ท่ามกลางแรงกดดันของภาคเกษตรไทยทั้งเรื่องต้นทุนที่พุ่งสูง สภาพดินที่เสื่อมโทรม และโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้น “ไบโอชาร์” กำลังถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในคำตอบใหม่ของระบบการผลิตที่ยั่งยืนมากขึ้น
ดร.สัญชัย คูบูรณ์ จากทีมวิจัยตัวเร่งปฏิกิริยา (CAT) กลุ่มวิจัยการเร่งปฏิกิริยาระดับนาโน การดูดซับและการคำนวณ (NCAS) นาโนเทค สวทช. อธิบายว่า ในหลายประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่นและออสเตรเลีย ไบโอชาร์ถูกนำไปใช้ในภาคเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในฐานะวัสดุปลูกทดแทนพีทมอส และเป็นสารปรับปรุงดินที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

กลุ่มวิจัยการเร่งปฏิกิริยาระดับนาโน การดูดซับและการคำนวณ (NCAS) นาโนเทค สวทช.
มีข้อมูลจากงานวิจัยจำนวนมากรองรับว่า การใช้ไบโอชาร์ร่วมกับปุ๋ยสามารถลดการใช้ปุ๋ยลงได้ประมาณ 20% โดยไม่กระทบต่อผลผลิต ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของวัสดุชนิดนี้ในฐานะเครื่องมือช่วยลดต้นทุนในระยะยาว
“เมื่อหันกลับมามองบริบทของประเทศไทยยังพบว่า การใช้งานไบโอชาร์ยังไม่แพร่หลายมากนัก ส่วนหนึ่งมาจากข้อจำกัด ด้านต้นทุนการผลิตที่ยังสูง เมื่อเทียบกับวัสดุปลูกทั่วไปในตลาด รวมถึงการรับรู้ของผู้ใช้งานที่ยังไม่เข้าใจคุณสมบัติ และวิธีการใช้อย่างถูกต้อง ทำให้ไบโอชาร์ยังคงอยู่ในสถานะเทคโนโลยีที่มีศักยภาพ แต่ยังไม่ถูกใช้เต็มที่”
ชี้ทางรอดไบโอชาร์ไทย ลดต้นทุนด้วยโซนนิ่ง
บริหารชีวมวลทั้งระบบ
ดร.สัญชัย กล่าวต่อไปให้เห็นว่า การผลักดันไบโอชาร์ในประเทศไทยจำเป็นต้องมองในระดับ “ระบบ” มากกว่าการพัฒนาเฉพาะตัววัสดุ โดยเริ่มตั้งแต่การบริหารจัดการวัตถุดิบทางการเกษตรที่ควรถูกนิยามใหม่จาก “ของเหลือทิ้ง” เป็น “ของเหลือใช้” ที่ยังมีคุณค่าและสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ต่อ โดยกระบวนการเปลี่ยนชีวมวลเหล่านี้ให้เป็นไบโอชาร์อาศัยเทคโนโลยี Pyrolysis หรือการให้ความร้อนในสภาวะที่มีออกซิเจนจำกัด แม้จะเป็นกระบวนการที่มีประสิทธิภาพ แต่ก็ต้องอาศัยพลังงานและการควบคุมที่เหมาะสม จึงมีต้นทุนเข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง

“ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งคือ เรื่องของการขนส่งและการจัดเก็บวัตถุดิบ หากชีวมวลกระจายตัวอยู่ไกลจากแหล่งผลิต จะทำให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นทันที ดังนั้นแนวคิดโซนนิ่งหรือการจัดวางพื้นที่วัตถุดิบ แหล่งผลิต และพื้นที่ใช้งานให้อยู่ใกล้กัน จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ไบโอชาร์สามารถแข่งขันในเชิงเศรษฐกิจได้”
ในมุมของโอกาสทางธุรกิจ ดร.สัญชัยมองว่า หากมีการวางแผนที่ดี ไบโอชาร์สามารถต่อยอดเป็นแหล่งรายได้ใหม่ให้กับเกษตรกรและชุมชนได้ ไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่แค่การผลิตในระดับอุตสาหกรรม แต่สามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่ระดับครัวเรือนหรือวิสาหกิจชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีชีวมวลจำนวนมาก เช่น ซังข้าวโพด แกลบ หรือเศษไม้ ซึ่งหากสามารถรวบรวมและแปรรูปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็อาจสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุที่เคยถูกมองข้ามได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทางด้านในเชิงเทคโนโลยี ปัจจุบันนาโนเทค สวทช. ดร.สัญชัย บอกว่า ได้ทำการพัฒนาเตาผลิตไบโอชาร์ในระดับกึ่งอุตสาหกรรมที่สามารถรองรับชีวมวลประมาณ 1-2 ตันต่อวัน และให้ผลผลิตไบโอชาร์ในสัดส่วนราว 30% ของวัตถุดิบ โดยมีความชื้นไม่เกิน 20-30% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่สามารถนำไปใช้งานต่อได้ทันที ต้นทุนของระบบดังกล่าวอยู่ที่ประมาณ 5-10 ล้านบาท เหมาะสำหรับภาคอุตสาหกรรมหรือกลุ่มที่ต้องการทดลองความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์
ขณะเดียวกัน สำหรับเกษตรกรรายย่อยก็มีทางเลือกเป็นเตาขนาดเล็กที่มีจำหน่ายทั่วไปหรือพัฒนาโดยนักวิจัยในมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งสามารถใช้ผลิตไบโอชาร์ในระดับครัวเรือนได้

ไบโอชาร์ช่วยอุ้มน้ำ-ลดปุ๋ย
ฟื้นดินยั่งยืน แต่ต้องคุมการเผา
ดร.สัญชัย กล่าวถึงความสำคัญของความปลอดภัยในการใช้งาน เนื่องจากกระบวนการผลิตเกี่ยวข้องกับความร้อนสูงและก๊าซจากการเผาไหม้ หากขาดความเข้าใจอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ เพราะยังต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการควบคุมไม่ให้เกิดฝุ่น PM 2.5 จากการเผาที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในบริบทของประเทศไทย

เมื่อพิจารณาในมิติของการใช้งานในแปลงเกษตร ไบโอชาร์มีคุณสมบัติเด่นจากโครงสร้างที่มีรูพรุนจำนวนมาก ทำให้สามารถกักเก็บน้ำและธาตุอาหารได้ดี ส่งผลให้การปลดปล่อยธาตุอาหารเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ลดการสูญเสียจากการชะล้าง และช่วยลดความถี่ในการใส่ปุ๋ย ซึ่งไม่เพียงช่วยลดต้นทุนปุ๋ย แต่ยังลดค่าแรงงานในระยะยาวอีกด้วย
“ไบโอชาร์ยังช่วยเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุในดิน เสริมสร้างโครงสร้างดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของรากพืช และยังเป็นแหล่งอาศัยของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศของดิน”

อย่างไรก็ตาม การใช้งานไบโอชาร์ไม่สามารถใช้สูตรเดียวกับทุกพื้นที่ได้ ดร.สัญชัย กล่าวเสริมว่า ยังจำเป็นต้องวิเคราะห์สภาพดินก่อนว่า ขาดธาตุอาหาร ขาดความชื้น หรือขาดจุลินทรีย์ เพื่อเลือกแนวทางการใช้งานที่เหมาะสม เช่น ในพื้นที่ดินทรายที่แห้งแล้ง อาจต้องใช้ไบโอชาร์ร่วมกับจุลินทรีย์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ขณะที่บางพื้นที่อาจเน้นการเสริมธาตุอาหารเป็นหลัก
ไบโอชาร์ โอกาสใหม่เกษตรไทย
สู่ตลาดคาร์บอนเครดิตโลก ดึงการลงทุน
นอกเหนือจากมิติทางการเกษตร ดร.สัญชัย กล่าวในช่วงท้ายว่า ไบโอชาร์ยังเชื่อมโยงไปสู่โอกาสใหม่ในระดับนโยบายและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่อง “คาร์บอนเครดิต” ซึ่งกำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เนื่องจากไบโอชาร์มีคุณสมบัติในการกักเก็บคาร์บอนในดินในระยะยาว ทำให้สามารถนำไปใช้เป็นกลไกหนึ่งในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้

ปัจจุบันมีบริษัทจากหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และสิงคโปร์ เข้ามาหารือเกี่ยวกับการลงทุนในประเทศไทย โดยมองเห็นศักยภาพของชีวมวลที่มีอยู่จำนวนมาก แต่กลไกการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและเป็นแบบสมัครใจ ทำให้ราคายังไม่ชัดเจน และจำเป็นต้องมีการพัฒนาโครงสร้างตลาดและนโยบายที่เหมาะสมในอนาคต
“แม้คาร์บอนเครดิตจะเป็นโอกาส แต่การดำเนินการต้องคำนึงถึงความสมดุล ไม่ควรเร่งใช้มาตรการทางภาษีหรือข้อบังคับที่เข้มงวดเกินไป จนกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ”

ท้ายที่สุด ดร.สัญชัยสะท้อนมุมมองว่า การพัฒนาไบโอชาร์ไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของ “การเปลี่ยนวิธีคิด” ของทุกภาคส่วน ตั้งแต่เกษตรกรที่ต้องหันมาให้ความสำคัญกับการจัดการวัสดุเหลือใช้โดยไม่เผาทำลาย ไปจนถึงภาควิจัยและหน่วยงานรัฐที่ต้องทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาเทคโนโลยีให้เข้าถึงได้จริงในระดับพื้นที่ พร้อมเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือระหว่างชุมชน มหาวิทยาลัย และหน่วยงานต่างๆ เพื่อร่วมกันหาทางออกที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่

ในวันที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น ไบโอชาร์อาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้ภาคเกษตรไทยก้าวไปสู่ระบบการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืนในอนาคต
หากต้องการรู้ข้อมูลเกี่ยวกับไบโอชาร์มากขึ้น ลงทะเบียนร่วมงานฟรี ในการประชุมระดมสมอง Biochar Consortium ครั้งที่ 4 : ห่วงโซ่คุณค่าของไบโอชาร์สำหรับการเกษตร ภายในงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 21 (NAC2026) จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เศรษฐกิจยั่งยืนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” (Sustainable Economy through Science and Technology) ระหว่างวันที่ 24-28 เมษายน 2569 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี หรือติดต่อ โทร. 02-564-8000
ผู้เขียน : สุรเดช สดคมขำ
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก 10 เมษายน 2569
