ไบโอชาร์
ในสวนหรือพื้นที่เกษตรหลังจากการตัดแต่งกิ่งไม้ เก็บเกี่ยวผลผลิต หรือกำจัดวัชพืช มักมีเศษวัสดุเหลือทิ้งจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นกิ่งไม้ ใบไม้ แกลบ ซังข้าวโพด เปลือกผลไม้ หรือเศษพืชต่างๆ หลายพื้นที่เลือกกำจัดด้วยการเผาทิ้ง ซึ่งนอกจากจะไม่ได้ใช้ประโยชน์จากวัสดุเหล่านั้นแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดควันและมลพิษทางอากาศ อีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถทำได้ในระดับครัวเรือนและฟาร์ม คือการนำเศษวัสดุเหล่านี้มาผ่านกระบวนการ “ไพโรไลซิส (Pyrolysis)” หรือการให้ความร้อนกับวัสดุชีวมวลในสภาวะที่มีออกซิเจนน้อย เพื่อเปลี่ยนวัสดุอินทรีย์ให้กลายเป็น ถ่านชีวภาพ หรือ Biochar ถ่านชีวภาพไม่ได้เป็นเพียง “ถ่าน” ที่นำมาเผาแล้วใช้เป็นเชื้อเพลิง แต่เป็นวัสดุคาร์บอนที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ในดิน ช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวในดิน และเป็นแหล่งอาศัยของจุลินทรีย์ได้ จึงถูกนำมาประยุกต์ใช้ในงานเกษตรเพื่อช่วยปรับปรุงคุณสมบัติของดินและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ที่สำคัญ เกษตรกรสามารถเริ่มต้นจากวัสดุที่มีอยู่ในสวน ไม่จำเป็นต้องซื้อวัตถุดิบใหม่ และสามารถทำในระดับเล็กเพื่อทดลองกับแปลงของตัวเองก่อนได้ Biochar หรือถ่านชีวภาพ คือวัสดุคาร์บอนที่ได้จา
ในพื้นที่ตำบลหนึ่งที่ผู้คนกว่าร้อยละ 80 ประกอบอาชีพปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ การเกษตรคือวิถีชีวิตที่สืบทอดกันมานาน แต่ปัญหาหนึ่งที่อยู่คู่ไร่มาเสมอ คือกองซากซังข้าวโพด เศษไม้ และวัสดุเหลือทิ้งในแปลงที่ย่อยสลายยาก ชาวบ้านจึงทำอย่างที่ปู่ย่าตายายเคยทำ คือ “เผา” เพื่อเตรียมดินสำหรับการปลูกใหม่ในครั้งถัดไป จนวันที่แนวคิดใหม่เริ่มผลิบานขึ้นในใจของ คุณถนอม เขียวอ้อม ประธานวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่มองเห็นปัญหาที่ต้องเผชิญซ้ำแล้วซ้ำเล่า และตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ทำไมของเสียที่ดูไร้ค่า จะกลายเป็นประโยชน์ไม่ได้?” เพราะทำให้ต้นทุนการไถกลบสูงขึ้น และบางครั้งกระทบถึงผลผลิตในรอบถัดไป สิ่งที่เคยคิดว่าเป็นเพียงเศษซาก จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการมองหาโอกาสใหม่ในกองของเหลือเหล่านั้น “พอมีแนวคิดว่าอยากจะเอาของเหลือที่ได้จากการปลูกข้าวโพดมาสร้างประโยชน์ให้ได้มากที่สุด ผมก็ได้ประสานให้ทางกรมส่งเสริมการเกษตรเข้ามาช่วย ทั้งในเรื่ององค์ความรู้และวัสดุอุปกรณ์ ต่อมาเกิดการเรียนรู้และสร้างเป็นผลิตภัณฑ์มีรายได้สู่ชุมชน” เมื่อของเสียกลายเป็นคุณค่า จุดเริ่มต้นของไบโอชาร์ คุณถนอม เล่าว่า สมาชิกในกลุ่ม
ป้าจันทร์เสียงจริงตัวจริงมาแล้ว! 📢 30 ตุลาคมนี้ เจอกัน! ที่โซนตลาด Green Market มิตรรักแฟนคลับป้าจันทร์… เกียมตัวให้พร้อม! 30 ตุลาคมนี้ ป้าจันทร์แห่ง “เกษตรสวนศิลป์หนองมน” ตัวจริง เสียงจริง ขนทัพสมุนไพรอินทรีย์ เดินทางมาเจอกันที่งานแล้วจ้า! 🌱✨ รอบนี้ป้าจันทร์ไม่ได้มาเล่นๆ แต่มาพร้อมกับแนวคิด “อโรคยาเคลื่อนที่” ดูแลสุขภาพแบบพึ่งพาตนเอง ใครอยากได้ไอเดียทำน้ำหมักผลไม้อินทรีย์ไว้กินเอง หรืออยากหาอาชีพเสริมจากสินค้าสุขภาพ ไม่ควรพลาด! ไฮไลท์เด็ดที่ป้าจันทร์ขนมาปล่อยของคลังน้ำหมักช่วยระบบย่อย เน้นๆ และทีเด็ด Rare Item 💎 🔥 พิเศษสุดๆ มี ซีอิ๊วสูตรเด็ด ไปให้ชิมฟรีในงานด้วย! ปักหมุดรอเลย 📌 วันที่ 30 ตุลาคมนี้ มาเจอคุณป้าจันทร์ได้ที่งานสัมมนาเทคโนโลยีชาวบ้าน “NEXT MOVE เกษตรไม่เหมือนเดิม” ใครอยากสุขภาพดี อยากได้ไอเดียต่อยอดธุรกิจเกษตรอินทรีย์ ห้ามพลาดเด็ดขาด! แล้วเจอกันนะคะ! 💚 📌 รีบจองด่วนก่อนที่นั่งเต็ม! ทั้งหมดนี้เพียง 490 บาท จากราคาปกติ 690 บาทสำรองที่นั่ง โทร 02-589-2222 ต่อ 1555, 1554, 1550หรือ Inbox เพจ เทคโนโลยีชาวบ้าน m.me/480010195361254ลงทะเบียนเข้าร่
ฉลองครบรอบ 39 ปี เทคโนโลยีชาวบ้าน ชวนมาเปิดมุมมองใหม่ในงานสัมมนา “เทคโนโลยีชาวบ้าน NEXT MOVE เกษตรไม่เหมือนเดิม” งานเดียวที่จะพาคุณไปดูว่า…วันนี้เกษตรกรต้องปรับตัวอย่างไร เพื่ออยู่รอดและสร้างรายได้ในอนาคต ดินโทรม ปลูกอะไรก็ไม่งาม…ลองเปลี่ยน “เศษไม้” ให้กลายเป็นตัวช่วยกู้ดิน! เศษไม้ เศษกิ่งไม้ หรือเศษพืชในสวน อย่าเพิ่งมองว่าเป็นของเหลือทิ้ง เพราะสามารถนำมาเปลี่ยนเป็น “ถ่านไบโอชาร์” ตัวช่วยฟื้นฟูดิน เพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำและเก็บธาตุอาหาร ปลูกพืชอะไรก็โต สร้างเงินล้านได้อย่างยั่งยืน 14.30-15.30 น. พบกับเวที Talks “เปลี่ยนเศษไม้ในสวนเป็น ‘ถ่านไบโอชาร์’ สูตร ‘กู้ดินโทรม’ ปลูกพืชเงินล้าน” พูดคุยกับ คุณเจนนิเฟอร์ อินเนส-เทเลอร์ (น้องเจนทำฟาร์ม) คุณณัฐวุฒิ จันทร์เรือง เจ้าของจันทร์เรืองฟาร์ม ร่วมพูดคุยถึง หัวใจสำคัญของการทำไบโอชาร์คืออะไร วิธีทำไบโอชาร์ใช้เอง เปลี่ยนเศษพืชในไร่ให้กลายเป็นคาร์บอนมูลค่าสูง ฟื้นฟูดินโทรมให้กลับมาอุ้มน้ำและปุ๋ย ถ้าคุณกำลังเจอปัญหา ดินเสื่อม ดินแน่น ปลูกแล้วไม่โต หรืออยากลดของเหลือทิ้งในแปลงให้เกิดประโยชน์ เวทีนี้มีคำตอบที่นำไปต่อยอดได้จริง . เปิดขายบัตรแล้ว ร
การชาร์จถ่านไบโอชาร์ (Biochar charging) ก่อนนำไปใช้ทางการเกษตร มีเป้าหมายหลักคือ ทำให้รูพรุนของไบโอชาร์มีน้ำ ธาตุอาหาร และจุลินทรีย์อยู่ก่อน เพื่อไม่ให้ไบโอชาร์ไปดึงสิ่งเหล่านี้จากดินในช่วงแรก ทำไมต้องชาร์จไบโอชาร์ 1. ป้องกันการดึงธาตุอาหารจากดิน 2. ไบโอชาร์มีรูพรุนและพื้นที่ผิวสูง จึงสามารถดูดจับ N, P, K และธาตุอาหารอื่นๆ 3. ถ้าใส่ไบโอชาร์ที่ยังไม่ได้ชาร์จลงดิน อาจเกิดการจับธาตุอาหารไว้ชั่วคราว ทำให้พืชได้รับธาตุอาหารช้าลงในระยะแรก 4. เพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำ 5. เมื่อน้ำเข้าไปอยู่ในรูพรุนก่อน ไบโอชาร์จะช่วยเก็บน้ำในบริเวณรากได้ดีขึ้น เหมาะกับดินทราย ดินลูกรัง และดินอินทรียวัตถุต่ำ 6. เติมธาตุอาหารเข้าไปในไบโอชาร์ สามารถใช้สิ่งเหล่านี้ชาร์จได้ เช่น ปุ๋ยหมัก น้ำหมักอินทรีย์ มูลไก่หมัก ปุ๋ยคอกที่ผ่านการหมัก ปุ๋ย N P K ในอัตราที่เหมาะสม 7. ช่วยให้จุลินทรีย์ตั้งถิ่นในรูพรุน รูพรุนของไบโอชาร์เป็นพื้นที่ที่จุลินทรีย์บางชนิดสามารถอาศัยและหลบหลีกการถูกรบกวนได้ เมื่อชาร์จร่วมกับปุ๋ยหมักหรือวัสดุอินทรีย์ จึงช่วยให้เกิดระบบ ไบโอชาร์–จุลินทรีย์–รากพืช ได้เร็วขึ้น 8. ลดผลกระทบจากความ
ท่ามกลางแรงกดดันของภาคเกษตรไทยทั้งเรื่องต้นทุนที่พุ่งสูง สภาพดินที่เสื่อมโทรม และโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้น “ไบโอชาร์” กำลังถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในคำตอบใหม่ของระบบการผลิตที่ยั่งยืนมากขึ้น ดร.สัญชัย คูบูรณ์ จากทีมวิจัยตัวเร่งปฏิกิริยา (CAT) กลุ่มวิจัยการเร่งปฏิกิริยาระดับนาโน การดูดซับและการคำนวณ (NCAS) นาโนเทค สวทช. อธิบายว่า ในหลายประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่นและออสเตรเลีย ไบโอชาร์ถูกนำไปใช้ในภาคเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในฐานะวัสดุปลูกทดแทนพีทมอส และเป็นสารปรับปรุงดินที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต มีข้อมูลจากงานวิจัยจำนวนมากรองรับว่า การใช้ไบโอชาร์ร่วมกับปุ๋ยสามารถลดการใช้ปุ๋ยลงได้ประมาณ 20% โดยไม่กระทบต่อผลผลิต ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของวัสดุชนิดนี้ในฐานะเครื่องมือช่วยลดต้นทุนในระยะยาว “เมื่อหันกลับมามองบริบทของประเทศไทยยังพบว่า การใช้งานไบโอชาร์ยังไม่แพร่หลายมากนัก ส่วนหนึ่งมาจากข้อจำกัด ด้านต้นทุนการผลิตที่ยังสูง เมื่อเทียบกับวัสดุปลูกทั่วไปในตลาด รวมถึงการรับรู้ของผู้ใช้งานที่ยังไม่เข้าใจคุณสมบัติ และวิธีการใช้อย่างถูกต้อง ทำให้ไบโอชาร์ยังคงอยู่ในสถานะเท
เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ร่วมกับกรมพัฒนาที่ดิน ลงนามความร่วมมือ 5 ปี นำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาช่วยจัดการดินให้เกษตรกรไทย ความร่วมมือครั้งนี้เอาความรู้เรื่องดินของกรมพัฒนาที่ดินที่คลุกคลีอยู่ในพื้นที่จริง มาผสานกับความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี “ถ่านชีวภาพ” หรือไบโอชาร์ ของศูนย์เอ็มเทค เป้าหมายคือทำให้เกษตรกรมีเครื่องมือและข้อมูลใช้ตัดสินใจปรับปรุงดินได้แม่นยำขึ้น ไม่ใช่แค่งานวิจัยที่อยู่ในห้องแล็บ สำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นและเป็นประโยชน์กับเกษตรกร เริ่มจากการพัฒนาฐานข้อมูล “Biochar Index” ที่จะบอกคุณสมบัติและวิธีใช้ไบโอชาร์ให้เหมาะกับดินแต่ละแบบ ช่วยให้เกษตรกรเลือกใช้ได้ตรงจุด ไม่เสียของ ควบคู่ไปกับการพัฒนาชุดตรวจวิเคราะห์ดิน หรือ Soil Test Kit แบบใช้งานง่าย ให้เกษตรกรหรือเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ตรวจสภาพดินเบื้องต้นได้เอง ไม่ต้องรอส่งแล็บ นอกจากนี้ยังมีการร่วมมือกับองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) พัฒนาวิธีประเมินความอุดมสมบูรณ์และความมีชีวิตของดินให้เหมาะกับบริบทไทย แ
เกษตรกรรมในศตวรรษนี้ไม่ได้เผชิญเพียงความท้าทายจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงเท่านั้น แต่ยังต้องรับมือกับปัญหาดินเสื่อมโทรมและดินเค็มที่กำลังขยายตัวในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีพื้นที่ดินเค็มนับล้านไร่ ส่งผลให้ผลผลิตลดลง ต้นทุนเพิ่มขึ้น และความหวังของเกษตรกรจำนวนไม่น้อยค่อยๆ เลือนหายไปพร้อมกับความอุดมสมบูรณ์ของผืนดิน ท่ามกลางความท้าทายดังกล่าว “ไบโอชาร์” กำลังถูกจับตามองในฐานะนวัตกรรม ที่อาจเปลี่ยนของเหลือทางการเกษตร ให้กลายเป็นเครื่องมือฟื้นฟูดินอย่างยั่งยืน โดย ดร.บัวหลวง ฝ้ายเยื่อ จากสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า ไบโอชาร์ไม่ได้เป็นเพียงถ่านธรรมดา แต่เป็นวัสดุที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยฟื้นฟูดิน เพิ่มผลผลิต และสร้างความยั่งยืนให้กับระบบเกษตรในระยะยาว ไบโอชาร์ ไม่ใช่ถ่านหุงต้มแต่คือเครื่องมือฟื้นฟูดิน ดร.บัวหลวง เล่าว่า แม้รูปลักษณ์ภายนอกไบโอชาร์จะคล้ายถ่านทั่วไป แต่ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่วัตถุประสงค์การใช้งาน ถ่านหุงต้มถูกผลิตขึ้นเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงและให้พลังงานขณะที่ไบโอชาร์ถูกผลิตขึ้นเพื่อใช้ปรับปรุงคุณภาพดินโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็
เมื่อฝนเริ่มมา ปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 ในภาคเหนือก็เริ่มคลี่คลายลงตามฤดูกาล แต่เบื้องหลังหมอกควันที่เกิดขึ้นทุกปี คือปัญหาวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรที่ยังรอการจัดการอย่างจริงจัง ประเด็นนี้เป็นหนึ่งในเรื่องที่สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. ให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการหาแนวทางลดการเผาในพื้นที่เกษตรเพื่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเพิ่มมูลค่าจากทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชน “ไบโอชาร์” หรือถ่านชีวภาพ จึงกลายเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ถูกจับตามอง เพราะสามารถช่วยเปลี่ยนของเหลือทิ้งจากภาคการเกษตร ให้กลายเป็นประโยชน์ต่อทั้งดิน สิ่งแวดล้อม และรายได้ของเกษตรกรได้ในเวลาเดียวกัน ที่ผ่านมา เกษตรกรจำนวนไม่น้อยเลือกใช้วิธี “เผา” เพื่อกำจัดเศษวัสดุหลังการเก็บเกี่ยว ไม่ว่าจะเป็นฟางข้าว ซังข้าวโพด กิ่งไม้ หรือเศษพืชต่างๆ เพราะเป็นวิธีที่สะดวกและต้นทุนต่ำ แต่การเผากลับกลายเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM 2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของผู้คนในวงกว้าง แม้หลายหน่วยงานจะพยายามส่งเสริมการนำเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ เช่น กา
หลังจาก “เทคโนโลยีชาวบ้าน” ได้เผยแพร่เรื่องราวการทำถ่านไบโอชาร์ของ สวนไผ่โป๋ยแจ่ม จ.สระแก้ว ออกไป ปรากฏว่าแฟนๆ ให้ความสนใจล้นหลาม และคอมเมนต์เข้ามาถามถึงกระบวนการทำและวิธีใช้ประโยชน์กันเยอะมาก ทีมงานไม่รอช้า รีบต่อสายตรงถึง พี่ประสาน สุขสุทธิ์ เจ้าของสวนไผ่โป๋ยแจ่ม สระแก้ว อีกครั้ง เพื่อขอสูตรแบบเจาะลึกทุกขั้นตอน ตั้งแต่วิธีคิด วิธีผลิต ไปจนถึงวิธีใช้บำรุงดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด มาแจกให้พี่น้องเกษตรกรได้เอาไปลงมือทำตามกัน พี่ประสานอธิบายถึงกระบวนการคิด การผลิตและการใช้ประโยชน์ถ่านไบโอชาร์จากไผ่ซางหม่นเพื่อใช้ในการเกษตร โดยยกตัวอย่างการปลูกไผ่ซางหม่นระยะปลูก 4×4 เมตร จะได้จำนวนต้น 100 ต้นต่อไร่ ผลผลิตที่จะได้จากไผ่ที่ได้มีดังนี้ โดยการผลิตถ่านไบโอชาร์ของที่สวน จะใช้เตาคู่แฝดซึ่งเป็นผลงานวิจัยของ ผศ.ดร.แพรทอง เหลาภา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ สกลนคร ลักษณะถ่านไบโอชาร์ที่ได้ถ้าดูจากลักษณะทางกายภาพก็จะเห็นเป็นก้อน แต่ถ้าซูมรูปภาพดูใกล้ๆ จะเห็นว่าในถ่านไบโอชาร์จากไม้ไผ่ซางหม่นจะมีรูพรุนสูงมาก นี่คือลักษณะรูพรุนของไผ่ซางหม่น สวนไผ่โป๋ยแจ่ม จังหวัดสระแก้ว (เน้นย้ำว่า
