน-ห้างโมเดิร์นเทรด พร้อมชูจุดขาย “เนื้อนุ่ม จากโคหนุ่ม ไขมันน้อย” วางเป้า 120 ล้านบาท ต่อปี คุณมนัส เรียบร้อย รองประธานสหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสน จำกัด กล่าวว่า จากกระแสของผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น ประกอบการขยายตัวของธุรกิจท่องเที่ยวและร้านอาหารอย่างต่อเนื่อง ทำให้เนื้อโคขุน “เกรดพรีเมี่ยม” เป็นที่ต้องการของตลาดมากยิ่งขึ้น สังเกตได้จากกลุ่มธุรกิจโรงแรม และร้านอาหารทั้งไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งร้านอาหารญี่ปุ่นและเกาหลี มาเป็นลูกค้าของ “KU Beef” มากขึ้น ทั้งนี้ จากการขยายตัวของตลาดเนื้อโคขุน “เกรดพรีเมี่ยม” สหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสนฯ จึงมีนโยบายมุ่งผลิตเนื้อโคขุนคุณภาพสูง ที่มีความปลอดภัยต่อสุขภาพอนามัยของผู้บริโภค และใส่ใจในกระบวนการผลิตตลอดห่วงโซ่แห่งคุณค่า ภายใต้แบรนด์ “KU Beef” โดยมุ่งเน้นที่จะขยายตลาดสู่หัวเมืองท่องเที่ยวขนาดใหญ่ เพื่อให้ตอบสนองกลุ่มธุรกิจโรงแรมและผู้ประกอบการร้านอาหาร รวมถึงผู้บริโภคระดับครัวเรือนที่เน้นความปลอดภัยทางอาหาร ห
กองทุน FTA ทุ่มงบพัฒนาการเลี้ยงโคเนื้อ รุกสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ให้แก่สมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนในเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง จำกัด จ. กำแพงเพชร เน้นถ่ายทอดองค์ความรู้จากการฝึกอบรม ให้การสนับสนุนเงินยืมปลอดดอกเบี้ยเพื่อจัดหาโคแม่พันธ์และโคเพศผู้ ตลอดจนแนวทางเพื่อช่วยเกษตรกรลดต้นทุน นางจันทร์ธิดา มีเดช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโคเนื้อเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ (กองทุน FTA) ได้อนุมัติงบประมาณ 25 ล้านบาท ให้สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนในเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง จำกัด ดำเนินการโดยจัดอบรมและยกระดับการเลี้ยง สู่มาตรฐาน ระยะเวลาโครงการพฤศจิกายน 2559 – พฤศจิกายน 2565 สำหรับการจัดอบรมให้เกษตรกร ได้รับความร่วมมือจากสมาคมโคเนื้อพันธุ์กำแพงแสน ซึ่งมีทีมวิทยากรที่มีความรู้และเชี่ยวชาญด้านโคเนื้อจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน มาให้ความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยได้จัดอบรมจำนวน 3 รุ่น มีผู้ผ่านการ
หลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติตนได้ในทุกระดับ นำพาเกษตรกรให้อยู่รอด ท่ามกลางภาวะราคาเศรษฐกิจตกต่ำ ดังคำยืนยันของเกษตรกรรายนี้ คุณปรีชา พลันการ อยู่บ้านเลขที่ 9/15 หมู่ที่ 7 ตำบลมะรุ่ย อำเภอทับปุด จังหวัดพังงา นำหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาปรับใช้ในไร่นาของตนเอง โดยการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์แบบผสมผสาน ปลูกผักเหมียงในระหว่างสวนยางพาราและเลี้ยงโคขุน นอกจากเป็นการลดความเสี่ยงในการทำกิจกรรมการเกษตรเชิงเดี่ยวแล้ว สามารถใช้แรงงานในครัวเรือนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สมาชิกในครัวเรือนได้ทำกิจกรรมร่วมกัน ทำให้ครอบครัวเกิดความรัก สามัคคี และไม่มีปัญหาในสังคม คุณปรีชา เล่าว่า เดิมทีปลูกยางพาราเพียงอย่างเดียว ซึ่งในช่วงแรกยางพาราราคาดีก็ไม่ได้คิดที่จะทำอาชีพเสริมเพิ่มเติม ต่อมายางพาราเริ่มราคาตกต่ำ ตนจึงได้มีความคิดว่าต้องทำอะไรเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว ประกอบกับสำนักงานเกษตรจังหวัดพังงาและสำนักงานเกษตรอำเภอทับปุดได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกผักเหมียง ซึ่งเป็นผักพื้นเมืองประจำถิ่นของจังหวัดพังงา และเป็นพืชที่ตลาดมีความต้องการมาก จึงได้สมัครเข้าร่วมโครงการ โดยได
ศ.ดร. สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ รักษาการแทนอธิการบดี ม.วลัยลักษณ์ เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ร่วมกับ 4 ภาคส่วน ประกอบด้วย ตัวแทนภาครัฐ ได้แก่ ปศุสัตว์จังหวัด เกษตรจังหวัด สหกรณ์จังหวัด เป็นต้น มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ในฐานะผู้จัดโครงการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในฐานะผู้ให้สินเชื่อ และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนจัดทำ “โครงการแม่พันธุ์และโคขุน (ศรีวิชัย) ประชารัฐ” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมเกษตรกรผู้เลี้ยงโคในพื้นที่มหาวิทยาลัยและชุมชนรายรอบให้เป็นผู้เลี้ยงโคแม่พันธุ์และโคขุนมืออาชีพ ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชนตามนโยบายประชารัฐ ตลอดจนเป็นสถานีวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาโคแม่พันธุ์และโคขุน เป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของเกษตรกรที่สนใจทางด้านการเลี้ยงโคดังกล่าวเพื่อให้มีรายได้เลี้ยงครอบครัวอย่างยั่งยืน โดยมีการขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวซึ่งจากการประชุมร่วมกันของ 4 ภาคส่วน เห็นด้วยและยินดีร่วมมือและให้การสนับสนุนโครงการดังกล่าวเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนเกษตรกรผู้เลี้ยงโค โดยสิ่งที่จะต้องเร่งดำเนินการหลังจากนี้คือการส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกร การพัฒนาแม่พันธุ์ให้
นางสาวเยาวนิตย์ บุรีรักษา ปศุสัตว์สกลนคร กล่าวว่า กรณีเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากร 4 นาย ถูกดักปล้นของกลางขณะกำลังกลับด่านที่จังหวัดมุกดาหาร ภายหลังการตรวจยึดเนื้อโค กระบือ เถื่อน เกือบ 4 ตัน ในพื้นที่อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นข้อสังเกตว่าขณะนี้มีการทำเป็นกระบวนการที่ใหญ่ขึ้น และน่าเป็นห่วงเรื่องสุขภาพในการบริโภคเนื้อ โดยเนื้อที่นำเข้ามาเป็นเนื้อต้องห้ามในบัญชีของกรมปศุสัตว์ที่ไม่ผ่านการรับรอง หวั่นว่าจะมีสารอันตรายได้ นางสาวเยาวนิตย์ กล่าวอีกว่า โดยเฉพาะเนื้อโคขุนโพนยางคำ ซึ่งเป็นอาชีพที่นำรายได้เข้าสู่จังหวัดสกลนคร จะมีผลกระทบหนัก อย่างไรก็ตาม ปศุสัตว์สกลนครจึงต้องวางมาตรการเข้มมากขึ้น จะต้องประสานงานกันระหว่างหน่วยงานต้นทางจากชายแดน เพื่อป้องปรามการลักลอบจนเนื้อเถื่อน หากปล่อยปละละเลยนอกจากจะได้บริโภคเนื้อที่ไม่ปลอดภัย ยังจะสูญเสียรายได้เกือบ 1 พันล้านบาท ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน
