คลองไส้ไก่
การทำเกษตรให้ประสบความสำเร็จ น้ำ คือ สิ่งสำคัญ ไม่มีน้ำก็ปลูกพืชไม่ได้ คุณเมย์-เมธยา ภูมิระวิ อยู่บ้านเลขที่ 343 หมู่ที่ 6 ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร เกษตรกรรุ่นใหม่สานต่องานเกษตรที่พ่อสอน บนเนื้อที่ 27 ไร่ การเริ่มต้นทำเกษตรของคุณเมย์ เริ่มจากแนวคิดง่ายๆ คือ ทำสิ่งที่ตนเองชอบและมีความสุขก่อน คือการเลี้ยงสัตว์ มีไก่นานาชนิด ไก่พื้นเมือง ไก่ต๊อก ไก่งวง ห่าน ไก่ดำ เลี้ยงจนชำนาญสามารถเพาะขยายพันธุ์แจกเพื่อนบ้าน ได้แบ่งปันเริ่มมีความสุข เริ่มคิดว่าการทำเกษตรก็เหมือนห้องทดลองวิทยาศาสตร์ที่ต้องศึกษาหาความรู้ที่ในทฤษฎีไม่ได้บอก อยากรู้ต้องลงมือทำ เพราะถ้ามีแต่องค์ความรู้ แต่ทำไม่เป็น ก็ได้แค่มอง เธอจึงเลือกที่จะลงมือปฏิบัติจากสิ่งง่ายๆ จากการขยายพันธุ์สัตว์จนสำเร็จได้มีความสุขไปแล้ว จึงขยับมาทำงานสวนต่อ ปลูกไม้ผล ทำสวนป่า ในรูปแบบเกษตรอินทรีย์ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะภายในสวนจะทำน้ำหมักไล่แมลงเอง ทำน้ำหมักปรับโครงสร้างดินแต่ละสูตร ทำปุ๋ยหมักบำรุงพืชเอง เช่น น้ำหมักจาวปลวกเป็นสูตรที่ทำง่ายแต่ได้ผลดี ซึ่งการทำเกษตรของคุณเมย์ จะให้ความสำคัญกับเรื่องน้ำมาเป็น อันดับ 1 มีการจัดระบบน้ำที่ดี
เป็นที่ชัดเจนว่า น้ำคือหัวใจหลัก และถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของภาคเกษตรกรรม หากขาดน้ำย่อมหมายถึงการหยุดชะงักของผลผลิตทั้งระบบ ทว่าน่าแปลกใจที่หลายคนยังคงละเลยการจัดการแหล่งน้ำอย่างจริงจัง และเลือกที่จะฝากความหวังไว้กับธรรมชาติเพียงอย่างเดียว จนลืมไปว่าในสภาวะอากาศปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความผันผวนและวิกฤตโลกร้อน เราไม่อาจกำหนดฟ้าฝนให้ตกต้องตามฤดูกาลได้อีกต่อไป การพึ่งพาน้ำฝน 100 เปอร์เซ็นต์ จึงเป็นความเสี่ยงที่พร้อมจะนำมาซึ่งความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ถึงเวลาแล้วที่เกษตรกรต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการรอรับ เป็นการสร้างและเก็บกักแหล่งน้ำของตนเอง โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีน้ำใช้หล่อเลี้ยงพืชผลได้อย่างยั่งยืนตลอดทั้งปี พอต-อภิวรรษ สุขพ่วง คือผู้สร้างอาณาจักรไร่สุขพ่วง แม้พื้นที่จริงจะไม่ได้ใหญ่โตเป็นพันไร่ แต่เราขอยกให้ที่นี่เป็นอาณาจักรที่สมบูรณ์แบบ เพราะภายในไร่สุขพ่วงแห่งนี้มีทุกอย่างครบครันตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง อุดมไปด้วยป่าไม้ แหล่งน้ำ แหล่งอาหาร และที่อยู่อาศัย ไร่สุขพ่วงจึงเป็นข้อพิสูจน์ว่า ความอุดมสมบูรณ์ที่แท้จริง ไม่ได้วัดกันที่ขนาดพื้นที่ แต่ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดก
เข้าสู่ฤดูฝนกันแล้ว แต่บางพื้นที่ก็มีสภาวะฝนตกแปรปรวน ทำให้มีฝนตกหนักในช่วงต้นฤดู และฝนขาดช่วงในบางเดือน เกษตรกรจึงนิยมขุด “คลองไส้ไก่” เพื่อเป็นการวางแผนใช้น้ำในพื้นที่ปลูก เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยเก็บความชุ่มชื้นไว้ในดินได้ คลองไส้ไก่ คือการขุดร่องน้ำในที่ดิน เป็นหนึ่งในรูปแบบหลุมขนมครกเพื่อกักเก็บนํ้าและกระจายความชุ่มชื้นไปทั่วบริเวณพื้นที่เพาะปลูก เปรียบเสมือนลำธารที่มีความคดเคี้ยว มีการไหลตกกระทบ น้ำที่ไหลผ่านจะซึมลงสู่พื้นดินทำให้เกิดความชุ่มชื้น วิธีขุดคลองไส้ไก่ ให้ขุดเป็นร่องโดยมีความกว้างและความลึก 50 เซนติเมตร โดยนำดินที่ได้จากการขุดขึ้นมาถมในฝั่งตรงข้ามของแหล่งน้ำที่ไหลมา ทำคันดินให้กว้าง 1 เมตร แล้วปลูกแฝกเพื่อลดการพังทลายของคันดิน ปลูกไม้ผล และผักสวนครัวไว้เป็นแหล่งอาหาร นอกจากนี้ ให้ขุดหลุมเล็กๆ เพื่อให้น้ำที่ไหลมาตกในหลุม เป็นการชะลอน้ำที่ไหลผ่านไม่ให้ไหลแรงเกินไป รวมถึงการทำฝายเล็กๆ เป็นระยะๆ เพื่อชะลอน้ำ ทำให้น้ำซึมลงใต้ดินได้มากที่สุด และยังเป็นการล็อกตะกอนดินที่เกิดจากการทับถมกันของใบไม้และอินทรียวัตถุต่างๆ ซึ่งอุดมด้วยธาตุอาหารที่จำเป็นแก่พืช การขุดคลองไส้ไก่มี 3
ที่ดิน 69 ไร่ สำหรับ 65 ครัวเรือน เฉลี่ยครอบครัวละ 1 ไร่ ที่ใช้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมให้เลี้ยงตัวเองได้ ดูจะเป็นเรื่องไม่ง่ายหากบริหารจัดการไม่ดี และอาจก่อปัญหาซ้ำคือขาดทุนจนต้องอพยพย้ายถิ่นไปทำมาหากินในเมืองใหญ่อีก แต่สำหรับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเชียงรายอุ่นไอรักษ์ 65 ครัวเรือน มีผู้นำที่ใช้ความเข้าใจ เน้นการมีส่วนร่วมและความเข้มแข็ง จนสามารถบริหารจัดการที่ดิน 69 ไร่ ได้อย่างน่าชื่นใจ และมั่นใจว่าจะสร้างความสุข ความปลอดภัย ความมั่นคงด้านอาหารให้กับชุมชนนี้ทั้งระยะสั้นและระยะยาวได้อย่างแน่นอน เปิดหัวใจสีเขียว “จรัส บำรุงแคว้น” ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนอุ่นไอรักษ์ “ตอนนี้กำลังขุดสระเพิ่ม แล้วก็ปลูกผักเป็นผักเชียงดา มีเรือนเพาะชำ เพาะกล้าไว้เตรียมลงแปลงผัก สมาชิกยังคงมี 65 ครัวเรือน สมาชิกส่วนมากมีอาชีพหลักอาชีพประจำ การเกษตรที่เราทำเป็นเกษตรแปลงเล็ก ส่วนใหญ่ต้องการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ บางคนมี 200 ตารางวา บางคนมี 1 ไร่บ้าง ก็มาจากการสำรวจรายได้ กับความสามารถในการเช่าซื้อ แล้วก็การจัดการ” จรัส บำรุงแคว้น บอกและเล่าต่ออีกว่า “แต่ละคนออกแบบพื้นที่ไม่เหมือนกัน บางคนอาจขุดเป็นร่อง ขุดร่องเพื่อเก็บ
