ข้าวพื้นบ้าน
ในวันที่ผู้บริโภคทั่วโลกเริ่มมองหาอาหารที่มีทั้งคุณค่าทางโภชนาการ เรื่องราว และตัวตนของแหล่งผลิต “ข้าวก่ำ” ข้าวเหนียวดำพื้นเมืองของไทย กำลังกลับมามีบทบาทอีกครั้งในฐานะมากกว่าอาหารจานหนึ่ง หากแต่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่บอกเล่าภูมิปัญญาของผู้คนจากรุ่นสู่รุ่น ทุกเมล็ดที่มีสีแดงก่ำหรือม่วงดำซ่อนคุณค่าของสารแอนโทไซยานิน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติ แต่เหนือกว่าคุณค่าด้านสุขภาพ คือเรื่องราวของผู้คนที่เลือกอนุรักษ์สิ่งซึ่งเกือบเลือนหาย ให้กลับมาเป็นความภาคภูมิใจของบ้านเกิดอีกครั้ง หนึ่งในคนที่ลุกขึ้นมาทำภารกิจนี้ คือ คุณต้วนยี่-ธีระนันท์ ใจคำ ประธานวิสาหกิจชุมชนไบโอแบล็ค จังหวัดพะเยา หลังตัดสินใจกลับบ้านเกิดเพื่อทำอาชีพเกษตร โดยไม่ได้มองหาพืชเศรษฐกิจที่กำลังเป็นกระแส แต่กลับเลือกเดินตามรอยภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้วยความเชื่อว่าพืชพื้นเมืองที่มีอัตลักษณ์ชัดเจน สามารถสร้างทั้งรายได้และความเข้มแข็งให้ชุมชนได้ หากได้รับการพัฒนาอย่างถูกทิศทาง “ข้าวก่ำ” มรดกภูมิปัญญา ที่ไม่ควรเลือนหาย ข้าวเหนียวดำ หรือที่ชาวล้านนาและชาวอีสานเรียกว่า “ข้าวก่ำ” เป็นชื่อที่เรียกตามสีของเมล็ดซึ่งมีล
ราวยี่สิบกว่าปีก่อน ผมได้ไปสำรวจพื้นที่แถบอีสานใต้บ่อยๆ ส่วนใหญ่ก็ไปดูโบราณสถานในเขตโคราช บุรีรัมย์ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด พลอยได้รู้จักมิตรสหายแถบย่านนั้น เมื่อได้ไปพักค้างอ้างแรมที่บ้านพวกเขาบ่อยเข้า ก็มีโอกาสได้กินกับข้าวลาวเขมรแบบบ้านๆ อย่างกุ้งจ่อมปลาจ่อม ป่นไข่ต้ม วุ้นหมาน้อย ฯลฯ จนคุ้นเคย และสำหรับคนชอบกินของแปลกๆ มันก็แทบจะเป็นของที่น่าสนใจกว่างานหลักที่จะต้องมุ่งไปทำเอาเลยทีเดียว ภาพอดีตของใครก็มักดูรุ่มรวย หลากหลาย มีสีสันมากกว่าปัจจุบันขณะเสมอ ผมจำได้ว่า เย็นวันหนึ่ง ได้นั่งคุยกับ พ่อสมัย ขาวงาม พ่อของเพื่อน คือ ไพวรินทร์ ขาวงาม กวีชาวทุ่งกุลา ที่ใต้ถุนบ้านสาหร่าย อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด เรื่องที่เราคุยกันคือเรื่องข้าวพันธุ์พื้นบ้านที่คนย่านนั้นกิน ผมเสียดายที่ไม่รู้ว่าเอาสมุดบันทึกเรื่องวันนั้นไปเก็บไว้ที่ไหนในบ้าน แต่จากความทรงจำก็คือ พ่อสมัย บอกว่า นอกจากข้าวหอมมะลิ ที่คนทุ่งกุลาแถบบ้านสาหร่าย บ้านตาหยวกปลูกขายได้ราคาดีกันนั้น คนเฒ่าคนแก่ ชาวบ้านย่านถิ่นดั้งเดิมมีข้าวที่พวกเขากินในมื้ออาหารจริงๆ ซึ่งไม่ใช่ข้าวหอมมะลิ “ชาวบ้านเราไม่กินหรอก ข้าวมะลิน่ะ” พ่อสมัยว่า “ได้แต
