ช่วยชาวนา
บิ๊กตู่ สุดภูมิใจ – 3 ธ.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ โดยระบุว่า สวัสดี พี่น้องประชาชนที่รัก วันนี้ผมมีข่าวดีเรื่องการจัดการหนี้นอกระบบมาเล่าให้ฟังครับ ชาวนาที่กู้หนี้ยืมสินจากนายทุนเงินกู้ โดยเอาที่นาไปจำนองแล้วถูกยึด เพราะดอกเบี้ยสูงและไม่เป็นธรรม บางคนถึงกับต้องทำนาบนที่ดินของตัวเองที่ถูกนายทุนยึดไป รัฐบาลจึงได้จัดตั้งศูนย์ป้องกันปราบปรามการฉ้อโกงทรัพย์สินของประชาชน ตามไปดำเนินการนำที่ดินที่ถูกยึดไปโดยไม่เป็นธรรม และมีการปลอมแปลงเอกสารสิทธิ์เอามาคืนให้กับลูกหนี้ ตอนนี้ก็มากกว่า 180 ล้านโฉนด รวมที่ดินกว่า 7,000 ไร่ คิดเป็นมูลหนี้มากกว่า 52,000 ล้านบาท จากนั้นก็จัดขึ้นทะเบียนนายทุนเงินกู้และกำหนดดอกเบี้ยที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย ผมขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมมือกัน เราจะทำเรื่องนี้ต่อไป เพื่อความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังครับ ที่มา ข่าวสดออนไลน์
นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมการข้าวอยู่ระหว่างเปิดการรับสมัครเกษตรกรที่เข้าร่วม โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ ปี 2561 จำนวน 300,000 ไร่ ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องจากปี 2560 โครงการนี้ดำเนินการ 3 ปีภายใต้เป้าหมาย 100,000 ไร่ โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับเงินอุดหนุนเพื่อชดเชยรายได้ เพราะจากการผลิตข้าวระบบอินทรีย์ที่ทำให้ผลผลิตลดลงในระยะเริ่มต้นของการผลิตระบบอินทรีย์ โดยสนับสนุนเงินอุดหนุนต่อเนื่อง 3 ปี ตามหลักเกณฑ์การพิจารณาให้เงินอุดหนุนตามข้อกำหนดมาตรฐานข้าวอินทรีย์ ล่าสุดมีเกษตรกรที่ให้ความสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการจำนวน 52 จังหวัด เกษตรกร 1,946 กลุ่ม จำนวน 45,607 ราย พื้นที่ 487,105.80 โดยขั้นตอนต่อไปศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวและศูนย์วิจัยข้าวจะดำเนินการกลั่นกรองข้อมูล เอกสารต่างๆ ให้ถูกต้องตามเงื่อนไขโครงการและนำเสนอ chief of Operation จังหวัดเห็นชอบภายในวันที่ 28 ก.พ. 2561 ทั้งนี้เงื่อนไขโครงการของปี 2561 ที่สำคัญได้แก่ พื้นที่ของเกษตรกรจะต้องเป็นพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง มีทะเบียนเกษตรกร เป็นสมาชิกธ.ก.ส. พื้นที่มีความเหมาะสมในการปลูกข้าวอินทร
นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ และที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร ที่จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2560 เห็นชอบที่กระทรวงพาณิชย์เสนอมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและรักษาเสถียรภาพราคาข้าว ปีการผลิต 2560/61 ด้านการตลาด จำนวน 3 โครงการ รวมวงเงิน 8.72 หมื่นล้านบาท เป็นวงเงินสินเชื่อ 3.35 หมื่นล้านบาท และวงเงินจ่ายขาด 5.37 หมื่นล้านบาท โดยใช้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดำเนินการ ทั้งนี้ ประกอบด้วย มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและรักษาเสถียรภาพราคาข้าว ปีการผลิต 2560/61 มีเป้าหมาย 12.5 ล้านตันข้าวเปลือก แบ่งเป็น โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ให้กับสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร เพื่อรวบรวมข้าวเปลือกเพื่อจำหน่ายหรือแปรรูป 2.5 ล้านตัน วงเงินสินเชื่อ 1.25 หมื่นล้านบาท และวงเงินจ่ายขาด 406 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ย MLR-1% โดยสถาบันการเกษตร รับภาระดอกเบี้ย 1% และรัฐรับ 3% ระยะเวลาโครงการ 1 ต.ค. 2560-30 ก.ย. 2561 โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี และการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยว และปร
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่ วมมือ (MOU) กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) เรื่อง การเชื่อมโยงการจัดการฐานข้อมู ลสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการพั ฒนาความเข้มแข็งของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร และการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อพัฒนาอาชีพ คุณภาพชีวิตของสมาชิกและการทำธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีนางบริสุทธิ์ เปรมประพันธ์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ รองผู้จัดการธนาคารเพื่ อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ในวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๖๐ ณ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ การเกษตร สำนักงานใหญ่ เขตจตุจักร กรุงเทพฯ นางบริสุทธิ์ เปรมประพันธ์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ และธนาคารเพื่ อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ได้มีความเห็นร่วมกันในการเชื่ อมโยงการจัดการฐานข้อมูลสหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกร เพื่อบูรณาการข้อมูลในการสนั บสนุนนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้ นการให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตร
ราคาข้าวที่ตกต่ำ มีต้นทุนการผลิตสูง หรือการเป็นหนี้ ล้วนเป็นปัญหาเรื้อรังของชาวนาไทย ทั้งๆที่เคยเป็นประเทศที่ส่งออกข้าวเป็นอันดับ 1 ของโลก ชาวนาซึ่งเป็นประชากรหลักของประเทศยังคงมีฐานะยากจนอยู่เมื่อเทียบกับชาวนาญี่ปุ่น ที่แม้จะมีพื้นที่ทำนาน้อยกว่าแต่กลับมีฐานะความเป็นอยู่ดีกว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกษตรกรญี่ปุ่นมีความเป็นอยู่ที่ดี เกิดจากมีการรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์ที่เข้มแข็งและมีการใช้นวัตกรรมในระบบการผลิต ปัจจุบันหลายภาคส่วนของไทย ได้พยายามเสนอแนวทางแก้ปัญหาข้าวราคาตกต่ำโดยการรับซื้อขายข้าวทางออนไลน์ การระดมทุน การเปิดจุดบริการรับซื้อข้าวจากชาวนา เป็นต้น วิธีการเหล่านี้แม้จะแสดงให้เห็นถึงความมีน้ำใจของคนไทย แต่ยังคงเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและไม่ยั่งยืน ดังนั้นการสร้างความเข้มแข็งให้ชาวนาจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องดำเนินการเร่งด่วน การรวมกลุ่มที่เข้มแข็งของชาวนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรูปแบบสหกรณ์ที่มีการบริหารการเงินที่เหมาะสม มีการสร้างโรงสีชุมชน มีการจัดสรรเครื่องจักรกลขนาดใหญ่ใช้ในชุมชน มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี เช่น การปลูกแบบเปียกสลับแห้ง การทำเกษตรอินทรีย์ การใช้ปุ๋ยสั่งตัด และนวัตกรรมเพื่
นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงแผนการสนับสนุนโรงงานอุตสาหกรรมใช้ข้าวไทยเป็นวัตถุดิบผลิตสินค้า ว่า กระทรวงจะเน้นส่งเสริมให้กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร อาหารสัตว์ และกลุ่มที่เกี่ยวเนื่องที่ใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบนำข้าวมาแปรรูป ปัจจุบันมีอยู่ทั่วประเทศ 2,102 โรงงาน (รง.) เพิ่มปริมาณความต้องการข้าวและช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าและผลิตภัณฑ์มากขึ้นด้วย โดยแผนการส่งเสริมนั้นจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาจัดทำให้ชัดเจน เพื่อส่งเสริมการใช้วัตถุดิบข้าวให้มากขึ้น และเป็นส่วนในการช่วยเหลือชาวนาระยะยาว ตามที่นายกรัฐมนตรีมีนโยบายช่วยเหลือชาวนาให้หลุดพ้นความยากจนภายใน 5 ปี นางอรรชกา กล่าวว่า สำหรับข้อมูลจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) พบว่า ปัจจุบันมีผู้ผลิตภาคอุตสาหกรรม 2,102 ราย สั่งซื้อข้าวเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้า ซึ่งเป็นโรงงานที่ประกอบกิจการทำอาหารจากแป้ง 1,338 ราย โรงงานประกอบกิจการเกี่ยวกับแป้งข้าวเจ้าสำหรับทำขนม 11 ราย และโรงงานที่ประกอบกิจการเกี่ยวกับอาหารสัตว์ 753 ราย นางอรรชกา กล่าวว่า ปัจจุบันกระทรวงอุตสาหกรรมกำลังดำเนินโครงการอุตสาหกรรมรวมใจช่วยชาวนาไทยขายข้าว โดยสนั
ท่ามกลางปัญหาราคาข้าว หลากหลายหน่วยงานต่างออกมาช่วยรับซื้อ แม้กระทั่งกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) โดยนพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เปิดโอกาสช่วยชาวนารอดพ้นวิกฤตครั้งนี้ โดยให้ชาวนาโดยตรง ที่ไม่ผ่านกงสีข้าว สามารถนำข้าวสารมาจำหน่ายในโรงพยาบาลสังกัดสธ. รวมทั้งภายในกระทรวงสาธารณสุข โดยให้ติดต่อกับสถานพยาบาลนั้นๆโดยตรง พร้อมทั้งหากโรงพยาบาลสามารถรับซื้อข้าวสารเพื่อนำมาให้ผู้ป่วยรับประทาน ก็ให้ดำเนินการได้ทันที เรียกว่าต่างระดมการช่วยเหลือทุกทาง อย่างไรก็ตาม ในแง่ของคุณค่าทางอาหารของ “ข้าว” ก็มีมากมายอีก เรื่องนี้ นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า ข้าวเป็นแหล่งสารอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงานแก่ร่างกายและสมอง ข้าวสวย 1 ทัพพี ปริมาณ 60 กรัม หรือข้าวเหนียว 1/2 ทัพพี ปริมาณ 35 กรัม จะให้พลังงานประมาณ 80 กิโลแคลอรี เทียบได้กับขนมปัง 1 แผ่น หรือ ขนมจีน 1จับ ในเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้หญิงวัยทำงาน กินวันละ 7-8 ทัพพี ในผู้ชายวันละ 10-12 ทัพพี โดยการรับประทาน ควรเลือกข้าวขัดสีน้อย จำพวกข้าวกล้องหรือข้าวสีต่างๆ เพราะจะได้ใยอาหารเพิ่มขึ้น ย่อยช้า ทำให้รู้สึกอิ่มนาน ช
