กศน. อำเภอปากพนัง
ในอดีต ชาวปากพนังส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา แต่มีรายได้น้อย จึงเปลี่ยนมาทำนากุ้ง ที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า ทุกพื้นที่ของอำเภอปากพนัง มองไปทางไหนก็เห็นสว่างไสวไปด้วยแสงไฟจากบ่อกุ้ง แต่ไม่นานก็มีอันล่มสลายเพราะสภาพสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม ส่งผลให้นากุ้งนับแสนไร่กลายเป็นนากุ้งร้าง เกษตรกรในพื้นที่หมู่ที่ 3 บ้านบางพระ ตำบลปากแพรก อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเลี้ยงกุ้งเป็นจำนวนมาก ก็ประสบปัญหาโรคกุ้งและผลกระทบจากสภาพธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไปไม่เอื้อต่อการเลี้ยงกุ้ง ทำให้ประสบภาวะขาดทุน ต้องหยุดเลี้ยงกุ้งในที่สุด หลังจากมีการก่อสร้างประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ (ประตูน้ำปากพนัง) เสร็จสมบูรณ์ บ่อกุ้งที่เคยปล่อยทิ้งร้างจึงถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง ภายใต้โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่เข้ามาส่งเสริมการเพาะเลี้ยงปลาน้ำจืด กศน.อำเภอปากพนัง ช่วยพลิกฟื้นนากุ้งร้าง คุณสุรศักดิ์ อนันต์ ผู้อำนวยการ กศน.อำเภอปากพนัง ได้ให้ความสำคัญกับการพลิกฟื้นนากุ้งร้าง จึงมอบหมายให้ คุณโศภิษฐา มาศแสวง ครู กศน.ตำบลปากแพรก จัดทำเวทีประชาคมเพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาและความต้องการของช
จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นเมืองแห่งศาสนา โดดเด่นด้านประเพณีวัฒนธรรม รวมทั้งด้านการศึกษา ปัจจุบัน จังหวัดนครศรีธรรมราช มีมหาวิทยาลัยที่เปิดสอน 7 แห่ง และมีศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ในระดับ กศน. อำเภอ จำนวน 23 อำเภอ กศน. ตำบล จำนวน 169 ตำบล ดูแลจัดการศึกษาระดับหมู่บ้าน จำนวน 1,551 หมู่บ้าน ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ คุณเกษร ธานีรัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดนครศรีธรรมราช (สำนักงาน กศน. จังหวัดนครศรีธรรมราช) ที่มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนทุกเพศทุกวัย ได้มีโอกาสเรียนรู้ตลอดชีวิต กศน. จังหวัดนครศรีธรรมราช สำนักงาน กศน. จังหวัดนครศรีธรรมราช ดูแลรับผิดชอบด้านการศึกษา ประกอบด้วย งานการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน งานการศึกษาต่อเนื่อง งานการศึกษาตามอัธยาศัย นอกจากนี้ ได้ติดตามการขับเคลื่อนการนำนโยบายของรัฐบาล นโยบายของสำนักงาน กศน. และนโยบายของจังหวัดนครศรีธรรมราช ทั้งนี้ เพื่อนำข้อมูลจากการนิเทศติดตามผลการดำเนินงาน ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะ มาปรับปรุงและพัฒนางานให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้นต่อไป ภารกิจหลักของสำนักงาน กศน. จังหวัดน
“ผ้าปาเต๊ะ” หรือผ้าบาติก (Batik) เป็นเครื่องนุ่งห่มที่เป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีต้นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในประเทศอินโดนีเซีย คำว่า “ปาเต๊ะ”หรือ “บาติก” มาจากภาษาชวา ใช้เรียกชื่อผ้าที่มีลวดลายเป็นจุด ซึ่งวิธีการทําผ้าปาเต๊ะจะใช้เทียนปิดส่วนที่ไม่ต้องการให้ติดสี และใช้วิธีการแต้ม ระบาย หรือย้อมในส่วนที่ต้องการให้ติดสี ผ้าปาเต๊ะบางชิ้นอาจผ่านขั้นตอนการปิดเทียน แต้มสี ระบายสี และย้อมสีหลายๆ ครั้ง ส่วนผ้าปาเต๊ะอย่างง่าย อาจทําโดยการเขียนเทียนหรือพิมพ์เทียน แล้วจึงนําไปย้อมสีที่ต้องการ สมัยก่อนคนชวานิยมใช้ผ้าปาเต๊ะ ในลักษณะ 1. โสร่ง (Sarung) เป็นผ้าที่ใช้นุ่งโดยการพันรอบตัว 2. สลินดัง (salindang) หมายถึง ผ้าซึ่งใช้นุ่งทับกางเกงของบุรุษ หรือเรียกว่า “ผ้าทับ” เป็นผ้าที่เน้นลวดลายประดับเป็นกรอบหรือชาย 3. อุเด็ง (udeng) หรือผ้าคลุมศีรษะ โดยทั่วไปจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ผ้าชนิดนี้สุภาพบุรุษใช้โพกศีรษะเรียกว่า “ซุรบาน” สำหรับสตรีจะใช้ทั้งคลุมศีรษะ และปิดหน้าอกเรียกว่า “คิมเบ็น” (kemben) ต่อมามีการดัดแปลงเป็นเครื่องแต่งกายประเภทอื่นๆ ใช้กันทุกเพศทุกวัย จนกลายเป็นเครื่องแต
“ตำบลขนาบนาก” อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นพื้นที่ปลายน้ำอยู่ติดทะเลอ่าวไทย มีแหล่งน้ำธรรมชาติที่ชาวบ้านเรียกว่า คลองหัวไทร และคลองหน้าโกฏิ ซึ่งเป็นคลองขุดใหม่เชื่อมต่อชายฝั่งทะเล ทำให้ตำบลขนาบนากมีแหล่งน้ำ 3 ชนิด ในพื้นที่เดียวกัน คือ น้ำจืด น้ำเค็ม และน้ำกร่อย อาชีพหลักดั้งเดิมของชาวตำบลขนาบนากคือ การทำนา กับการทำไร่ จากช่วงปี พ.ศ. 2530 เกิดกระแสการเลี้ยงกุ้งทะเลในบ่อเชิงอุตสาหกรรมทำให้พื้นที่ทำนาและพื้นที่ไร่จาก ถูกปรับเปลี่ยนกลายเป็นบ่อเลี้ยงกุ้งทะเลจำนวนมาก หลังจากประสบปัญหาการเลี้ยงกุ้งทะเลล้มเหลว ชาวบ้านก็หันกลับมาทำไร่จากอีกครั้ง ภายหลังรัฐบาลได้ดำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังฯ ทำให้ชาวขนาบนากหันมาทำอาชีพเกษตรกรรมหลากหลายรูปแบบมากขึ้น ได้แก่ การทำนา การทำไร่จาก การเลี้ยงกุ้งทะเลในบ่อและการทำประมงในลำน้ำ ซึ่งชาวบ้านแต่ละกลุ่มมีความต้องการใช้น้ำไม่สอดคล้องกัน ชาวนาต้องการน้ำจืด ไร่จากต้องการน้ำกร่อย ส่วนฟาร์มกุ้งทะเลและทำประมงในลำน้ำต้องการน้ำเค็ม ชาวไร่จากจึงทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอให้สร้างโซนน้ำกร่อยสำหรับไร่จากโดยเฉพาะไร่จากที่อยู่ในเขตน้ำเค็ม เพราะน้ำเค็มจัดทำให้
