โค
คุณทองพูล สุรทัด อยู่บ้านเลขที่ 20 หมู่ที่ 4 ตำบลบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ เป็นเกษตรกรต้นแบบของพี่น้องเกษตรกรรายอื่นๆ ในจังหวัดบึงกาฬ ที่สามารถเลี้ยงโคเนื้อแบบประณีตคือเลี้ยงในจำนวนที่ไม่มาก ดูแลได้ทั่วถึง ทำให้โคที่เลี้ยงมีสุขภาพดีเป็นที่ต้องการของตลาด โดยมีพ่อค้ามาจับจองขอซื้อถึงบ้านกันเลยทีเดียว คุณทองพูล เล่าให้ฟังว่า เดิมมีอาชีพทำเกษตรกรรมอยู่แล้ว คือการปลูกข้าวโพดหวาน ต่อมาเห็นบริเวณรอบบ้านยังพอมีพื้นที่ว่างอยู่ จึงมองว่าน่าจะทำเกี่ยวกับเรื่องปศุสัตว์เพื่อสร้างรายได้ จึงตัดสินใจนำโคเนื้อมาเลี้ยงเพื่อใช้พื้นที่บริเวณบ้านให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งการเลี้ยงจะเน้นให้มีแต่โคแม่พันธุ์เท่านั้น “ปี 2540 ช่วงแรกๆ ตอนที่จะเลี้ยงใช้เงินลงทุนไปประมาณ 30,000 บาท ซื้อเป็นแม่พันธุ์พร้อมลูกมา พอเราเห็นว่าพร้อมที่จะผสมพันธุ์ได้ ก็จะติดต่อให้ทางสำนักงานปศุสัตว์มาผสมเทียมให้ ก็ได้ลูกเพิ่มมาเรื่อยๆ ไม่ต้องซื้อเข้ามาเพิ่มอีก ซึ่งภายในฟาร์มจะเน้นเป็นสายพันธุ์บราห์มันขาว บราห์มันแดง ที่มีลูกผสมชาโรเลส์ โดยจะเน้นเลี้ยงให้มีแต่แม่พันธุ์อย่างเดียว ส่วนพ่อพันธุ์ไม่จำเป็นต้องมี เราสามารถผสมเทียม
การทำปศุสัตว์ในยุคนี้ได้มีการเลี้ยงเพื่อเป็นอาชีพเสริมมากขึ้น โดยผู้เลี้ยงไม่จำเป็นต้องเฝ้าสัตว์อยู่ในแต่ละวัน สามารถออกไปทำงานประจำในช่วงเวลาที่กำหนดได้ และหลังเลิกงานและช่วงวันหยุดก็มาดูแลสัตว์ที่เลี้ยงไว้ จึงเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมยามว่าง ที่คนรักการเลี้ยงสัตว์สามารถทำควบคู่เสริมไปพร้อมกับการทำงานประจำได้ คุณชัยวัฒน์ คัชเคียน อยู่บ้านเลขที่ 139 หมู่ที่ 1 ตำบลนาปัง อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน เป็นผู้ที่มีความผูกพันกับการทำปศุสัตว์มาตั้งแต่เด็ก เมื่อเติบใหญ่จนมีงานประจำทำและได้มาอยู่บ้าน เขาจึงเลี้ยงโคเนื้อเพื่อเป็นอาชีพเสริมรายได้อีกช่องทาง โดยใช้เวลาว่างหลังเลิกงานและวันหยุดมาดูแลโคที่เขาเลี้ยง สามารถเกิดเป็นรายได้หลักแสนต่อปีเลยทีเดียว ผูกพันกับการทำปศุสัตว์ มาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก คุณชัยวัฒน์ เล่าให้ฟังว่า เมื่อยังเป็นเด็กจำความได้ว่าเห็นครอบครัวเลี้ยงสัตว์มานานแล้ว สมัยนั้นครอบครัวเลือกเลี้ยงกระบือ โดยเขาเองก็จะช่วยคุณตาเลี้ยงอยู่เสมอๆ ในช่วงวันหยุดและหลังเลิกเรียน ต่อมาได้จำหน่ายกระบือออกไปทั้งหมดและซื้อโคเนื้อเข้ามาเลี้ยงแทนจึงทำให้เริ่มเลี้ยงโคมาจนถึงปัจจุบัน “พอเราโตขึ้น ต้องไปเรียนเร
โคเนื้อพันธุ์กำแพงแสน เกิดจากการพัฒนาให้มีเลือด 3 สายพันธุ์ คือ พันธุ์บราห์มัน 25 เปอร์เซ็นต์ พันธุ์พื้นเมือง 25 เปอร์เซ็นต์ และพันธุ์ชาโรเลส์ 50 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เป็นโคที่มีลักษณะเฉพาะตัว มีสีขาวครีมเหลืองทั้งตัวดูสง่างาม จึงถือว่าเป็นโคที่มีส่วนผสมผสานคุณสมบัติด้านดีของแต่ละสายพันธุ์เข้าด้วยกัน คือ สายพันธุ์บราห์มันมีลักษณะเด่นที่โครงสร้างร่างสูงใหญ่ แข็งแรง พันธุ์พื้นเมืองมีลักษณะเด่น คุ้นเคยและทนต่อสภาพอากาศได้ดี และสายพันธุ์ชาโรเลส์ สร้างเนื้อได้มาก คุณภาพดี โตไวในสภาพการเลี้ยงเพื่อขุนเป็นโคเนื้อ จึงถือได้ว่าโคเนื้อพันธุ์กำแพงแสน เป็นโคที่มีการปรับปรุงพันธุ์ที่มีคุณสมบัติดีเลิศ มีความสมบูรณ์พันธุ์ ได้แก่ มีความทนต่อสภาพอากาศจึงเหมาะสมที่เลี้ยงในสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย นอกจากนี้ โคยังเป็นสัดเร็ว ผสมติดง่าย ทำให้ได้ลูกโคทุกปีแม้วัวจะไม่ค่อยได้กินอาหารที่สมบูรณ์เท่าที่ควร ซึ่งการเลี้ยงสามารถปล่อยให้กินหญ้าตามทุ่งหญ้าทั่วไปได้เหมือนโคไร่ทุ่งทั่วไป แต่ถ้าต้องการส่งจำหน่ายเพื่อเป็นโคเนื้อที่มีเนื้อคุณภาพ การเลี้ยงต้องมีขั้นตอนมากขึ้นเป็นไปตามมาตรฐาน ดร.คณิต สุขรัตน์ ได้ศึกษาและเลี
“ดั้งเดิมนั้นผมเลี้ยงวัวพื้นเมือง โดยจะขายใน 2 แบบ คือ ขายให้กับพ่อค้าที่มารับซื้อโดยทั่วไป และอีกส่วนขายให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งจะนำไปเลี้ยงเป็นวัวลาน อันเป็นกีฬาพื้นบ้านที่นิยมกันในพื้นที่ จังหวัดเพชรบุรี นครปฐม ราชบุรี” “แต่ต่อมาต้องประสบปัญหาพื้นที่เลี้ยงวัวน้อยลง ทำให้เรามีปัญหาการขาดแคลนอาหาร ไม่สามารถไล่ต้อนให้ออกไปหากินหญ้าได้เหมือนเดิม จึงตัดสินใจเลิกเลี้ยง และเปลี่ยนมาเป็นเลี้ยงวัวพันธุ์แทน เพราะสามารถเลี้ยงอยู่กับบ้านได้ ไม่ต้องไปไล่ทุ่งเหมือนกับแต่ก่อน ทำมาจนถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว” คุณสุริยา พุ่มดอกไม้ หรือคุณไผ่ เป็นเจ้าของ ต้นไผ่ฟาร์ม ซึ่งตั้งอยู่ตั้งอยู่เลขที่ 4/4 หมู่ 2 ตำบลศิลาลอย อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โทร. 084-008-6625 บอกเล่าเรื่องราวของการประกอบอาชีพในช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้ หากพิจารณาถึงลักษณะโดยทั่วไปของฟาร์มแห่งนี้ไม่แตกต่างจากฟาร์มเลี้ยงวัวเนื้อของเกษตรกรรายย่อยที่มีอยู่กันโดยทั่วไปในทุกภาคของประเทศ โดยเน้นการอาศัยพื้นที่บริเวณบ้านแหล่งที่ตั้งของคอกเลี้ยงที่มีลักษณะสร้างแบบง่ายๆ ด้วยวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น และมีการใช้ประโยชน์จากหญ้าอ
“ดั้งเดิมนั้น ผมเลี้ยงวัวพื้นเมือง โดยจะขายใน 2 แบบ คือ ขายให้กับพ่อค้าที่มารับซื้อโดยทั่วไป และอีกส่วนขายให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งจะนำไปเลี้ยงเป็นวัวลาน อันเป็นกีฬาพื้นบ้านที่นิยมกันในพื้นที่ จังหวัดเพชรบุรี นครปฐม ราชบุรี” “แต่ต่อมาต้องประสบปัญหาพื้นที่เลี้ยงวัวน้อยลง ทำให้เรามีปัญหาการขาดแคลนอาหาร ไม่สามารถไล่ต้อนให้ออกไปหากินหญ้าได้เหมือนเดิม จึงตัดสินใจเลิกเลี้ยง และเปลี่ยนมาเป็นเลี้ยงวัวพันธุ์แทน เพราะสามารถเลี้ยงอยู่กับบ้านได้ ไม่ต้องไปไล่ทุ่งเหมือนกับแต่ก่อน ทำมาจนถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว” นายสุริยา พุ่มดอกไม้ หรือไผ่ เป็นเจ้าของ ต้นไผ่ฟาร์ม ซึ่งตั้งอยู่ เลขที่ 4/4 หมู่ที่ 2 ตำบลศิลาลอย อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โทร. 084-008-6625 บอกเล่าเรื่องราวของการประกอบอาชีพในช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้ หากพิจารณาถึงลักษณะโดยทั่วไปของฟาร์มแห่งนี้ไม่แตกต่างจากฟาร์มเลี้ยงวัวเนื้อของเกษตรกรรายย่อยที่มีอยู่กันโดยทั่วไปในทุกภาคของประเทศ โดยเน้นการอาศัยพื้นที่บริเวณบ้านแหล่งที่ตั้งของคอกเลี้ยงที่มีลักษณะสร้างแบบง่ายๆ ด้วยวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น และมีการใช้ประโยชน์จากหญ้าอาหารส
โคพันธุ์อเมริกันบราห์มัน เป็นอีกหนึ่งสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมในการเลี้ยง โดยส่วนมากจะเลี้ยงให้เป็นแบบเลือดร้อยโดยไม่นำสายพันธุ์อื่นเข้ามาผสม ด้วยเอกลักษณะประจำพันธุ์ที่โด่ดเด่น คือเป็นโคที่มีรูปร่างใหญ่ปานกลาง ตะโหนกใหญ่พอประมาณ ขนสั้นเกรียนมีสีขาวเทาและสีแดง และที่สำคัญเจริญเติบโตได้ดี หากินเก่ง เลี้ยงง่าย ทนต่อสภาพอากาศและโรคได้ดี คุณวิสิทธิ์ สุดใจ คุณวิสิทธิ์ สุดใจ อยู่บ้านเลขที่ 123 หมู่ที่ 3 ตำบลทับกวาง อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี เป็นเกษตรกรที่เลี้ยงโคสายพันธุ์อเมริกันบราห์มันเลือดร้อย โดยเริ่มจากการที่จะนำมากินหญ้าในสวนมะม่วง แต่เมื่อได้ทดลองเลี้ยงจึงเกิดความชื่นชอบและเลี้ยงมากว่า 10 ปี นอกจากจะเป็นการสร้างรายได้แล้ว เขายังมีความสุขที่ได้เลี้ยงโคเป็นอาชีพเสริมอีกด้วย คุณวิสิทธิ์ เล่าให้ฟังว่า เดิมสมัยก่อนนั้นทำงานอยู่บริษัทเอกชน ต่อมาจึงได้ลาออกและมาทำไร่ข้าวโพดเป็นอาชีพสร้างเงิน เมื่อการทำพืชไร่เริ่มลงตัวจึงเกิดความคิดที่อยากจะทำปศุสัตว์เพิ่มมาอีกหนึ่งอย่าง จึงได้เลือกเลี้ยงโคลูกผสมในปี 2547 ก็ยังไม่ตอบโจทย์ต่อความต้องการมากนัก ต่อมาปี 2550 จึงได้ปรับการเลี้ยงเป็นโคพันธุ์อเมร
คุณโสภณ ตาก้อง เจ้าของฟาร์มโค ตั้งอยู่ที่ ตำบลทุ่งบัว อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เป็นเกษตรกรที่เลือกเลี้ยงโคลูกผสมชาโรเลส์ เพราะราคาในการซื้อขายอยู่ในระดับที่เขาสามารถทำเรื่องการตลาดได้ และที่สำคัญยังสามารถพัฒนาเป็นโคเนื้อพันธุ์กำแพงแสนได้อีกด้วย จึงถือว่าเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับเขาได้เป็นอย่างดี ชีวิตผูกพัน กับการเลี้ยงโคมาตั้งแต่เด็ก คุณโสภณ เล่าให้ฟังว่า ทางครอบครัวเริ่มแรกเดิมทีก็มีอาชีพเลี้ยงโคมาตั้งแต่เขายังเด็ก แต่เป็นโคนมที่เลี้ยงเพื่อรีดน้ำนมดิบส่งขายให้กับแหล่งรับซื้อ ต่อมาคุณพ่อคุณแม่มีปัญหาเรื่องสุขภาพเพราะการเลี้ยงโคนมต้องมีเวลาทุกวันในการรีดนม จึงทำให้มองว่าการเลี้ยงโคนมอาจจะเป็นอาชีพที่ยังไม่ใช่คำตอบ ต่อมาจึงได้หาซื้อโคเนื้อมาเลี้ยงทดแทนโคนม เพราะโคเนื้อไม่ต้องใช้เวลาดูแลทุกวัน ก็สามารถเจริญเติบโตและสร้างเงินให้กับเขาได้ คุณโสภณ ตาก้อง และคุณพ่อคุณแม่ พร้อมกับโคพันธุ์กำแพงแสนที่ประกวดได้รางวัล “เรื่องโคนี่บอกเลยว่าผมชอบมาตั้งแต่เด็ก เราเห็นจากพ่อแม่เลี้ยงโคนม เสร็จแล้วก็เปลี่ยนมาเลี้ยงโคเนื้อ ผมก็ได้เลี้ยงและได้สัมผัสมากขึ้น จึงเกิดความชอบและอยากจะเลี้ยงจริ
สศก. เผย สถานการณ์โคเนื้อปี 61 จำนวนโคเนื้อทั้งประเทศ 4.92 ล้านตัว ระบุ แม้การผลิตโคเนื้อจะเพิ่มขึ้นจากปีก่อน แต่ยังคงไม่เพียงพอกับความต้องการบริโภคในประเทศ ด้านกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งเดินหน้าเพิ่มผลผลิต ส่งเสริมการเลี้ยงโค จัดทำยุทธศาสตร์โคเนื้อ ปี 61-65 พร้อมสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบการเปิดเสรีทางการค้าด้วยกองทุน FTA นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์โคเนื้อของไทยในปี 2561 (ข้อมูลพยากรณ์ ณ เดือนมิถุนายน 2561) พบว่า มีจำนวนโคเนื้อในประเทศทั้งหมด 4.92 ล้านตัว ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 4.89 และจากการติดตามสถานการณ์ด้านปศุสัตว์ของ สศก. พบว่า แม้การผลิตโคเนื้อและเนื้อโคคุณภาพจะเพิ่มขึ้น แต่ยังคงไม่เพียงพอกับความต้องการบริโภคภายในประเทศ ส่งผลให้ไทยต้องมีการนำเข้าเนื้อโคคุณภาพจากต่างประเทศโดยเฉพาะออสเตรเลีย อย่างไรก็ตาม จากการลดอัตราภาษีนำเข้าเนื้อโคจากออสเตรเลีย (Thailand-Australia Free Trade Agreement : TAFTA) และนิวซีแลนด์ (Thailand-New Zealand Closer Economic Partnership : TNZCEP) เหลือร้อยละ
นายคงฤทธิ์ บัวบุญ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดมหาสารคาม เปิดเผยว่า จ.มหาสารคาม มีพืชเศรษฐกิจที่สำคัญคือ ข้าว มันสำปะหลัง และอ้อย สัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญคือ โคเนื้อ และโคนม สำหรับข้าว อ้อย เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีหน่วยงานดูแลอยู่แล้ว แต่มันสำปะหลังยังไม่มีหน่วยงานไหนเข้ามาดูแลทำให้สุดท้ายประโยชน์ตกเป็นของพ่อค้าลานมันและโรงแป้ง ด้วยเหตุนี้สภาเกษตรกรจังหวัดมหาสารคามซึ่งมีการรับขึ้นทะเบียนองค์กรเกษตรกรอยู่ โดยมีกลุ่มองค์กรที่ผลิตมันสำปะหลัง 8 องค์กร จาก 3 อำเภอ ได้ปรึกษาศึกษาค้นคว้าหาทิศทางในการที่จะพัฒนามันสำปะหลังอยู่เป็นปีก็ได้ข้อสรุปว่าหากจะปลูกมันสำปะหลังแล้วขายหัวมันสดไม่มีทางจะแก้ปัญหา ความยากจนได้ยังไงก็ขาดทุน ทั้งนี้ จังหวัดมหาสารคามมีสหกรณ์โคนม 2 แห่ง คือ สหกรณ์โคนมมหาสารคาม จำกัด และสหกรณ์โคนมโคกก่อ จำกัด ทั้ง 2 แห่งซื้อมันเส้นหรือมันสำปะหลังตากแห้งจากพื้นที่อื่นและต่างประเทศ จึงได้เชิญตัวแทนจากทั้ง 2 สหกรณ์ และเกษตรกรผู้ผลิตมันสำปะหลังร่วมพูดคุยและตกลงกันว่าสหกรณ์ทั้ง 2 แห่ง จะซื้อผลผลิตมันเส้นตากแห้งจากกลุ่มเกษตรกรในจังหวัด ช่วงแรกเกษตรกรใช้วิธีขุดหัวมันมาสับแล้วตาก สหกรณ์โคนมทั้ง 2 แห่ง
ฝ่ายเกษตร สกว. รวมกับ คณะเทคโนโลยีการเกษตร สจล. จัดอบรม หลักสูตรการเพิ่มมูลค่าโคเนื้อ ให้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ และ นักวิชาการ หวังสร้าง “ผลิตภัณฑ์โค” ให้เป็นเงินล้าน ภายใต้ยุทธศาสตร์โคเนื้อ เมื่อไม่นานมานี้ ฝ่ายเกษตร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ร่วมกับ คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.) จัดอบรมหลักสูตรการเพิ่มมูลค่าโคเนื้อ ให้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ และ นักวิชาการ (ต้น กลาง ปลายน้ำ) ช่วงระหว่างวันที่ 30 มี.ค. 61 – 2 เมษายน 2561 ณ ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยีเนื้อสัตว์ อาคารบุนนาค คณะเทคโนโลยีการเกษตร สจล. โอกาสนี้ รศ.ดร.ประภาพร ขอไพบูรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายเกษตร สกว. กล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญถึงแนวทางการส่งเสริมการเลี้ยงโคในมิติต่างๆ ประกอบกับปัจจุบัน ประเทศไทยผลิตโคเนื้อลดลง เน้นการส่งออกมากกว่าบริโภคภายในประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศจีน ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จึงมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการจัดทำยุทธศาสตร์โคเนื้อ โดย รศ.ดร.จุ
