ไบโอชาร์
ในยุคที่เกษตรสมัยใหม่ให้ความสำคัญกับ “ดินมีชีวิต” มากกว่าการใช้ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียว ไบโอชาร์และน้ำส้มควันไม้เริ่มกลายเป็นนวัตกรรมเด่นที่เกษตรกรทั่วโลกจับตามอง เพราะไม่ใช่แค่การจัดการเศษชีวมวลให้เกิดประโยชน์ แต่คือการสร้างระบบฟื้นฟูดินแบบยั่งยืนด้วยวิทยาศาสตร์ของคาร์บอนและจุลินทรีย์ธรรมชาติ ไบโอชาร์ที่ผลิตจากการเผาแบบควบคุมอุณหภูมิในระบบไพโรไลซิส ไม่เพียงเป็นถ่านรูพรุนที่เก็บน้ำและดูดซับธาตุอาหารได้ดี แต่ยังเป็น “บ้านชั้นดี” ให้จุลินทรีย์ดินนับหมื่นล้านเซลล์ต่อกำมือได้อยู่อาศัยและทำงานเต็มประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกัน น้ำส้มควันไม้ซึ่งเกิดจากกระบวนการเผาถ่านแบบไร้ควัน ก็เป็นผลพลอยได้ที่มีคุณค่าทางเกษตรอย่างยิ่ง ทั้งด้านการควบคุมศัตรูพืช กระตุ้นการเจริญเติบโต การทำไบโอชาร์คุณภาพสูงและน้ำส้มควันไม้บริสุทธิ์ จึงไม่ใช่เพียงเทคนิคการเผาถ่านธรรมดา แต่เป็นองค์ความรู้ที่เชื่อมโยงตั้งแต่การเลือกเตา กระบวนการผลิต ไปจนถึงความเข้าใจเรื่องวัฏจักรของสสารและจุลินทรีย์ในดิน เพื่อให้ผู้ใช้ได้ผลผลิตที่ทรงพลังต่อสิ่งแวดล้อม ดิน และพืชในระยะยาวอย่างแท้จริง พลังคาร์บอน คืนชีวิตให้ดินและฟื้นเกษตรธรรมชาติ ถ่าน
อว. โดย นาโนเทค สวทช. เดินหน้าวิจัยและพัฒนา “ไบโอชาร์” (Biochar) วัสดุคาร์บอนจากชีวมวล นวัตกรรมที่จะเปลี่ยนของเหลือจากภาคเกษตร ให้กลายเป็นวัสดุคาร์บอนหมุนเวียนสารพัดประโยชน์ สร้างทีมพัฒนานวัตกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ออกแบบ “ระบบปฏิกรณ์เชิงความร้อน” กำลังการผลิตไบโอชาร์ 300 กก. ต่อชีวมวล 1 ตัน นำร่องจับมือพันธมิตรด้านพลังงาน ทดสอบใช้งานระดับกึ่งอุตสาหกรรม หวังเป็นแหล่งพลังงานชีวภาพ ทางเลือกใหม่สำหรับโรงไฟฟ้าชีวมวลและโรงไฟฟ้าถ่านหินในอนาคต พร้อมต่อยอดการใช้ประโยชน์หลากหลายทั้งด้านพลังงาน ภาคเกษตร การบำบัดน้ำ และวัสดุก่อสร้างสีเขียว ขับเคลื่อนความมั่นคงทางพลังงาน การเกษตร การบริหารจัดการน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ดร. ภญ. อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า นาโนเทค สวทช. มีกลยุทธ์วิจัยเพื่อชาติ ด้วยการสร้างนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์จริง เดินหน้าตามแนวคิด Innovate, Collaborate and Grow ที่จะให้ความสำคัญกับ 3 ปัจจัย คือ นวัตกรรม, ความร่วมมือกับพันธมิตร และการเติบ
ปัญหาขยะอาหาร (Food Waste) เป็นปัญหาที่ทั่วโลกกำลังจับตามองเพราะในปี 2562 พบว่าทั่วโลกมีปริมาณอาหารขยะมากกว่า 931 ล้านตัน จากการรายงานของ Food Waste Index Report 2021 โดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาติ (UNEP) ซึ่งนอกจากจะเป็นการทิ้งอาหารให้สูญเปล่าแล้วยังเป็นต้นเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากถึง 8% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก เมื่อมองกลับมาที่ประเทศไทย จากรายงานสถานการณ์มลพิษของประเทศไทยปี 2565 โดยกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) พบว่าในปี 2565 มีขยะอาหารสูงถึง 9.68 ล้านตัน โดยคิดเป็นสัดส่วนของขยะอาหารในขยะมูลฝอยชุมชนสูงถึง 38% ซึ่งขยะอาหารส่วนมากจะเป็นเปลือกผลไม้และส่วนที่รับประทานไม่ได้ การจัดการขยะอาหารเพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ให้ได้อีกครั้งจึงเป็นหนทางสำคัญในการแก้ปัญหา เพียงแต่วิธีการนี้ก็ยังไม่ถูกใช้อย่างจริงจัง “การจัดการขยะอาหารโดยทั่วไป คือ การนำไปทำอาหารสัตว์ หมักทำปุ๋ย ทำน้ำหมักก่อนที่จะนำส่วนที่ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ไปฝังกลบ ซึ่งกระบวนการนี้มีต้นทุนพอสมควร โดยเฉพาะค่าขนส่งที่ค่อนข้างสูง ทำให้มีผู้นำขยะอาหารไปใช้ประโยชน์ต่อค่อนข้างน้อย ทางทีมวิจัยจึงมองหาทางเลือกในการจัดการ
