เป็นที่ชัดเจนว่า น้ำคือหัวใจหลัก และถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของภาคเกษตรกรรม หากขาดน้ำย่อมหมายถึงการหยุดชะงักของผลผลิตทั้งระบบ
ทว่าน่าแปลกใจที่หลายคนยังคงละเลยการจัดการแหล่งน้ำอย่างจริงจัง และเลือกที่จะฝากความหวังไว้กับธรรมชาติเพียงอย่างเดียว จนลืมไปว่าในสภาวะอากาศปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความผันผวนและวิกฤตโลกร้อน เราไม่อาจกำหนดฟ้าฝนให้ตกต้องตามฤดูกาลได้อีกต่อไป การพึ่งพาน้ำฝน 100 เปอร์เซ็นต์ จึงเป็นความเสี่ยงที่พร้อมจะนำมาซึ่งความเสียหายอย่างใหญ่หลวง
ถึงเวลาแล้วที่เกษตรกรต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการรอรับ เป็นการสร้างและเก็บกักแหล่งน้ำของตนเอง โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีน้ำใช้หล่อเลี้ยงพืชผลได้อย่างยั่งยืนตลอดทั้งปี

พอต-อภิวรรษ สุขพ่วง คือผู้สร้างอาณาจักรไร่สุขพ่วง แม้พื้นที่จริงจะไม่ได้ใหญ่โตเป็นพันไร่ แต่เราขอยกให้ที่นี่เป็นอาณาจักรที่สมบูรณ์แบบ เพราะภายในไร่สุขพ่วงแห่งนี้มีทุกอย่างครบครันตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง อุดมไปด้วยป่าไม้ แหล่งน้ำ แหล่งอาหาร และที่อยู่อาศัย ไร่สุขพ่วงจึงเป็นข้อพิสูจน์ว่า ความอุดมสมบูรณ์ที่แท้จริง ไม่ได้วัดกันที่ขนาดพื้นที่ แต่ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการอย่างเข้าใจธรรมชาติและพอเพียง
คุณพอตฉายภาพของไร่สุขพ่วงว่า ไร่สุขพ่วงคือพื้นที่เกษตรกรรมที่ยึดมั่นในหลักการเกษตรทฤษฎีใหม่ หรือไร่นาสวนผสม ซึ่งเป็นแนวคิดตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่ 9) โดยน้อมนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตและทำการเกษตรได้อย่างสมบูรณ์

ปัจจุบันไร่สุขพ่วงได้พัฒนาบทบาทสำคัญ ทำหน้าที่เป็นพื้นที่ต้นแบบและศูนย์ศึกษาดูงาน เปิดรับเกษตรกร บุคคลทั่วไป รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ให้เข้ามาเรียนรู้แนวทางการจัดการพื้นที่และการพึ่งพาตนเองตามหลักทฤษฎีใหม่อย่างเป็นรูปธรรม และนอกจากการเป็นศูนย์การเรียนรู้แล้ว ไร่สุขพ่วงยังได้ยกระดับเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่เข้มแข็ง มีการจัดตั้งตลาดชุมชน และเป็นแกนหลักในการรวมกลุ่มชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อแปรรูปผลผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตรที่มีจำกัด มีการพัฒนาธุรกิจท่องเที่ยวชุมชน เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสและเที่ยวชมพื้นที่ รวมถึงพื้นที่รอบๆ ชุมชนอย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นการสร้างรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน
แล้วจุดเริ่มต้นของแนวคิดที่ทำให้คุณพอตหันมาทำเกษตรพอเพียงเพื่อสร้างความยั่งยืน มีที่มาที่ไปอย่างไร?
คุณพอต บอกว่า “การที่เราจะเลือกทำอะไรบางทีสถานการณ์ก็เป็นตัวบ่งบอกว่าเราควรจะต้องทำอะไร อย่างแรกก็คือเราเป็นพื้นที่เกษตรกรรมขนาดเล็ก มีพื้นที่ประมาณ 25 ไร่ ถ้าจะปลูกพืชในเชิงปริมาณก็อาจจะยาก ผนวกกับพื้นที่ของเราอยู่นอกเขตชลประธาน ไม่มีน้ำใช้ แห้งแล้ง แล้วก็เผชิญกับคลื่นความร้อนหลายๆ อย่างทำให้เราต้องปรับตัวเพื่อสร้างระบบขึ้นมาใหม่เพื่อให้เราสามารถอยู่ได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน และในอนาคตที่เกิดการเปลี่ยนแปลงของโลก

เกษตรทฤษฎีใหม่ก็เป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ในการสร้างสภาพแวดล้อม และสร้างปัจจัยในการดำรงชีวิต รวมถึงการต่อยอดไปสู่ธุรกิจเกษตร อย่างที่ไร่สุขพ่วง ได้มีการแบ่งพื้นที่เป็น 4 ส่วน 1 ใน 4 ส่วนก็จะมีพื้นที่เก็บน้ำ ประมาณ 5 ไร่ มีพื้นที่สีเขียว มีโซนป่าไม้ มีพื้นที่อยู่อาศัย คอกสัตว์ และนาข้าว
เนื่องจากพื้นที่มีน้อยก็เลยใช้วิธีการปลูกให้หลากหลาย แต่มีข้อเสียคือผลผลิตที่หลากหลายก็มีจำนวนจำกัด จึงต้องหาวิธีการในการต่อยอดสู่ธุรกิจ”
ไร่สุขพ่วง ให้ความสำคัญกับ “น้ำ” มากที่สุด
น้ำคือปัจจัยสำคัญที่สุดและเป็นสิ่งแรกที่ต้องทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่นอกเขตชลประทาน ซึ่งต้องพึ่งพาน้ำฝนถึง 100 เปอร์เซ็นต์ คุณพอตเล่าว่า ในอดีตชาวบ้านส่วนใหญ่มักทำได้เพียงการปลูกพืชตามฤดูกาล เช่น อ้อย มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่ไม่แน่นอน ซึ่งอาจเกิดได้ทั้งภาวะน้ำท่วมหรือภัยแล้งจัด

ไร่สุขพ่วงจึงให้ความสำคัญสูงสุดกับการสร้างแหล่งน้ำ แม้ว่าหลายคนจะมองว่าการจัดสรรพื้นที่ถึง 1 ใน 4 ส่วน (25%) สำหรับการขุดแหล่งน้ำเป็นการ ‘เสียที่ดิน’ แต่ที่ไร่สุขพ่วงกลับมองว่านี่คือการ ‘ลงทุนเพื่อความมั่นคง’ การมีแหล่งน้ำทำให้เราสามารถเพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี ไม่จำกัดอยู่แค่พืชเศรษฐกิจบนบก แต่ยังรวมถึงการทำประมงและการปลูกพืชน้ำด้วย จะเห็นได้ว่าไร่สุขพ่วงเราให้ความสำคัญกับการใช้น้ำทุกหยดอย่างคุ้มค่า และเลือกพืชที่เหมาะสมกับปริมาณน้ำที่มีอยู่ ผลลัพธ์คือ ในขณะที่เกษตรกรรายอื่นไม่มีน้ำใช้ในช่วงนอกฤดูกาล ไร่สุขพ่วงกลับมีน้ำหล่อเลี้ยงพืชผลได้ตลอดทั้งปี
มีรูปแบบและวิธีการบริหารจัดการน้ำอย่างไร ให้หล่อเลี้ยงพื้นที่ได้ตลอดทั้งปี
คุณพอต อธิบายว่า สำหรับไร่สุขพ่วงมีวิธีการบริหารจัดการน้ำให้หล่อเลี้ยงพื้นที่ทั้งหมดได้ตลอดปี โดยอาศัยการเก็บน้ำจาก 3 แหล่งหลัก ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อรองรับพื้นที่นอกเขตชลประทานโดยเฉพาะ
1. การเก็บกักน้ำฝน เนื่องจากใน 1 ปีมีฝนตกเพียงประมาณ 65 วัน และแล้งถึง 300 วัน ช่วงเข้าพรรษาจึงเป็นโอกาสทองในการเก็บน้ำฝนโดยอาศัยการวิเคราะห์ความลาดเอียงของพื้นที่ เพื่อควบคุมทิศทางการไหลของน้ำไม่ให้สูญเปล่า โดยใช้เครื่องมือต่างๆ เข้ามาช่วย เช่น การขุดคลอง ขุดร่องน้ำ รวมถึงการทำฝายชะลอน้ำ เพื่อลดการชะล้างพังทลายและเพิ่มประสิทธิภาพในการซึมซับน้ำ
ซึ่งพื้นที่ 25 เปอร์เซ็นต์ของไร่ที่กล่าวถึง ไม่ได้หมายถึงขนาดของบ่อเก็บน้ำเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึง พื้นที่รับน้ำทั้งหมด ซึ่งรวมทั้งคลอง ฝาย บ่อเก็บน้ำ และสระน้ำต่างๆ

2. การบริหารจัดการน้ำหลากประจำปี หรือเรียกว่า (Watershed Management) เป็นการเก็บส่วนเกินโดยใช้หลักการ “แก้มลิง” โดยพื้นที่ของไร่สุขพ่วงบางส่วนจะเชื่อมโยงกับพื้นที่สาธารณะ เช่น นาข้าว ทุกปีกระแสน้ำหลากจะไหลเข้ามาภายในพื้นที่ชุมชน แต่ชาวบ้านจะไม่รู้วิธีการเก็บน้ำ แต่ที่ไร่สุขพ่วงจะใช้วิธีการขุดคลองและปั้นหัวคันนาให้ใหญ่ เพื่อผันน้ำส่วนเกินเข้ามาเก็บไว้ในพื้นที่ ก่อนปล่อยน้ำส่วนที่มากเกินไปให้ไหลผ่านไป ซึ่งน้ำที่พอจะเก็บได้ก็เก็บเข้าข้างในเราเรียกว่าแก้มลิง แก้มลิงก็ถือว่าเป็นการเก็บน้ำหลากประจำปีส่วนเกินที่ชาวบ้านเก็บไม่ได้ แต่เราเก็บเข้ามาได้

3. น้ำสำรองยามฉุกเฉิน คือแหล่งน้ำใต้ดิน ที่นี่มีการขุดบ่อบาดาลลึกประมาณ 35 เมตร เพื่อเป็นน้ำสำรองฉุกเฉิน แต่จะมีปัญหาเรื่องของน้ำที่มีความเป็นด่างมีค่า pH ประมาณ 8 ซึ่งไม่เหมาะสมกับการเกษตร จึงต้องนำน้ำมาบำบัด โดยปล่อยให้น้ำไหลผ่านคลองที่สร้างขึ้นและมีพืชน้ำ เช่น บัว บอน ผักตบชวา เพื่อช่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำ ก่อนจะอนุญาตให้นำไปใช้เพาะปลูก
ส่วนระบบกระจายน้ำ ไร่สุขพ่วงใช้เทคนิคกระจายน้ำทั่วพื้นที่อย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยการกระจายน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ใช้โซลาร์เซลล์ สูบน้ำจากที่ต่ำขึ้นไปเก็บไว้ที่สูง จากนั้นปล่อยให้น้ำไหลลงสู่ที่ต่ำตามแรงโน้มถ่วง โดยเลียนแบบกลไกธรรมชาติ สร้างร่องน้ำธรรมชาติ ลำธาร คลองเล็กๆ และฝายเล็กๆ กระจายอยู่ทั่วพื้นที่ คล้ายกับ เส้นเลือดใหญ่และเส้นเลือดฝอย ในร่างกาย โดยไม่มีการใช้ระบบท่อ สปริงเกลอร์ หรือน้ำหยด และการทำธนาคารน้ำใต้ดิน ด้วยพื้นที่ป่าไม้ (1 ใน 4 ส่วน) ถูกใช้เป็นแหล่งเก็บน้ำสำคัญ โดยรากของต้นไม้ หลายระดับช่วยดูดซึมน้ำไว้ นอกจากนี้ ยังมีการทำเนินดิน และฝังท่อนไม้ไว้ใต้ดินเพื่อสร้างช่องว่างสำหรับเก็บน้ำไว้เป็นธนาคารน้ำใต้ดิน ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยเก็บน้ำได้มากกว่าปริมาณที่มองเห็นในสระถึง 70-80 เปอร์เซ็นต์ เหล่านี้คือเทคนิคการบริหารจัดการและการกักเก็บน้ำของไร่สุขพ่วง คุณพอต กล่าวทิ้งท้าย

เผยแพร่ออนไลน์ล่าสุด เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568
