การแปรรูป
“ปลาเค็ม” เป็นผลิตภัณฑ์ซึ่งเกิดจากภูมิปัญญาการแปรรูปสืบทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น ด้วยลักษณะของพื้นที่อำเภอสิเกา ที่มีอาณาเขตติดกับชายฝั่งทะเลอันดามัน ประชาชนบางส่วนจึงประกอบอาชีพประมง ซึ่งการออกหาปลาของชาวประมงในแต่ละครั้งจะได้ปลาจำนวนมาก โดยปลาบางส่วนจะส่งจำหน่ายไปยังแพปลาของชุมชน แล้วจะมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อไปจำหน่ายต่อ ส่วนปลาที่ราคาไม่ค่อยดี ชาวบ้านจะนำมาแปรรูปเป็นปลาเค็มเพื่อยืดอายุการเก็บรักษา สำหรับไว้บริโภคในครัวเรือนและจำหน่ายสร้างรายได้ เช่นเดียวกับ คุณศุภวรรณ อั้นเต้ง ประธานวิสาหกิจชุมชนอาหารทะเลแปรรูปปลาเค็มกางมุ้งอำเภอสิเกา ซึ่งยึดอาชีพการแปรรูปปลาเค็มกางมุ้งจำหน่ายสร้างรายได้จนเป็นที่รู้จักและเป็นสินค้าเด่นของจังหวัดตรัง คุณศุภวรรณ เล่าย้อนให้ฟังว่า เดิมตนเองนั้นยึดอาชีพแม่ค้าขายอาหารทะเลอยู่ในตลาดสดเทศบาลสิเกา โดยรับซื้อมาจากชาวประมงในชุมชน ซึ่งเป็นอาหารทะเลสด จึงมีแนวคิดจะเพิ่มสินค้าจำหน่ายในร้านของตนเองจากวัตถุดิบที่มี และบวกกับความรู้ภูมิปัญญาในด้านของการทำปลาเค็ม จึงรวมกลุ่มกับสมาชิกเริ่มทดลองแปรรูปเป็นปลาแดดเดียว ปลาเค็ม และกุ้งแห้ง แต่เป็นวิธีการผลิตแบบเดิมๆ โดยการตากแด
อำเภอหาดสำราญ เป็นอำเภอที่ติดทะเล ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมง เนื่องจากความอุดมสมบูรณ์ของทะเล จึงมีสัตว์น้ำ เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา ฯลฯ อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ถือเป็นแหล่งอาหารทะเลที่อุดมสมบูรณ์ เมื่อวัตถุดิบทางทะเลมีปริมาณมาก สามารถนำไปจำหน่ายในตลาดและนำมาแปรรูปทำเป็นปลาเค็มไว้รับประทาน กรมส่งเสริมการเกษตร มีนโยบายส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของวิสาหกิจชุมชน เสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่าย ให้สามารถบริหารจัดการกลุ่ม แปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการที่เข้มแข็งในอนาคต รวมทั้งเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานราก ดังนั้น สำนักงานเกษตรอำเภอหาดสำราญ โดย คุณนนท์นภนต์ นาพอ เกษตรอำเภอหาดสำราญ และ คุณจันจิรา ขันเงิน นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ เกษตรตำบลหาดสำราญ ส่งเสริมให้กลุ่มปลาเค็มกางมุ้ง จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน ตามแนวทางการดำเนินงานของกรมส่งเสริมการเกษตร คุณเกษร ณ พัทลุง ประธานวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรกรบ้านโคกวา เล่าให้ฟังว่า จุดเริ่มต้นของการทำปลาเค็มกางมุ้ง ชาวบ้านเริ่มมีการนำปลาสดมาแปรรูปเป็นปลาแดดเดียว ปลาเค็มอ
ข้าวสาลี เป็นพืชเมืองหนาวที่ปลูกได้ในประเทศไทย สามารถโตได้ดีในพื้นที่ที่มีอากาศหนาว ทำให้บริเวณภาคเหนือของประเทศเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมในการส่งเสริมการปลูกข้าวสาลี เพราะเกษตรกรสามารถนำมาปลูกควบคู่กับพืชเมืองหนาวชนิดอื่นได้ ซึ่งข้าวสาลีเองมีคุณสมบัตินำมาทำประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น การนำมาทำเป็นแป้งเพื่อผลิตขนมปัง หรือจะนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการทำเป็นสินค้าสวยงามตกแต่งบ้านเรือน เมื่อเร็วๆ นี้ กรมการข้าวได้จัดงาน “วันถ่ายทอดเทคโนโลยี ปอยข้าวสาลี” เพื่อประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ผลงานของโครงการวิจัย “การพัฒนาการผลิตธัญพืชเมืองหนาวเป็นพืชหลังนาเพื่อการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรภาคเหนือตอนบน” และเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต การแปรรูปธัญพืชเมืองหนาว สู่การนำไปใช้ประโยชน์ทั้งการค้าและเพื่อเพิ่มมูลค่า นำไปสู่การสร้างธุรกิจใหม่ตาม BCG model โดยจัดขึ้นที่ศูนย์วิจัยข้าวสะเมิง อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก คุณทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานในครั้งนี้ คุณทองเปลว กล่าวว่า ปัจจุบันนี้ข้าวสาลีเป็นที่นิยมมาก ตลาดมีความต้องการสูงถึง 382 ตันต่
จากการที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการผลิตข้าวมาอย่างยาวนาน เมื่อข้าวสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ด้วยการนำมาปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิต จำหน่ายได้ในราคาที่สูงขึ้น นับว่าเป็นนวัตกรรมการผลิตที่หลายคนหันมามองและให้ความสนใจกันเพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีการนำข้าวมาแปรรสภาพสร้างมูลค่าเพิ่มและใช้ประโยชน์จากข้าวอย่างคุ้มค่า โดยเฉพาะการนำมาแปรรูปทำเป็นข้าวกล้องงอก ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจาก ข้าวกล้องนั้นประกอบด้วยสารอาหารที่มีคุณค่าจำนวนมาก เช่น ใยอาหาร กรดไฟติก วิตามินซี วิตามินอี และสารกาบา ซึ่งช่วยป้องกันโรคต่างๆ การผลิตข้าวกล้องงอกมีการนำมาวิจัยหาคุณสมบัติทางกายภาพและทางเคมีจนประสบความสำเร็จ เห็นถึงประโยชน์และคุณค่าของผลผลิตที่ออกมา หน่วยงานภาครัฐและเอกชนจึงเริ่มส่งเสริมกระจายไปยังอุตสาหกรรมในชุมชนที่มีวัตถุดิบในท้องถิ่น ป้อนทั้งความรู้และเครื่องมือในการแปรรูป โดยให้คนในชุมชนร่วมกันคิดร่วมกันพัฒนาสร้างรายได้เสริมนอกเหนือจากอาชีพเกษตรกรรมที่ทำอยู่ประจำ ซึ่งเป็นการเพิ่มอาชีพและช่องทางการกระจายสินค้าที่ผลิตขึ้นในท้องถิ่นไปยังผู้บริโภคได้อีกทางหนึ่ง ชุมชนบ้านสองคอน ตำบลพระซ
