ชาสมุนไพร
ชา (tea) เป็นเครื่องดื่มที่นิยมบริโภคทั่วโลก โดยทั่วไปแล้ว ชา คือการนำใบและยอดอ่อนของต้นชา ( Camellia sinensis (L.) Kuntze ) ทั้งแบบสดและผ่านกรรมวิธีมาชงด้วยน้ำร้อน โดยชาที่นิยมดื่มในปัจจุบันมีหลายประเภทตามวิธีการแปรรูป เช่น ชาขาว ชาเขียว ชาอูหลง ชาแดง และชาดำ ซึ่งชาเป็นเครื่องดื่มที่มีกลิ่นหอมและรสชาติที่แตกต่างกันไปตามประเภทของชา โดยชามีสารสำคัญกลุ่มคาเฟอีนที่ช่วยกระตุ้นระบบประสาทเช่นเดียวกับกาแฟ ชาสมุนไพร ( herbal tea, herbal infusions) หมายถึงเครื่องดื่มที่ไม่มีส่วนประกอบของใบชา แต่ใช้พืชอื่น ๆ เช่น ผลไม้แห้ง ใบของพืชสมุนไพร ดอก และผล นำมาชงในน้ำร้อนหรือแช่ในน้ำ ซึ่งเครื่องดื่มกลุ่มนี้จะไม่คาเฟอีน ซึ่งเราสามารถนำ ใบชาที่ผ่านการอบมาผสมกับดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม ใบไม้ที่มีกลิ่นหอม ผลไม้แห้ง เพื่อให้เกิดเป็นเครื่องดื่มที่มีความแปลกใหม่ มีกลิ่นหอม และให้ “สารพฤกษเคมี (Phytochemicals)” ซึ่งเป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพที่พบในพืช ประเภทสารกลุ่มโพลีฟินอล แอนโทไซยานิน สารลูทีน ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระป้องกันมะเร็ง ชะลอความเสื่อมของเซลล์ ต้านการอักเสบและเพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน ฯลฯ ตัวอย่าง การปรุง
ทุกวันนี้ ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้ว ทำให้ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มที่เน้นดูแลสุขภาพเพื่อสุขภาพผู้สูงอายุ ในปี 2567 มีมูลค่าสูงถึง 34,000 ล้านบาท มีแนวโน้มเติบโตสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะอาหารและเครื่องดื่มที่มีการปรับปริมาณสารอาหารให้เหมาะสมกับวัยและโรค เช่น ลดไขมัน ลดน้ำตาล ลดโซเดียม และเป็นอาหารที่ปรุงง่าย เคี้ยวง่าย เหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องการเคี้ยวและกลืน นอกจากนี้ กลุ่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ประเภทนมถั่วเหลือง นมอัลมอนด์, นมพร่องมันเนย, น้ำผลไม้สกัดเย็น รวมทั้ง น้ำสมุนไพร เช่น น้ำกระเจี๊ยบ น้ำมะตูม น้ำอัญชัน น้ำขิง น้ำตะไคร้ ฯลฯ ก็เป็นเครื่องดื่มทางเลือกที่ได้รับความนิยมสูงจากกลุ่มผู้สูงวัยเช่นเดียวกัน วิธีเพิ่มมูลค่า “ ตะไคร้ ” หากใครปลูกตะไคร้เป็นพืชสมุนไพรประจำบ้าน ขอแนะนำวิธีเพิ่มมูลค่า ตะไคร้พืชสวนครัว สู่ชาดอกไม้บาน เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ที่เหมาะสำหรับเจาะตลาดกลุ่มคนรักสุขภาพ ซึ่งแนวคิดดังกล่าวเป็นผลงานของ นางสาวเสาวลักษณ์ ผ่านสุวรรณ และ นางสาวกนกกานต์ บุญประสพ ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบ
ผู้พิการทางสายตาส่วนใหญ่ มักมีทักษะด้านประสาทสัมผัสที่ดี สามารถแยกความแตกต่างของกลิ่น เสียง และรสชาติได้แม่นยำ ในต่างประเทศจึงเปิดโอกาสให้ผู้พิการทางสายตา ทำงานทดสอบสินค้าเวชสำอาง สบู่ ยาสระผม ฯลฯ ผศ.ดร.ธิติมา วงษ์ชีรี ศูนย์วิจัยและบริการเพื่อชุมชนและสังคม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ( มจธ.) ร่วมกับ หน่วยวิจัยด้านประสาทสัมผัสและผู้บริโภค มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ กลุ่มผู้บกพร่องทางการมองเห็น ( Sensory Intelligence Group : SIG ) ได้ดำเนินโครงการ “เซนส์ซีรีส์ (Sense series)” เพื่อมอบโอกาสให้ผู้บกพร่องทางการมองเห็นได้ทำในสิ่งที่แปลกใหม่ โดยใช้ประสาทสัมผัสสร้างอาชีพในฐานะ “ นักผสมชาหรือ Blender ” ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โครงการนี้ เปิดโอกาสให้กลุ่มคนพิการสายตา สมาชิก SIG นำความรู้ด้านประสาทสัมผัสมาฝึกฝนเพิ่มประสบการณ์ด้านการดมกลิ่น การจัดกลุ่มกลิ่น และการรับรสชาติ สามารถนำความรู้ไปประกอบอาชีพอิสระในฐานะ นักผสมชาหรือ Blender ทำงานได้ที่บ้าน นำไปสู่การสร้างรายได้ สามารถพึ่งพาตนเองได้แล้ว ยังทำให้พวกเขาเกิดความภาคภูมิใจในอาชี
ปัจจุบันการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าถือเป็นทางเลือกและทางรอดที่ดีสำหรับเกษตรกรอีกทางหนึ่ง เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาเชื่อว่าหลายท่านคงได้ยินข่าวกันจนชินหู ทั้งในเรื่องของราคาพืชผลทางการเกษตรที่ตกต่ำบ้าง หรือเกิดปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาดบ้าง ซึ่งเป็นปัญหาที่แก้ไม่หาย แต่ถ้าหากเกษตรกรเจ้าของสวนลองเริ่มต้นแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยการหาตลาดขายปลีกเองบ้าง หรือเริ่มต้นแปรรูปจากผลิตภัณฑ์ในสวนก่อนก็คงจะดีไม่น้อย หรือถ้าสวนไหนไม่มีปัญหาแต่อยากเพิ่มช่องทางสร้างรายได้ การแปรรูปผลิตภัณฑ์ถือเป็นทางเลือกที่ดีมากๆ คุณรสสุคนธ์ สุวรรณเพชร หรือ พี่พลอย อยู่บ้านเลขที่ 19/2 หมู่ที่ 9 ตําบลโนนเปือย อําเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร อดีตเซลส์ขายอุปกรณ์การเกษตร กลับบ้านเกิดผันตัวสู่ชีวิตเกษตรกรเต็มขั้น ปลูกพืชผสมผสาน พร้อมกับงานแปรรูปเพิ่มมูลค่าผลผลิตช่วยสร้างรายได้หลักในปัจจุบัน ตามมาดูกันว่างานแปรรูปสร้างรายได้ของสาวเก่งคนนี้จะเป็นอย่างไร พี่พลอย เล่าจุดเริ่มต้นการเป็นเกษตรกรให้ฟังว่า เมื่อก่อนตนเองทำงานเป็นเซลส์ขายวัสดุอุปกรณ์ทางการเกษตร ดูแลพื้นที่ในโซน ระยอง จันทบุรี และตราด ทำมานานเป็นสิบปี จนถึงจุดที่อยากกลับบ้านมาดูแ
“เหตุที่ได้ชื่อว่าชาดีหมี มิใช่มีหมีใหญ่ในไพรสัณฑ์ แต่เป็นไม้ใหญ่น้อยนับร้อยพัน เรียงรายกันที่ท่าน้ำแสนงามตา นำเปลือกใบมาต้มรสขมปี๋ รสชาติเหมือนดีหมีที่ในป่า โบราณกล่าวหวานเป็นลมขมเป็นยา จึงชื่อว่าชาดีหมีเช่นนี้เอย” ด.ต. บุญเรือง สีดาพิมพ์ หรือ ดาบบุญเรือง เกษตรกรผู้ปลูก “ต้นดีหมี” ในพื้นที่บ้านท่าดีหมี ตำบลปากตม อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ที่ทำการเพาะปลูก “ต้นดีหมี” ภายในชุมชน เพื่อสานต่อภูมิปัญญาชาวบ้านจากบรรพบุรุษ ด้วยการถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องสมุนไพรสู่ลูกหลาน เป็นรุ่นๆ และยังเป็นอัตลักษณ์ของบ้านท่าดีหมี ในอดีตมักจะนำราก ลำต้น เปลือก ใบ มาต้มดื่มเพื่อสุขภาพที่ดีภายในชุมชนนั่นเอง จุดเริ่มต้นของการปลูกนั้น เริ่มจากต้นดีหมีเกิดขึ้นจำนวนมากที่หมู่บ้าน จึงเป็นเหตุผลของความเป็นมาของชื่อของหมู่บ้านว่า “บ้านท่าดีหมี” หมายถึง หมู่บ้านที่มีต้นดีหมีอยู่ที่ท่าน้ำแม่น้ำโขงเชื่อมต่อแม่น้ำเหือง ติดกับแขวงไซยะบุรี สปป.ลาว จนกระทั่งในปี 2559 จึงทำให้มีการรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชนชาใบต้นดีหมี ต่อมาในปี 2561 ได้พัฒนาการแปรรูปใบจากต้นดีหมีเป็นชาสมุนไพร ชงในน้ำร้อน โดยบรรจุในซองเยื่อไม้เพื่อสะดวกในการบร
คนโบราณสมัยก่อน ท่านมักจะนำสมุนไพรประเภทต่างๆ มาใช้ประโยชน์ในรูปแบบสดๆ โดยตรง เพื่อจะได้ใช้ประโยชน์ในการรักษาโรคต่างๆ จากสมุนไพรให้ได้มากที่สุด และเครื่องดื่มรูปแบบชาสมุนไพรที่ได้รับความนิยมมากที่สุดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เช่น ชาขิง ชามะตูม ชาเก๊กฮวย ชารางจืด ชาคำฝอย และชาอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งก่อนที่จะแปรรูปมาเป็นชาเพื่อสุขภาพต่างๆ นั้น จำเป็นต้องนำเอาวัตถุดิบเหล่านั้นมาทำความสะอาด แล้วค่อยผ่านกระบวนการอบฆ่าเชื้อโรค จากนั้นจึงนำไปเข้าเครื่องตัด สับ บด และต้มสกัด จนได้ตามรูปแบบที่ต้องการ เช่น แบบผงละเอียด หรือของเหลวข้นๆ แล้วนำมาผสมน้ำตาลก่อนเข้าเครื่องอบแล้วพาสเจอร์ไรซ์ บรรจุซองเพื่อใช้และจำหน่ายต่อไป เครื่องดื่มสมุนไพรชนิดบรรจุซองพร้อมชง ส่วนมากมักจะมีราคาสูง ค่อนข้างสูงกว่าการซื้อสมุนไพรสดมาต้มกินเอง ซึ่งสมุนไพรชนิดพร้อมชงนั้นย่อมมีความสะดวก และให้คุณค่าทางยาที่คงที่กว่าสมุนไพรสดต้มอย่างแน่นอน ชาสมุนไพรของไทย ยังมีการนำส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศบ้าง เช่น ประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน สิงคโปร์ เป็นต้น แต่ปัญหาจากการผลิตสมุนไพรก็คือ ปริมาณวัตถุดิบที่ได้มาแต่ละปีมักมีจำนวนไม่แน่นอน เพราะเกษตร
