การเลี้ยงแพะเนื้อ
จังหวัดแพร่ มีพื้นที่เกษตรกรรม 821,162 ไร่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ปลูกข้าว ที่เหลือปลูกพืชไร่ ไม้ผลไม้ยืนต้น พืชผัก แต่มีหลายพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมสำหรับเพาะปลูกพืช เกษตรกรบางส่วนจึงปรับลดพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมในการปลูกพืชและหันมาเลี้ยงแพะเนื้อแทน แพะเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่เลี้ยงง่าย ทนทานต่อทุกสภาพภูมิอากาศ ใช้พื้นที่ในการเลี้ยงน้อย ขยายพันธุ์ไว ลงทุนน้อยและให้ผลตอบแทนเร็ว ขณะเดียวกันสามารถนำมูลแพะไปใช้แทนปุ๋ยเคมีในเรือกสวนไร่นาได้ซึ่งส่งเสริมเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ ปลอดสารเคมีได้อีกทางหนึ่ง เนื่องจากการเลี้ยงแพะเนื้อของภาคเหนือมีจำนวนน้อยไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ด้วยภูมิสังคมของจังหวัดแพร่ที่มีปัจจัยเอื้อต่ออาชีพการเลี้ยงแพะ ทั้งเรื่องพืชอาหารสัตว์ ช่องทางการตลาดเชื่อมโยงไปยังประเทศเพื่อนบ้านและประเทศจีนที่มีความต้องการบริโภคเนื้อแพะ รวมพลังกลุ่มผู้เลี้ยงแพะ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้เลี้ยงแพะ – แกะ จังหวัดแพร่ นับเป็นแหล่งเรียนรู้
นายชีวิต เม่งเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 ชัยนาท (สศท.7) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จังหวัดชัยนาท มีนโยบายส่งเสริมการสร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้กับเกษตรกร โดยลดพื้นที่ปลูกข้าวมาปลูกพืชชนิดอื่นหรือปรับเปลี่ยนอาชีพที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า ซึ่งการเลี้ยงแพะเนื้อ เป็นสินค้าทางเลือกที่น่าสนใจ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ส่งเสริมให้เกษตรกรพัฒนาอาชีพการเลี้ยงแพะให้ยั่งยืน มีผลผลิตที่มีคุณภาพเพียงพอต่อการบริโภคซึ่งเป็นทางเลือกที่ช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรอีกอาชีพหนึ่ง เนื่องจากการเลี้ยงแพะเนื้อใช้พื้นที่เลี้ยงต่อตัวน้อยและที่สำคัญเลี้ยงง่าย กินอาหารพวกพืชได้หลายชนิด ส่งเสริมการเพิ่มรายได้โดยใช้หลัก “การตลาดนำการผลิต” ที่ทำแล้วได้ผลจริง หากมองถึงสถานการณ์การผลิตแพะเนื้อในจังหวัดชัยนาท (ข้อมูล ณ ธันวาคม 2563) พบว่า มีเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะ 778 ราย จำนวน 30,883 ตัว มีการเลี้ยงกระจายในทุกอำเภอ ซึ่งอำเภอที่เป็นแหล่งผลิตสำคัญได้แก่ สรรคบุรี และสรรพยา นิยมเลี้ยงสายพันธุ์ลูกผสมบอร์ เนื่องจากเลี้ยงง่าย โตเร็ว อัตราการให้ลูกแฝดสูง เป็นที่นิยมของตลาด ซึ่งใ
การเลี้ยงแพะเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่น่าสนใจ เพราะเป็นสัตว์ที่ให้ลูกเร็ว โตเร็ว ลงทุนน้อย ขายได้เร็ว อีกทั้งไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่มาก รวมถึงตลาดยังมีความต้องการสม่ำเสมอต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ ขณะเดียวกัน คนไทยมีศักยภาพที่เลี้ยงแพะได้เก่ง ประกอบกับความเอื้ออำนวยของสภาพพื้นที่และสภาพอากาศ ทำให้การเลี้ยงแพะเป็นอาชีพที่น่าสนใจแล้วมีชาวบ้านหันมาทำกันเพิ่มมากขึ้น ทั้งเป็นอาชีพเสริมและหลัก คุณดิเรก มะหะหมัด อยู่บ้านเลขที่ 10 ไมตรีจิต 7/1 แขวงสามวาตะวันออก เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ มีอาชีพการเกษตรกรรมหลายอย่าง ทั้งการทำนา รับจ้างทั่วไปทางเกษตร เลี้ยงวัว และเลี้ยงแพะเนื้อหรือแพะขุน คุณดิเรกชี้ว่า เลี้ยงแพะได้ประโยชน์มากกว่าวัว เพราะมีข้อดีหลายอย่าง ทั้งการมีลูกเร็ว ลงทุนน้อย ขายได้เร็ว และตลาดยังมีความต้องการตลอดเวลา เพียงแต่การเลี้ยงแพะมีความยุ่งยากกว่า เพราะต้องเลี้ยงหลายตัว ดังนั้น หากเทียบการลงทุนระหว่างเลี้ยงแพะกับวัวด้วยจำนวนเงินที่เท่ากันแล้วจะพบว่าการเลี้ยงแพะคุ้มค่ากว่า แนวทางการเลี้ยงแพะเนื้อของชาวบ้านรายนี้จะซื้อแพะที่มีความเด่นของแต่ละสายพันธุ์มาผสมกันเพื่อให้ได้แพะที่ตรงตามความต้องการ
นายพลเชษฐ์ ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์การผลิตแพะเนื้อภาคตะวันตก ปี 2563 ในเขตพื้นที่ 7 จังหวัด (กาญจนบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์) ซึ่งพบว่า ภาคตะวันตกเป็นแหล่งผลิตแพะเนื้อที่สำคัญของประเทศ เนื่องจากมีสภาพภูมิอากาศเหมาะสม อากาศโปร่ง ความชื้นต่ำ และเป็นสินค้าทางเลือกสำคัญที่มีอนาคตในภูมิภาค ปัจจุบันมีการเลี้ยงแพะเนื้อ (ข้อมูลจากกรมปศุสัตว์) จำนวน 148,528 ตัว เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มีจำนวน 134,811 ตัว (เพิ่มขึ้น 13,717 ตัว หรือร้อยละ 10) ซึ่งตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ ประเทศมาเลเซีย ส่งออกมากถึงร้อยละ 85 ส่วนร้อยละ 10 ส่งออกประเทศเวียดนาม และอีกร้อยละ 5 จำหน่ายภายในประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่การบริโภคเนื้อแพะนิยมในกลุ่มชาวมุสลิม ทำให้ตลาดมาเลเซียมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง เพราะการเลี้ยงแพะเนื้อในประเทศมาเลเซียทำได้ยาก เนื่องจากสภาพภูมิอากาศค่อนข้างชื้น ส่งผลให้แพะสุขภาพไม่แข็งแรง เป็นโรคง่าย และโตช้า ผลผลิตจึงไม่เพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ จากการติดตามของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 จังหวัดราช
