ชาอัสสัม
เป็นที่รู้กันว่า พื้นที่ป่าเขาที่ห่างไกลความเจริญ โดยเฉพาะพื้นที่สูง จะเป็นพื้นที่ที่เกือบทั้งหมดไม่มีเอกสารสิทธิ อยู่ในความดูแลโดยหน่วยงานภาครัฐ ออกกฎหมายมาคุ้มครองพื้นที่ให้อยู่ในรูปของป่าหรือพื้นที่สงวน อนุญาตให้ใช้เฉพาะกรณี ซึ่งการอยู่ร่วมกันระหว่างชาวบ้านและป่า ก็เป็นกรณีที่ควรได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนมาโดยตลอด เพราะชาวบ้านในอดีตที่อาศัยอยู่ห่างไกลมีอาชีพที่เกิดมาก็ทำตามบรรพบุรุษคือ เกษตรกรรม แม้ไม่ได้ถือเอกสารสิทธิบนแปลงพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่ก็สามารถทำการเกษตรบนพื้นที่นั้นๆ ตามถิ่นที่พำนักในภูมิลำเนาของตนเอง โดยไม่ใช่เรื่องผิด ที่อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ก็เช่นกัน เกษตรกรที่อาศัยอยู่บนที่สูง การเกษตรจำเป็นสำหรับพวกเขา เพราะนั่นคือ อาชีพสำหรับเลี้ยงครอบครัว การทำการเกษตรในพื้นที่ป่าเขา แม้จะมีกฎหมายคุ้มครองพื้นที่ป่า แต่ก็ยังเปิดโอกาสให้ชาวบ้านเข้าไปใช้ประโยชน์ในป่าได้ โดยไม่ทำลายป่า เป็นการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนระหว่างป่ากับคน เครือข่ายวิสาหกิจวนเกษตรกาแฟอินทรีย์เชียงราย ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน โดย คุณเสฐียรพงษ์ แก้วสด มองเห็นว่า พื้นที่ป่าที่ชาวบ้านใช้เป็นที่ทำ
“ชา” เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดเชียงราย เป็นแหล่งผลิตใบชาคุณภาพดี เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ โดยส่งออกในลักษณะชาเขียว ชาดำ และชาสำเร็จรูป ส่งขายในตลาดอาเซียน จีน เกาหลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และชิลี แต่ละปีสร้างรายได้ก้อนโตเข้าสู่ประเทศ จังหวัดเชียงราย มีลักษณะภูมิประเทศที่เอื้อต่อการปลูกชา ที่ระดับความสูงตั้งแต่ 350-2,000 เมตร จากระดับน้ำทะเล ชาเชียงราย เป็นใบชาสดที่มีคุณภาพดี เพราะเกษตรกรผู้ปลูกชาจะเก็บชา 1 ยอด และ 2 ใบชา ยอดกับก้านจะให้รสฝาด ใบแรกรองจากยอดจะให้รสขม ใบที่สองจะให้ความหอม จะได้ความฝาด-ขม-หอม รวมเป็นหนึ่ง รสชาติหอมละมุน กลมกล่อม ยอดชาที่เก็บเกี่ยวถูกส่งเข้าโรงงานทันทีเพื่อควบคุมคุณภาพให้ได้ตามมาตรฐานที่จัดทำขึ้นโดยสถาบันชาและกาแฟ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) สมาคมชา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดเชียงราย กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) ชาเชียงราย เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2558 โดยสินค้าชาเชียงรายที่ได้มาตรฐาน จีไอ คือผลิตภัณฑ์ชาเขียว (ชาที่ไม่ผ่านกระบวนการหมัก) และชาอู่หลง (ชาที่หมักเพียงบางส่วน) ที่ได้จากพันธุ์ชาอัสสัม และพันธ
เปียงหลวง เป็นตำบลหนึ่งของอำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ติดชายแดนพม่า ในอดีตมีด่านช่องหลักแต่ง เป็นด่านชั่วคราวที่เปิดการค้าขายชายแดนที่คึกคัก แต่ต้องปิดถาวร เมื่อปี 2545 ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นคนเชื้อสายจีนยูนนานและไทยใหญ่ โดยชาวจีนยูนนานนั้นได้อพยพเข้ามาในสมัยนายพลเจียงไคเช็ค ส่วนชาวไทยใหญ่ได้เข้ามาตั้งแต่ครั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้ทรงจัดทัพทหารอันเกรียงไกร 100,000 นาย มุ่งไปยึดเมืองนายกลับคืนจากพม่า เมื่อปี พ.ศ. 2147 ซึ่งนักรบชาวไทยใหญ่ได้ร่วมทัพจับศึกในครั้งนั้นด้วย และในปัจจุบันทั้งคนไทยเชื้อสายจีนยูนนานและไทยใหญ่ ยังคงรักษาไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมและวิถีชีวิตดั้งเดิมไว้ เพื่อเป็นเอกลักษณ์ของชาติพันธุ์อยู่อย่างมั่นคง การทำใบเหนี่ยง หรือใบชา ของชาวไทยใหญ่ ชาวไทยใหญ่เรียกขานใบชาว่า ใบเหนี่ยง เป็นชาอัสสัมดั้งเดิมที่ปลูกต่อกันมาตั้งแต่อดีต ชาวบ้านนิยมเก็บยอดใบชาตั้งแต่รุ่งเช้า จากนั้นจะนำใบชามาคั่ว โดยใช้กระทะตั้งบนเตาไฟที่ใช้ หลัว หรือไม้ฟืนเป็นเชื้อเพลิง ใส่น้ำลงในกระทะ ประมาณ 1 ถ้วยแกง แล้วนำใบชาลงคั่ว โดยจะคนพลิกใบชาตลอดเวลาการคั่ว จนกระทั่งใบชาเป็นสีเขีย
