ซอยแคบ
แรงกระเพื่อมที่เกิดขึ้น หลังโครงการก่อสร้างอาคารสูงในซอยแคบ อย่างโรงแรมเอทัช ในซอยร่วมฤดี และคอนโดมิเนียมแอชตัน อโศก ศาลปกครองสูงสุดชี้ขาดให้เพิกถอนการก่อสร้างและรื้อถอนอาคาร ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับธุรกิจ ความเชื่อมั่นและผู้อยู่อาศัยซึ่งเป็นผู้บริโภคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถือว่าเรื่องนี้เป็น “บทเรียน” สำคัญที่ผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องขบคิด หาทางป้องกันไม่ให้เกิด “ซ้ำรอย” ในขณะเดียวกัน บทเรียน เรื่องนี้เอง ได้ปลุกกระแสสังคมและชุมชนให้เกิดการตื่นตัว ตระหนักรู้ถึงปัญหา ผลกระทบและความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินจากการก่อสร้างอาคารในซอยแคบ จนเกิดการรวมตัวร้องเรียน คัดค้านการก่อสร้างโครงการที่ส่อว่าอาจไม่เป็นไปตามกฎหมาย ควบคุมอาคาร กฎกระทรวง เรื่องควบคุมอาคาร และข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครเรื่องควบคุมอาคาร ในเรื่องของระยะความกว้างทางสาธารณะ เพื่อความสะดวกในการสัญจรเพื่อระงับเหตุได้ทันหากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือเหตุเพลิงไหม้ สิ่งที่ต้องยอมรับคือ ปัญหาการก่อสร้างอาคารในซอยแคบไม่ใช่ปัญหาใหม่ แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นพร้อมกับการเติบโตของเมือง ที่การสร้างอาคารขยับย้ายเข้าไปก่อสร้างในซอย
สภาผู้บริโภค พอใจ หลังผู้ว่าฯ กทม.รับทราบปัญหาและข้อเสนอของสภาผู้บริโภคและประชาชน จากการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ในซอยแคบ และร้องขอเปิดรับฟังความเห็นร่วมทำผังเมืองรวมกทม.ลดปัญหา กระทบ ละเมิดสิทธิประชาชน รวมถึง สนับสนุนการจัดทำระบบFeeder 20 บาทตลอดสาย หลังสภาผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างอาคารสูงในซอยแคบ 3 ชุมชน ประกอบด้วย โครงการเอสประดิพัทธ์ (ประดิพัทธ์ซอย 23 ) โครงการเอส รัชดา (รัชดา ซอย44) และโครงการเดอะมูฟ (พหลโยธิน 37) อาจดำเนินการไม่เป็นไปตามกฎหมาย เรื่องความกว้างของถนน ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึง ความไม่ปลอดภัย และกระทบกับชุมชนดั้งเดิม พร้อมทั้งได้ลงพื้นที่สำรวจสภาพปัญหา วัดระยะความกว้างถนนในซอย พร้อมเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานครและสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 20 กันยายน 2566 ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร สภาผู้บริโภค พร้อมตัวแทนชุมชน 3 ชุมชน ที่เข้ายื่นหนังสือผลการลงพื้นที่และสรุปเป็นรายงาน พร้อมข้อเสนอต่อนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อแก้ไขปัญหา สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสภาผู้บริโภค ระบุว่า ในรายงานจะมีรายละเอียดปัญหาที่
