การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม
ชุมชนบ้านสนวนนอก อำเภอห้วยราช จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวไหมที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้การผลิตผ้าไหมแบบครบวงจรทุกขั้นตอน ตั้งแต่การปลูกหม่อน เก็บใบหม่อนไปเลี้ยงไหม การเลี้ยงไหม ให้อาหารตัวไหม การเลี้ยงไหม สาวไหม ไปจนถึงการฟอก ย้อม มัดหมี่ ทอผ้า แปรรูป กระทั่งถึงการสร้างสรรค์ลวดลายต่างๆ บนผืนผ้าไหม การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผ้าไหม เช่น กระเป๋าอเนกประสงค์ พวงกุญแจ ตุ๊กตาผ้า ผ้าหางกระรอก เป็นผ้าทอโบราณที่มีลักษณะลวดลายเรียบง่าย แต่แฝงด้วยความประณีตและงดงาม ใช้เทคนิคการทอผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ของชนเผ่าไทคือ “การควบเส้น” มีลักษณะลวดลายเล็กๆ ในตัวมีสีเหลือบมันวาวระยับดูคล้ายเส้นขนของหางกระรอก การทอผ้าหางกระรอกหรือ ““กะนีว” พบมากในแถบอีสานใต้ ได้แก่ นครราชสีมา สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี และบุรีรัมย์ นิยมใช้เพียงสีเขียวควบเหลือง หรือแดงควบเหลือง ชุมชนบ้านสนวนนอก ได้นำเอกลักษณ์การทอผ้าดังกล่าวมาประยุกต์กับภูมิปัญญาท้องถิ่นจนได้ “ผ้าหางกระรอกคู่ตีนแดง” ซึ่งเป็นสินค้าผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ประจำชุมชนบ้านสนวนนอก และยังได้รับคัดเลือกเป็นผ้าประจำจังหวัดบุรีรัมย์ นอกจากนี้ ชุมชนบ้าน
ผ้าไหมเป็นอีกหนึ่งสินค้าขึ้นชื่อของไทย เพราะในหลายพื้นที่มีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมที่แตกต่างกันไป ซึ่งเอกลักษณ์ของการทอผ้านั้นทำให้ผู้ทอเกิดเป็นรายได้ เพราะการทอผ้าผู้ทอค่อนข้างมีการรวมกลุ่มที่เข้มแข็ม และสามารถสร้างสรรค์งานต่างๆ ออกมาได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญเกิดเป็นรายได้ประจำให้กับชุมชน อย่างน้อยก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางการสร้างรายได้ยามว่างจากการทำงานทางด้านการเกษตรอื่นๆ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดศรีสะเกษได้ผลักดันผ้าไหมเก็บบ้านเมืองหลวง เป็นผ้าไหมเก็บบ้านเมืองหลวง GI ศรีสะเกษ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียน GI เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ในปี พ.ศ. 2557 โดยผ้าไหมเก็บบ้านเมืองหลวง คือ ผ้าไหมทอมือด้วยกี่ทอผ้าแบบพื้นบ้านให้เกิดลวดลายจากผ้า เรียกว่า ลายลูกแก้ว ย้อมสีดำด้วยผลมะเกลือ อบด้วยสมุนไพร ทำให้ผ้าไหมมีกลิ่นหอมและมีการปักลวดลายด้วยเส้นไหมสีต่างๆ หรือมีการปักแซวให้มีความสวยงาม และเป็นเอกลักษณ์ซึ่งผลิตในพื้นที่ ตำบลเมืองหลวง อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ ผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมเก็บบ้านเมืองหลวง ประกอบด้วย ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ กระเป๋า ย่าม ผลิตตามขนาด และรูปแบบที
ดร.ทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลติดตาม โครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด ของกลุ่มแปลงใหญ่ หม่อนไหมรุ่งเรือง ตำบลคลองกระจัง อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งมีกรมหม่อนไหม เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก โดยทางกลุ่มได้เข้าร่วมโครงการเมื่อปีงบประมาณ 2564 ได้รับงบประมาณสนับสนุน จำนวน 2.87 ล้านบาท ในการก่อสร้างอาคารเก็บผลผลิตเพื่อรอจำหน่าย โรงเรือนอุปกรณ์การเลี้ยงไหม อาคารห้องประชุมและห้องสำหรับถ่ายทอดความรู้ และปัจจัยการผลิตในการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม จากการติดตามผลการดำเนินโครงการ โดยศูนย์ประเมินผล สศก. พบว่า กลุ่มแปลงใหญ่หม่อนไหมรุ่งเรือง มี นางนพมาศ มูลสุวรรณ เป็นผู้จัดการแปลง เกษตรกรสมาชิก 30 ราย พื้นที่ 312 ไร่ โดยงบประมาณที่ได้รับการสนับสนุน ส่งผลให้ทางกลุ่มมีรายได้จากการเลี้ยงไหมในโรงเรือนด้วยกล่องขนาดความจุ 3 กล่อง รวมตัวไหม 120,000 ตัว (เฉลี่ยกล่องละ 40,000 ตัว) ซึ่งในระยะเวลา 1 ปี สามารถเลี้ยงหมุนเวียนได้ 6 รอบการผลิต คิดเป็นผลผลิตไหมรวม 900 กิโลกรัมต่อโรงเรือนต่อปี ราคาจำหน่ายรังไหมเฉลี่ย 200
กรมหม่อนไหมแนะนำเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในฤดูหนาว ควรปลูกพืชคลุมดินให้ต้นหม่อนเพื่อป้องกันการระเหยของน้ำจากดิน และเลี้ยงไหมให้เหมาะสมตามสภาพอากาศและความชื้น นายสันติ กลึงกลางดอน รองอธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า ในช่วงหลังจากหมดฤดูฝนเข้าสู่ฤดูหนาว ที่ประเทศไทยมีอากาศหนาวเย็น ซึ่งมีสภาพอากาศแห้งแล้ง ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในบางพื้นที่ อาจจะประสบปัญหาต้นหม่อนขาดน้ำ เนื่องจากดินที่ปลูกหม่อนขาดความชื้น ต้นหม่อนมีการคายน้ำมาก ทำให้ชะงักการเจริญเติบโต ปริมาณใบหม่อนที่ได้ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงไหมและมีคุณภาพต่ำ เกษตรกรจึงควรหมั่นดูแลแปลงหม่อนอย่างสม่ำเสมอ โดยใส่อินทรียวัตถุและปุ๋ยคอกในแปลงหม่อนเพื่อให้ดินร่วน น้ำสามารถซึมลงผิวดิน และซับน้ำไว้ได้ดี ใช้วัสดุคลุมผิวดินเพื่อรักษาความชื้น ป้องกันความร้อนจากแสงแดด อาทิ ฟางข้าว เปลือกถั่ว ซังข้าวโพด แกลบดิบ เป็นต้น ส่วนการให้น้ำ ควรให้น้ำต้นหม่อนอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง โดยวิธีเปิดร่องปล่อยน้ำเข้าแปลง หรือการใช้ระบบน้ำหยดในแปลงหม่อน ในกรณีที่เกษตรกรมีแหล่งน้ำและสามารถให้น้ำได้ ควรให้น้ำแปลงหม่อน 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ นอกจากนี้ ควรทำแนวป้อ
กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงนามความร่วมมือ กับกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ในการฝึกอาชีพให้กับผู้ต้องขังในเรือนจำทั่วประเทศ เช่น “เรือนจำชั่วคราวเขาระกำ” อ.เขาสมิง จ.ตราด ได้มีทักษะความรู้ ประสบการณ์เรื่องการปลูกหม่อนและเเปรรูปผลิตภัณฑ์จากหม่อนไหม เพื่อเป็นแนวทางสร้างอาชีพเลี้ยงตนเอง พบว่า ผู้ต้องขัง ที่เข้าร่วมโครงการเมื่อพ้นโทษออกไปแล้ว ส่วนใหญ่สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประกอบอาชีพการเกษตร โดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้เป็นแนวทางในการดำรงชีวิต นางสาวศิริพร บุญชู อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า กรมหม่อนไหม ได้ร่วมมือกับกรมราชทัณฑ์ คืนคนดีสู่สังคม โดยจัดอบรมอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแก่ผู้ต้องขังก่อนการปลดปล่อย เพื่อมีความรู้ติดตัวไปสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน สำหรับเรือนจำที่มีพื้นที่ว่างเพียงพอ กรมหม่อนไหมจะเข้าไปส่งเสริมความรู้การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอย่างครบวงจร ตั้งแต่การปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ปลูกหม่อนผลสด สาวเส้นไหม ฟอกย้อมสีเส้นไหม ทอผ้าไหม และแปรรูปผลิตภัณฑ์ หลายอย่าง อาทิ ชาหม่อน แปรรูปหม่อนผล ผลิตรังไหมสดเพื่อจำหน่าย ฯลฯ
