การผลิตกาแฟอินทรีย์
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กาแฟมาแล้วในช่วงปี 2552-2556 และช่วงปี 2560-2564 ซึ่งเป็นช่วงที่กำลังดำเนินการในปัจจุบัน มุ่งที่จะให้ประเทศไทยเป็นผู้นำการผลิตและการค้ากาแฟคุณภาพในอาเซียนก้าวสู่ตลาดโลก คงมีเวลาดำเนินการเหลืออยู่อีก 1 ปี ในปี 2564 มีการเผยแพร่ตัวเลขการผลิตกาแฟในประเทศช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2557-2561) สรุปว่าการผลิตกาแฟโรบัสต้ามีสัดส่วน 69% ลดลงทั้งพื้นที่ปลูก (เหลือ 182,214 ไร่ ในปี 2561) ผลผลิตรวม (เหลือ 13,845 ตัน ปี 2561) และผลผลิตต่อไร่ (เหลือ 76 กิโลกรัม ปี 2561) ส่วนกาแฟอาราบิก้ามีสัดส่วน 31% พื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นเป็น 75,547 ไร่ ผลผลิตรวมเพิ่มขึ้นเป็น 9,772 ตัน แต่ผลผลิตต่อไร่ลดลงเหลือ 129 กิโลกรัม และในเร็วๆ นี้ เราจะได้เห็นแผนพัฒนากาแฟแห่งชาติ ปี 2563-2573 ซึ่งอยู่ระหว่างการร่างแผนพัฒนาฯ นี้มีจุดเด่นที่น่าสนใจคือต้องการให้มีการบริหารจัดการกาแฟแบบครบวงจรบนพื้นฐานของศักยภาพและอัตลักษณ์ของกาแฟไทย ภายใต้การผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พัฒนาระบบมาตรฐานการผลิตในระดับฟาร์มถึงผู้บริโภคโดยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน พัฒนาคุณภาพเมล็ดกาแฟสู่มาตร
พื้นที่กว่า 1,000 ไร่ ของการปลูกกาแฟบนดอยช้าง ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย เป็นพื้นที่ปลูกกาแฟของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกาแฟอินทรีย์รักษาป่าบ้านดอยช้าง ที่มีสมาชิกจำนวน 64 คน ระยะเวลาการก่อตั้งกลุ่มถึงปัจจุบัน 7 ปี มีแนวทางการผลิตกาแฟแบบอินทรีย์ งดเว้นการใช้สารเคมีทุกชนิด เพื่อให้ได้กาแฟปลอดสารและนำไปสู่การผลิตแบบอินทรีย์ ซึ่งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกาแฟอินทรีย์รักษาป่าบ้านดอยช้างกลุ่มนี้ ได้รับการันตีว่า เป็นกาแฟอินทรีย์ไปเรียบร้อยแล้ว โดยบริษัทที่รับซื้อกาแฟของกลุ่ม ส่งเจ้าหน้าที่ของบริษัทเข้ามาตรวจสอบและรับรองมาตรฐานอินทรีย์ให้ผลผลิตทั้งหมดของกลุ่มวิสาหกิจอินทรีย์ฯ แห่งนี้ ถูกตีตราแบรนด์ขายทั้งในและต่างประเทศ จึงเป็นเครื่องการันตีได้ว่า กาแฟจากแหล่งนี้มีคุณภาพที่ดี คุณภาคภูมิ แลเฌอกู่ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกาแฟอินทรีย์รักษาป่าบ้านดอยช้าง มีหน้าที่ดูแลสมาชิกกว่า 200 ครัวเรือน เล่าว่า เกษตรกรที่ปลูกกาแฟเกือบทั้งหมดเป็นชาวเขาเผ่าอาข่า การประกอบอาชีพ แม้จะทำการเกษตร ก็จะปลูกพืชในพื้นที่เดิมไม่เกิน 10 ปี จากนั้นจะย้ายพื้นที่ปลูกไปถางพื้นที่ใหม่ ในลักษณะที่เรียกว่า การทำไร่เลื่อนลอย เมื่อ
