ชาวนาไทย
บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX ได้เดินหน้าสนับสนุนเกษตรกรไทย ผ่านความร่วมมือกับ บริษัท เนทซีโรคาร์บอน จำกัด (NZC) ในการส่งเสริม “ข้าว Low Carbon” จากโครงการนาข้าวแบบเปียกสลับแห้ง ณ ศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีการปลูกข้าวยั่งยืน อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับภาคการเกษตรไทย โดยมุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่านการนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้มาพัฒนาการเพาะปลูก เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หัวใจสำคัญของโครงการคือการทำนาแบบ “เปียกสลับแห้ง” (Alternate Wetting and Drying: AWD) ซึ่งเป็นวิธีการจัดการน้ำในนาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสลับช่วงการปล่อยน้ำเข้าและระบายน้ำออก แตกต่างจากวิธีดั้งเดิมที่มีน้ำขังต่อเนื่องยาวนาน วิธีการนี้ช่วยลดการเกิดก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจกที่มีความรุนแรงสูง ส่งผลให้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีนัยสำคัญ โครงการดังกล่าวยังสอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 30–40% ภายในปี 2030 และมุ่งสู่ความเป็นกลางทาง
“เพราะตอนนี้ชาวนาก็คือ ไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฤดูกาลนี้ข้าวชนิดไหนจะราคาแพงราคาถูก เขาตอบไม่ได้เลยครับ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับดวงทั้งนั้นเลย” คุณณฎล สว่างญาติ อีกหนึ่งมุมมองจากการพูดคุยในหัวข้อเรื่อง ข้าวไทยกับการส่งออก ที่บอกเล่าแง่มุมผ่าน คุณณฎล สว่างญาติ (ก้อง) เกษตรกรชาวนาแปลงใหญ่ผู้ปลูกข้าวอาร์เจ 22 ขายส่งให้กับภาคเอกชนเพื่อส่งออกข้าวไทยขายในต่างประเทศ หากพูดถึงเรื่องการส่งออกข้าวในปัจจุบันสิ่งหนึ่งที่หลายคนอาจจะไม่รู้ว่า “ข้าวไทย” แม้จะขายได้ในตลาดแต่ก็ยังแพ้ข้าวจากประเทศเวียดนาม เพราะความได้เปรียบจากช่องว่างบางอย่างของข้าวไทย ที่พาข้าวเวียดนามไปสู่ความได้เปรียบ “บังเอิญข้าวไทยเรามีหลากหลายมาก ไม่ว่าจะเป็นของภาครัฐที่ทำออกมาเอง หรือภาคเอกชนที่ออกมา มันหลากหลายจนเราแยกไม่ออกแล้วว่าข้าวที่มันออกมาชนิดไหน” ยกตัวอย่าง ประเทศเวียดนาม จะมีข้าวอยู่แค่ 2 ประเภท คือ “ข้าวขาว” ที่ประเทศเขาเรียกว่า “ข้าวจัสมิน” ซึ่งข้าวขาวเท่ากับ “ข้าวแข็ง” ส่วนคำว่า จัสมิน ไม่ว่าจะเป็นข้าวประเภทไหน ถ้าเป็นข้าวพื้นนุ่มเป็นข้าวจัสมินทั้งหมด มันคือกลยุทธ์ทางการตลาดในการตั้งชื่อให้ขายได้ “แต่ประเทศไทยทำแบบเ
นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมติดตามผลการดำเนินการเพาะปลูกข้าว และติดตามประสานงานประธานกองทุนหมู่บ้าน โดยมี นายขจร โนวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการผลิตข้าว ดร.ภณ ทัพพินท์กร นายกสมาคมพัฒนาเศรษฐกิจเกษตรรักษ์โลก นายสานิตย์ จิตต์นุพงศ์ ประธานที่ปรึกษา สมาคมพัฒนาเศรษฐกิจเกษตรรักษ์โลก ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าว และศูนย์เมล็ดพันธ์ุข้าวทางภาคเหนือ ตลอดจนสมาชิกกองทุนหมู่บ้านน้ำม้า หมู่ 3 และสมาชิกกองทุนหมู่บ้านศรีดอนมูล หมู่ 9 เข้าร่วม ณ สำนักงานเทศบาลตำบลสถาน ตำบลสถาน อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า รัฐบาลโดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความเป็นห่วงชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องชาวนาไทยมาโดยตลอด จึงได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อมาช่วยเหลือชาวนาผู้ปลูกข้าว โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการข้าวที่มีคุณภาพ และสอดคล้องกับบริบทในแต่ละพื้นที่ กรมการข้าวจึงมุ่งมั่น ดูแลควบคุมกระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ให้มีคุณภาพ และได้มาตรฐานอย่างสูงสุด ตลอดจนบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning) อย่าง
ประเทศไทยเคยได้เป็นแชมป์โลกในการส่งออกข้าว แต่จากวิกฤตการณ์ต่างๆ ในช่วงเวลาไม่กี่ปี ส่งผลต่อราคาข้าวจนตกต่ำถึงขีดสุดเป็นประวัติการณ์ ในรอบ 10 ปี นโยบายประชารัฐในโครงการ“นาแปลงใหญ่ ประชารัฐ” จึงถือกำเนิดขึ้น โดยความร่วมมือกับบริษัทเอกชนที่มีจุดแข็งในด้านการบริหารจัดการ เพื่อให้เกิดการพัฒนาเป็นเกษตรแผนใหม่ พร้อมปรับตัวเข้าสู่ยุคเกษตร 4.0 (Smart Farmer 4.0) ในฐานะผู้ที่คร่ำหวอดในภาคเกษตรมานาน บริษัท ซี.พี. อินเตอร์เทรด จำกัด จึงมีโอกาสเข้าร่วมในยุทธศาสตร์ ก่อตั้งโครงการ “ข้าวชาวนาไทย” สนับสนุนด้านการพัฒนาความรู้ทางด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี การจัดการผลผลิตอย่างรัดกุม เพื่อให้เกษตรกรรายย่อยมุ่งสู่การเป็น “ชาวนา 4.0” ฐิติ ลุจินตานนท์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร บริษัท ซี.พี. อินเตอร์เทรด จำกัด เล่าให้ฟังขณะนำคณะสื่อมวลชนเข้าชมต้นน้ำโครงการที่ ต.ดู่ อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า บริษัทได้จัดจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ และมีนักวิชาการให้ความรู้แก่เกษตรกรสมาชิกทุกขั้นตอนตามมาตรฐาน GAP (Good Agriculture Practice) ซึ่งเป็นการปฏิบัติเพื่อให้ผลผลิตมีมาตรฐานปลอดภัย ตามค่ามาต
เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ที่ผ่านมา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยโครงการกิจกรรมการเชื่อมโยงงานวิจัยกับภาคนโยบาย จัดประชุมเวที TRF Forum เรื่อง “การแก้ปัญหาเรื่องข้าวอย่างยั่งยืน : สหกรณ์และนวัตกรรมคือทางออก” ณ โรงแรมแกรนด์ รอยัล พลาซ่า ฉะเชิงเทรา เพื่อนำเสนอแนวทางในการแก้ปัญหาเรื่องข้าวอย่างยั่งยืน ผ่านมุมมองประสบการณ์ตรงจากเกษตรกร นักธุรกิจและนักวิชาการ อันเป็นการถ่ายทอดความรู้จากงานวิจัยสู่ภาคนโยบาย จ.ฉะเชิงเทรา นายกิตติพันธุ์ โรจนาชีวะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ประธานเปิดงาน กล่าวว่า ฉะเชิงเทรา เป็นจังหวัดที่มีการปลูกข้าวหอมมะลิในพื้นที่ประมาณ 78 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 51 ของพื้นที่เกษตรทั้งหมดในจังหวัดทั้งใน อ.ราชสาส์น และ อ.บางคล้า ขณะเดียวกันก็มีการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมจากการขยายเขตอุตสากรรมจากกรุงเทพมหานคร การผลิตข้าวใน จ.ฉะเชิงเทรา ปัจจุบันเกษตรกรในพื้นที่ประสบปัญหาต้นทุนการผลิตสูงขึ้น แบกรับภาระด้านหนี้สิน เกษตรจังหวัดและอำเภอจึงเร่งดำเนินงานตามมาตรการเร่งด่วนของรัฐบาล อาทิ การถ่ายทอดเทคโนโยลีเรื่องเมล็ดพันธุ์ การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ส่งเสริมการทำเกษตรแปลงใหญ
จากอดีตที่ผ่านมาทำให้เกษตรกรไทยประจักษ์แล้วว่า การทำเกษตรกรรมที่ไม่ได้เล็งเห็นเรื่องของการตลาดเป็นตัวนำ ทำให้เกิดสภาวะสินค้าเกษตรล้นตลาด หรือเรียกง่ายๆ ว่า ปลูกมาแล้วก็ไม่รู้จะนำไปขายในช่องทางใด จึงเป็นผลทำให้เกษตรกรไทยมีทางเลือกในการทำตลาดได้ไม่มาก ทำให้ต้องขายผลผลิตทางการเกษตรให้มีราคาเท่าทุน หรือขายต่ำกว่าทุนการผลิตจนเกิดการขาดทุนก็มี จึงทำให้เกษตรกรบางส่วนมีภาวะหนี้สินที่เพิ่มมากขึ้นทำให้คุณภาพชีวิตลดน้อยลง นอกจากจะเกิดสภาวะเรื่องการตลาดแล้ว แม้แต่สภาพแวดล้อมจากธรรมชาติก็เป็นสิ่งที่เกษตรกรกำหนดไม่ได้เช่นกัน คือ สภาพอากาศที่มีความแปรปรวนจนไม่สามารถรับมือได้ทันทวงที เมื่อเกิดภัยทางธรรมชาติขึ้นก็ทำให้เกษตรกรไม่ทันได้รับมือ จึงทำให้ผลผลิตทางการเกษตรได้รับความเสียหายและเป็นที่แน่นอนทีเดียวว่า ผลผลิตที่รอดพ้นจากปัญหาเหล่านั้นก็ไม่มีคุณภาพและต้องขายในราคาที่ลดลงอีกแน่นอน ยิ่งเป็นเกษตรกรรายใหม่ด้วยแล้วเจอสถานการณ์เช่นนี้คงถึงกับท้อในการทำการเกษตรกันเลยทีเดียว ดังนั้น คงจะถึงเวลาแล้วที่เกษตรกรไทยโดยเฉพาะเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ซึ่งนับว่าเป็น กสิกรรมหลักของประเทศก็ว่าได้ ต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีก
เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวรายงาน ภายหลังชาวนาในทุ่งนาหมู่ 5 ต.ยางช้าย อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง ได้ลงมือการทำนาหลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตนำไปขายโรงสีในช่วงราคาตกต่ำ โดยที่ประชุม ครม.เห็นชอบมาตรการปรับเปลี่ยนการปลูกพืชหมุนเวียน ภายใต้นโยบายส่งเสริมการเกษตรแบบครบวงจรตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จำนวน 2 มาตรการ มาตรการแรก คือ การปลูกพืชปุ๋ยสด ดำเนินการโดยกรมพัฒนาที่ดิน ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชปุ๋ยสด คือ ปอเทือง เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ขายคืนให้กรมพัฒนาที่ดิน ส่วนมาตรการที่ 2 คือ โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ดำเนินการโดยกรมส่งเสริมการเกษตรโดยทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะสนับสนุนสินเชื่อ ด้านนายมานะ เขียวแก้ว อายุ 56 ปี ชาวนา หมู่ 9 ต.ยางช้าย อ.โพธิ์ทอง กล่าวว่า ตนเองทำนาเช่าจำนวน 23 ไร่ ที่ต้องลงมือทำนาต่อหลังจากราคาตกต่ำและรัฐบาลให้การช่วยเหลือสนับสนุนปลูกพืชชนิดอื่นนั้น ตนเองมีความชำนาญในด้านการทำนามาตลอดชีวิตและมีเครื่องมือในการทำนาอยู่แล้ว เรื่องราคาข้าวจะถูกจะแพงนั้นเอาไว้วัดดวงกันในช่วงการเก็บเกี่ยวผลผลิต ในช่วงนี้ก็ต้องลงมือทำนากันต่อหวั่นล่าช้าน้ำแล
กระทรวงเกษตรฯ วาดฝันเกษตรกรไทยรายได้ปีละ 4 แสน/คน ภายใน 20 ปี ตามแผนยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะชาวนาต้องดีขึ้นภายใน 5 ปี ตามนโยบาย ‘บิ๊กตู่’ ชี้เงื่อนไขต้องกล้าเปลี่ยนแปลงพืชที่ปลูก และร่วมทำนาแปลงใหญ่เพื่อลดต้นทุน-ผลผลิตได้มาตรฐาน พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สั่งการให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) จัดทำยุทธศาสตร์ด้านการเกษตร 20 ปี ต้องกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ ตั้งเป้าหมายเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นไม่น้อยกว่า 13,000 เหรียญสหรัฐ ต่อคน ต่อปี หรือประมาณ 4 แสนบาท ต่อคน ต่อปี สอดคล้องกับสิ่งที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เคยประกาศไว้ว่า อีก 5 ปี ชาวนาไทยจะรวยไม่มีคนยากจนแล้ว เพราะในแผน 20 ปี ของกระทรวงยังแทรกด้วยแผน 5 ปี ที่กำหนดการบริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งต้องกำหนดเป้าหมายการปรับเปลี่ยนพื้นที่ในการเพาะปลูก โดยใช้แผนที่การเกษตรเพื่อการบริหารจัดการ (อะกรี-แมพ) “การที่ชาวนาไทยจะรวยได้ใน 5 ปี ต้องให้ความร่วมมือกับภาครัฐเพื่อรวมปรับเปลี่ยนไปประกอบอาชีพที่เหมาะสม การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย การมีระบบ แล
