กรีดยาง
เมื่อเร็วๆ นี้ ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาเสถียรภาพราคายาง ครั้งที่ 6 ของสมาคมประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติ (The Association of Natural Rubber Producing Countries: ANRPC) มุ่งให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยีการผลิตยาง ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมหามาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาราคายางพาราให้มีเสถียรภาพร่วมกัน ย้ำทุกมาตรการต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศสมาชิกผู้ปลูกยาง ณ โรงแรมแม่น้ำ รามาดาพลาซ่า กรุงเทพมหานคร นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การประชุมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาเสถียรภาพราคายาง ครั้งที่ 6 ของสมาคมประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติ (The Association of Natural Rubber Producing Countries: ANRPC) โดยในครั้งนี้มีผู้แทนจากประเทศสมาชิกทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน จำนวน 10 ประเทศ จากทั้งสิ้น 12 ประเทศ เข้าร่วม ประกอบด้วย บังกลาเทศ กัมพูชา อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ปาปัวนิวกินี ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา เวียดนาม และไทย โดยเป็นการหารือร่วมกันในการแก้ปัญหาสถานการณ์ราคายางที่ยังคงอยู่ในภาวะวิกฤต ส่งผลกระทบต่อประเทศในกลุ่มผู้ผลิ
นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ จะหารือกับกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ถึงนโยบายการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ตามที่รัฐบาลสนับสนุนให้มีการใช้ยางมากขึ้นในหน่วยงานรัฐ ซึ่งในเบื้องต้นกระทรวงเกษตรฯ ได้ทำหนังสือถึงกระทรวงมหาดไทย เพื่อขอให้มีการสำรวจความต้องการและพิจารณาว่าการจัดทำโครงการ กิจกรรมของหน่วยงานท้องถิ่นใดบ้างที่สามารถใช้ส่วนผสมของยางพาราได้ ซึ่งกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นๆ ได้ทำหนังสือเวียนแจ้งจังหวัด และขอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จัดทำโครงการกิจกรรมดังกล่าว ทั้งนี้ โครงการกิจกรรมใดๆ ที่เข้าข่ายให้ใช้ยางพาราเป็นส่วนผสมนั้น จะได้รับการยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการปฏิบัติพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ข้อ 32 การจัดซื้อจัดจ้างเงินสะสมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีวงเงินเกิน 5 แสนบาท แต่ไม่เกิน 2 ล้านบาท สามารถดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีการสอบราคาเป็นกรณีเฉพาะราย โดยให้ก่อหนี้ผูกพันให้แล้วเสร็จภายใน 4 เดือน ระหว่างวันที่ 21 ธ.ค. 2560 – 20 เม.ย. 2561 “การใช้ยางพาราในองค์กรปกครองส่วนท้อง
การยางแห่งประเทศไทย ชี้แจงมาตรการหยุดกรีดยาง 2 ล้านไร่ ช่วงเดือน พ.ค.-ก.ค. ยังเป็นเพียงแนวคิดเท่านั้น เปิดรับฟังทุกภาคส่วนเสนอความเห็นร่วมกันเพื่อวิเคราะห์ความเหมาะสมและเป็นไปได้ของมาตรการหยุดกรีดนี้ ว่าจะเกิดผลดีผลเสียเช่นไรต่อสถานการณ์ยางพาราในประเทศไทย ก่อนนำมาตรการดังกล่าวนี้มาใช้ ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การหยุดกรีดยางในพื้นที่สวนยางของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งกำลังดำเนินการอยู่นั้น เป็นส่วนหนึ่งของโครงการควบคุมปริมาณผลผลิต ภายใต้มาตรการการรักษาเสถียรภาพราคายางที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำมาใช้เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางควบคู่ไปกับมาตรการต่างๆ โดยเน้นเฉพาะในช่วงเดือน ม.ค. – มี.ค. 61 ต่อมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีแนวคิดขยายการหยุดกรีดยางเพิ่มเติมออกไปในพื้นที่ของประชาชนทั่วไปที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง จำนวน 2 ล้านไร่ ในช่วงเวลา 3 เดือน คือ เดือน พฤษภาคม-กรกฎาคม 2561 อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ปริมาณผลผลิตในตลาดลดลง(supply) ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้ราคายางเพิ่มสูงขึ้นตามกลไกตลาด “ขอย้ำว่าการขยายโครงการหยุดการกรีดยาง (tapping holiday) ยังคงเป็นเพียงแนวคิด
เกษตรกรชาว ต.นาตาล่วง อ.เมืองตรัง นำนวัตกรรมการเจาะยาง มาใช้แทนการกรีดยาง ควบคู่กับการใช้ฮอร์โมน เพื่อแก้ปัญหาฝนตก หน้าเปียก ทำให้มีผลผลิตเพิ่มขึ้น 3 เท่า และมีรายได้แน่นอน นายจิรโชติ จรูญศักดิ์ วัย 48 ปี หรือโกซึ้งน้ำยาง เกษตรกรหมู่ที่ 5 บ้านทุ่งควน ในเขตเทศบาลตำบลนาตาล่วง อำเภอเมืองตรัง ได้ประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรมการกรีดยางพารายุคใหม่ เพื่อเอาชนะปัญหาดินฟ้าอากาศ อันเนื่องมาจากสภาพฝนที่ตกชุกในพื้นที่ภาคใต้เกือบตลอดทั้งปี จนกรีดยางได้เดือนละไม่กี่วันเท่านั้น สร้างผลกระทบต่อรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกรอย่างยิ่ง กระทั่งเมื่อมีการนำระบบปิดมาใช้กับสวนยาง ทำให้กรีดได้แม้วันฝนตก และหน้ายางเปียก หรือต้นเปียก รวมทั้งไม่ต้องรีบเร่งเก็บน้ำยาง เพราะถึงมีฝนตกลงมา ผลผลิตก็ไม่เสียหาย จึงสามารถกำหนดวันกรีด การเก็บ และรายได้ อย่างแน่นอน ทั้งนี้ เป็นผลมาจากประสบการณ์ในการใช้ฮอร์โมน หรือสารเอทิลีน มาช่วยควบคุมการหยดของน้ำยางเพื่อให้เกิดความสมดุลย์ มานานถึง 15 ปี จากนั้น ล่าสุดได้พัฒนามาสู่วิธีการเจาะยางด้วยสว่านขนาด 5 มิลลิเมตร แทนการกรีดยางด้วยมีด พร้อมต่อสายยาง ขนาดความยาว 25 ซม. ไปยังจอกยางชนิดที่มี
เมิ่อวันที่ 26 มิถุนายน ที่ศาลปกครองจังหวัดนครศรีธรรมราช นายมนัส บุญพัฒน์ นายกสมาคมคนกรีดยางและชาวสวนยางรายย่อย พร้อมด้วยตัวแทนกลุ่มวิสาหกิจชุมชน และเครือข่าย 9 องค์กร ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อศาลปกครองเพื่อขอให้ชะลอการใช้กฎหมายแรงงาน และขอให้พิจารณาออกคำสั่งคุ้มครอง จนกว่าผู้ประกอบการจะหาแรงงานใหม่มาทดแทน นายมนัสกล่าวว่า เนื่องจากการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 22 มิ.ย.2560 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันถัดมา ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการผลิตยางแผ่นดิบ ยางแผ่นรมควัน ซึ่งเป็นการผลิตเพื่อสร้างค่าราคาของน้ำยางพาราให้กับเกษตรกรโดยส่วนใหญ่ ทั้งนี้ จะต้องผ่านการผลิตตามขั้นตอน คือ ผลิตแผ่นยางดิบและรมควัน และคัดแยกชนิดยางตามชั้นมาตรฐานของกรมวิชาการเกษตรซึ่งจำเป็นจะต้องใช้ฝีมือแรงงานที่ผ่านการทำงานมาเป็นที่แน่ใจ เพราะโรงงานรมยางรายย่อยจำนวนมากใช้แรงงานต่างด้าว อาจต้องปิดตัว เพราะผลกระทบจากมาตรา 44 ที่ออกประกาศให้กฎหมายแรงงานฉบับใหม่บังคับใช้เพื่อป้องกันแรงงานทาส การเรียกร้องเราไม่ได้ร้องให้ยกเลิกกฎหมาย เพื่อเป็นปรปักษ์กับรัฐ แต่ร้องเพื่อคุ้มครองขยายเวลา และต้องการให้หน่ว
นายสมชาย บริพันธุ์ เกษตรจังหวัดพังงา เปิดเผยว่า ในช่วงนี้เริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูกาลผลัดใบของต้นยางพารา ในพื้นที่ภาคใต้ถือเป็นช่วงปิดกรีดยาง เกษตรกรจึงควรให้ต้นยางหยุดพัก เนื่องจากเป็นช่วงที่ไม่มีใบ ทำให้ไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ หากยังฝืนกรีดในช่วงยางผลัดใบจะทำให้เกิดโรคหน้ายางแห้ง และเสี่ยงที่จะทำให้ต้นยางตายได้ โดยทั่วไปแล้วหลังจากที่ต้นยางผลิใบใหม่และเจริญเป็นใบแก่แล้วจึงเริ่มกรีดใหม่ จะใช้ระยะเวลา ประมาณ 2 เดือน เนื่องจากการกรีดในช่วงนี้ จะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในระยะที่ต้นยางกำลังผลิใบใหม่ เพราะการกรีดติดต่อกันหลายวันจะทำให้ผลผลิตต่ำ ปริมาณเนื้อยางแห้งลดลง การสิ้นเปลืองสูง ทำให้ระยะเวลาการกรีดถึงเปลือกงอกใหม่น้อยลง เปลือกงอกใหม่บาง กระทบต่อการกรีดซ้ำและต้นยางแสดงอาการเปลือกแห้งสูง ซึ่งมีผลกระทบต่อผลผลิตในระยะยาว การกรีดถี่ทำให้อายุการกรีดสั้นลง เกษตรกรจึงต้องโค่นต้นยางในระยะเวลาเร็วขึ้น ทำให้ได้รับผลผลิตน้ำยางและปริมาณไม้ลดลงตามลำดับ การหยุดพักกรีดในช่วงฤดูผลัดใบช่วยให้ต้นยางได้สะสมธาตุอาหารเพื่อสร้างความเจริญเติบโต มีความสมบูรณ์ และให้ผลผลิตสู
วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 นายสิทธิพร ดวงมาลา ชาวสวนยางพาราบ้านแสนเจริญ ตำบลวิศิษฐ์ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่าระยะนี้อากาศเริ่มเข้าสู่หน้าแล้งฝนหยุดตกมานานและยังเป็นระยะที่ต้นยางพาราผลัดใบทำให้ต้นยางให้น้ำยางน้อยกว่าหน้าฝนและต้นหน้าหนาว ตนมีพื้นที่ปลูกยางพาราจำนวน 6 ไร่ จากเคยขายยางก้อนถ้วยได้ 350-400 กิโลกรัม ก็ขายได้แค่ 250 กิโลกรัม ลดลงประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงหน้าฝนต้นหน้าหนาวจะกรีดยาง 2 วันหยุดพัก 1 วัน แต่ระยะนี้ต้องกรีดยาง 1 วันพัก 1 วัน หรือไม่ก็กรีด 1 วัน พัก 2 วัน ในหนึ่งเดือนก็ขายยางก้อนถ้วย 2 ครั้ง แม้ระยะนี้ต้นยางพาราผลัดใบ ก็ต้องกรีดเพราะทุกคนก็ต้องมีค่าใช้จ่ายทุกวัน ยางที่ขายล่าสุดเป็นยางก้อนถ้วยค้างคืนได้กิโลกรัมละ 41 บาท ราคายางระดับนี้ทำให้เกษตรกรทุกคนพอใจ ถ้าราคาเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เกษตรกรก็ยิ้มได้ มีความสุขมีเงินเก็บไว้ใช้ ดีกว่าที่ผ่านๆ มา ก่อนหน้านี้ที่ยางก้อนถ้วยเคยราคาตกถึงกิโลกรัมละ 15 บาท ถ้ายางก้อนถ้วยราคากิโลกรัมละ 40 บาทขึ้นไปเกษตรกรก็มีความสุขมากขึ้น เศรษฐกิจก็จะดีขึ้นตามไปด้วย เพราะเกษตรกรมีกำลังซื้อมากยิ่งขึ้น สำหรับราคายางพารา ณ ตลาดกลาง
