ตลาด
บนพื้นที่สาธารณประโยชน์ประเภทหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (นสล.) ติดชายทะเล ภายในสวนไม้เคี่ยมที่แสนร่มรื่น เนื้อที่ประมาณ 7 ไร่ ซึ่งขึ้นอยู่กับหมู่ที่ 1 ตำบลละแม อำเภอละแม จังหวัดชุมพร ชาวบ้านจาก 4 ตำบลของอำเภอละแม ประกอบด้วย ตำบลละแม ตำบลทุ่งคาวัด ตำบลทุ่งหลวง และตำบลสวนแตง ได้รวมกลุ่มกันจัดตั้งตลาดนัดชุมชน โดยใช้ชื่อว่า “ตลาดใต้เคี่ยม” ภายใต้การนำของ นรินทร์ พันธ์เจริญ กำนัน ตำบลละแม ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน อำเภอละแม และประธานกรรมการบริหารตลาดใต้เคี่ยม กำนันนรินทร์ เปิดเผยว่า ย้อนหลังไป 4-5 ปี เกิดวิกฤตยางพาราและปาล์มน้ำมันมีราคาตกต่ำมาก ชาวบ้านจึงหารือกันว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร จากนั้นจึงมีการตระเวนให้ความรู้ชาวบ้านเรื่องการประหยัด ลดรายจ่ายในครัวเรือน และปลูกพืชผักไว้กินเอง หากผลผลิตเพียงพอต่อการบริโภคแล้ว ก็หาทางรวมตัวกันนำผลผลิตออกมาวางจำหน่ายในรูปตลาดนัดชุมชน จนเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2559 จึงเห็นพ้องต้องกันว่าควรใช้พื้นที่สวนไม้เคี่ยมแห่งนี้จัดตั้งตลาดนัดชุมชนชื่อ “ตลาดใต้เคี่ยม” หรือ “หลาดใต้เคี่ยม” เปิดขายทุกๆ วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. ซึ่งขณะนี้ตลาดแห่งนี้ติดอันดับ
จังหวัดกาฬสินธุ์ ก็เป็นแหล่งผลิตมะม่วงคุณภาพ ปัจจุบัน มีพื้นที่เพาะปลูกมะม่วงกว่า 2,500 ไร่ ผลผลิตรวมกว่า 4,000 ตัน มูลค่าเฉียด 70 ล้านบาท เกษตรกรในพื้นที่หันมารวมกลุ่มผลิตเพื่อส่งออกตลาดต่างประเทศ ทั้งญี่ปุ่น จีน เกาหลี และประเทศแถบยุโรป นับเป็นอีกหนึ่งพืชทางเลือกที่สร้างรายได้งามให้กับเกษตรกร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการวิเคราะห์เศรษฐกิจสินค้าเกษตร ตามโครงการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning by Agri-Map) ซึ่งจากการติดตามสินค้าเกษตรทางเลือกของจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 (สศท.4) พบว่า จังหวัดมีศักยภาพในการผลิตมะม่วง ปลูกมะม่วงหลายสายพันธุ์เพื่อเป็นพืชทางเลือก เช่น มะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ และมหาชนกที่มีคุณภาพ เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน และประเทศแถบยุโรป ปัจจุบัน จังหวัดกาฬสินธุ์ มีพื้นที่เพาะปลูกมะม่วง ได้แก่ อำเภอหนองกุงศรี ห้วยเม็ก ท่าคันโท ร่องคำ ยางตลาด และกมลาไสย จำนวน 2,532 ไร่ พื้นที่ให้ผลผลิต 1,728 ไร่ ผลผลิตรวม 4,463 ตัน มูลค่า 69.94 ล้านบาท มะม่วงที่ได้คุณภาพตามมาตรฐานจะส่งไปขายต่างประ
อุทัยธานี ดูเป็นจังหวัดเงียบๆ ที่ผมไม่ค่อยเคยไปบ่อยนัก แต่จำได้ว่ามีความหลากหลายของกลุ่มชนมาก เช่น กลุ่มลาวคั่ง ลาวด่าน กะเหรี่ยงโพล่วง ผมเคยได้ย่าม ผ้าปูกราบพระ ผ้าซิ่นทอมืองามๆ จากแม่ๆ ชาวลาวคั่งบ้านทัพหลวงเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน จนเดี๋ยวนี้หลายใบก็ยังถูกใช้ติดมืออยู่ เสียดายที่สมัยก่อนผมไม่ค่อยสนใจเรื่องอาหารการกินมาก เลยจำไม่ค่อยได้ว่าเคยได้กินอะไรแปลกๆ บ้าง เวลาไปตามถิ่นชนบทของอุทัยธานี จนเวลาผ่านไป การที่วันนี้ได้มานั่งฟังคนสูงอายุชาวบ้านไร่เล่าถึงอดีตนาข้าวซึ่งกลายเป็นไร่อ้อย ข้าวโพด และมันสำปะหลังเต็มพรืดไปเสียทุกหนทุกแห่งชั่วเวลาแค่สิบกว่าปีก่อน บอกกล่าวถึงการเลี้ยงผีเจ้าบ้านในเดือน 6 ที่มีรำนางด้ง รำแคน กลางลานบ้านใหญ่ แล้วเริ่มขยับเข้ามาทำพิธีในวัดพุทธ กระทั่งต่อมา พื้นที่แถบบ้านไร่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่มีคนเข้ามาเที่ยวกันมากมายในช่วงเทศกาล และต้องการมาดูแหล่งปลูกสตรอเบอรี่และดอกไม้เมืองหนาวของภาคกลาง ที่มี “อากาศหนาวที่สุด” ที่ตำบลแก่นมะกรูด อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ก็ทำให้ผมรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว “แต่ก่อน แค่ทุ่มสองทุ่มน
วันที่ 14 กุมภาพันธ์ น.ส.รัตนาเธียรวิศิษฎ์สกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานในพิธีเปิดตลาดประชารัฐต้องชมตลาดสะพานยูง ต.เขานิเวศน์ อ.เมือง จ.ระนอง พร้อมด้วยนายจตุพจน์ ปิยัมปุตระ ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง นางวนิดา อรุโณทัย พาณิชย์จังหวัดระนอง ข้าราชการ ประชาชน ร่วมงานเป็นจำนวนมาก น.ส.รัตนา กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เพื่อแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน และช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอี สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน สถาบันเกษตร และประชาชนผู้มีรายได้น้อย โดยใช้กลไกตลาดชุมชนเป็นช่องทางให้กับเกษตรกรและการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวในแต่ละจังหวัด เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจท้องถิ่น นางวนิดา อรุโณทัย พาณิชย์จังหวัดระนอง กล่าวว่า สำนักงานพาณิชย์จังหวัดระนอง ร่วมกับคณะทำงานดำเนินการส่งเสริมและพัฒนาตลาดต้องชมตลาดสะพานยูง ได้ร่วมบูรณาการในรูปแบบประชารัฐในการส่งเสริมตลาดชุมชน โดยได้คัดเลือกตลาดสะพานยูงเป็นตลาดประชารัฐต้องชมในปี 2561 นี้ ดำเนินการปรับปรุงภูมิทัศน์ตลาดให้มีความสวยงามเป็นระเบียบ มีการจัดทำจุดถ่ายภาพให้กับนักท่องเที่ยวเก็บภาพเป็นที่ระลึก ทั้งยังจัดให้มีการปิดป้าย
เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ผมได้ไปเที่ยวเมียนมาช่วงสั้นๆ กับเพื่อนครับ ไปแบบง่ายๆ โดยนั่งเครื่องบินไปลงที่มัณฑะเลย์ ต่อแท็กซี่ไปเมืองพินอูลวิน เมืองเก่า อากาศดี ที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเคยเป็นทั้งสถานที่พักตากอากาศและเมืองป้อมปราการของเจ้าอาณานิคมอย่างอังกฤษเมื่อศตวรรษก่อน วันต่อมานั่งรถไฟยาวไปเมืองสีป้อเขตรัฐฉาน ไทใหญ่ จากนั้นก็นั่งแท็กซี่ย้อนกลับไปมัณฑะเลย์ ก็เป็นวิธีที่น่าสนุก ไม่เหนื่อยเกินไป ค่าใช้จ่ายในการเดินทางเอง หากินเอง หาที่พักกันเองนี้ก็ไม่มากมายอะไรนัก แถมยังเลือกแผนการเที่ยวได้อย่างที่เราชอบอีกต่างหาก “แผนการ” ของพวกเราคือร้านอาหารบ้านๆ แล้วก็ตลาดสดเป็นหลักเท่านั้นเองครับ ครั้งนี้ก็เช่นกัน ผมคิดว่า เมืองเล็กๆ ทางตอนเหนือของเมียนมาเหล่านี้ มีวัฒนธรรมอาหารที่น่าสนใจดี เลยจะขอเล่าให้ฟังเท่าที่เห็น ว่าพอจะเปรียบเทียบกับอะไรๆ ของบ้านเราได้บ้าง ตั้งแต่ที่พวกเรานั่งแท็กซี่ออกจากสนามบินมัณฑะเลย์ แล้วสองข้างทางมีดงไม้ต้นโปร่งๆ กิ่งก้านมีหนามแหลมแปลกตา มีคนจำได้ว่า คือต้นระกำ มันทำให้เราเข้าใจได้ถึงที่มาแห่งชื่อบ้านนามเมืองของอำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ว่าแต่เดิม
หากจะพูดถึงตลาดสดที่มีชื่อเสียง เชื่อว่าหลายท่านคงไม่พลาดที่จะนึกถึง ตลาดสด อ.ต.ก. ของบ้านเรา ซึ่งตลาด อ.ต.ก. เป็นตลาดที่ขึ้นชื่อเรื่องของสินค้า ผลิตภัณฑ์อาหารที่มีคุณภาพ ของสด ถูกหลักอนามัย สินค้าที่นำมาขายเต็มไปด้วยสินค้าเกรดพรีเมี่ยม ซึ่งนอกจากความสะอาดและคุณภาพของสินค้าที่ขึ้นชื่อแล้ว ตลาดแห่งนี้ยังสะดวกสำหรับพ่อบ้านแม่บ้านที่จะเลือกซื้อ จับจ่ายใช้สอยเป็นอย่างมาก เพราะภายในตลาด อ.ต.ก. ไม่ได้จำหน่ายแค่ผัก ผลไม้ แต่ยังครอบคลุมไปถึงอาหารสด อาหารแปรรูป สินค้าเกษตรอินทรีย์ ตลาดกล้วยไม้ รวมถึงตลาดสัตว์เลี้ยง เรียกได้ว่ามาที่ อ.ต.ก. ที่เดียว ท่านจะได้ครบทุกอย่าง การันตีด้วยโพลจากสื่อต่างประเทศ อย่าง “ซีเอ็นเอ็น” ได้จัด 10 อันดับ ตลาดที่ดีสุดในโลก ตลาด อ.ต.ก. ติดอันดับ 4 ตลาดดีมีคุณภาพของโลก และครั้งนี้ทางนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านจึงได้ถือโอกาสสัมภาษณ์ คุณกมลวิศว์ แก้วแฝก ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร เกี่ยวกับแนวทางวิธีการบริหารตลาดและการสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค มาฝากผู้อ่าน ประวัติความเป็นมาของตลาด ตลาด อ.ต.ก. ชื่อเต็มคือ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระ
เชียงใหม่ เป็นเมืองใหญ่ที่มีกาด (ตลาด) เต็มไปหมด ค่าที่ว่าเป็นเมืองใหม่ที่ตั้งซ้อนทับบนเมืองเก่าอายุกว่าแปดศตวรรษ ชุมชนต่างๆ ซึ่งมีความหลากหลายมาก เพราะเป็นเมืองศูนย์กลางการค้ามาแต่โบราณนั้นก็ยังคงอยู่อาศัยสืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน ดังนั้น ใครที่เคยเห็นภาพถ่ายเก่าของนครเชียงใหม่เมื่อร้อยกว่าปีก่อนก็คงรู้สึกได้ว่า ภาพนั้นแทบไม่ได้หายไปไหนเลย หากยังคงฉายเวียนซ้ำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ในตรอกซอกซอย หน้าโรงเรียน ลานวัด กระทั่งอาณาบริเวณโบสถ์คริสต์และมัสยิดของคนมุสลิม มัสยิดเฮดายาตูลอิสลามบ้านฮ่อ ซอยเจริญประเทศ 1 ใกล้ตลาดไนท์บาซ่า ในเขตเทศบาลเมืองเชียงใหม่ มีตลาดแบบที่ว่านี้ในช่วงเช้ามืดถึงเที่ยงทุกวันศุกร์ แม้ผมจะเคยกินข้าวซอยอิสลามและข้าวแรมฟืนอร่อยๆ ในซอยนี้มาก่อนแล้ว แต่ก็เพิ่งเคยมาเดินเที่ยวกาดนี้เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมนี้เองครับ จำได้ว่า ครูของผมคนหนึ่งเคยบอกว่า ถ้าอยากเข้าใจชุมชนไหน ก็ให้ไปที่วัดกลางชุมชนนั้น แล้วจะเห็นชีวิตทางสังคมของที่นั่นชนิดทะลุปรุโปร่ง ผมอยากจะคิดแย้งว่า ถ้าเป็นเดี๋ยวนี้ คงต้องเปลี่ยนเป็นไปตลาดสดเสียมากกว่ากระมัง เพราะหน้าที่ของวัดในเมืองไทยที่ยึดโยงกับชุมชนดูจะเสื่อมคล
เดือนกรกฎาคม ดีเดย์ ได้ฤกษ์ “สี่มุมเมือง” ครบ 30 ปี ปรับโฉมพื้นที่รวม 250 ไร่ รองรับอนาคต ใช้เวลา 3-4 ปี ปรับปรุงตลาดขยายพื้นที่ค้าส่งผักสด-ผลไม้ แหล่งอาหารคนเมือง ชู “มะม่วง” สินค้าท็อปฮิตยอดขายดีสุด ให้โดดเด่นกว่าเดิม ขณะที่ภัยแล้งทำ “ทุเรียน” ราคาพุ่ง แม่ค้าทุเรียนยิ้มรับออเดอร์ “ตลาดสี่มุมเมือง” แหล่งอาหารของเมืองหลวง กรุงเทพมหานคร บนเนื้อที่กว่า 200 ไร่ ซึ่งวันนี้ตลาดสี่มุมเมืองมีอายุครบ 30 ปี และเป็นตลาดศูนย์กลางซื้อขายแลกเปลี่ยนผักสดและผลไม้ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ โดยแต่ละวันมีผู้มาค้าประจำมาเช่าแผง 2,000 กว่าแผง มีรถผักสดกว่า 1,200 คัน ต่อวัน หมุนเวียนนำผักมาจำหน่ายและซื้อสินค้า โดยผู้ที่นำผักมาค้าที่นี่ จ่ายค่าเช่าเพียงตารางเมตรละ 15 บาทต่อวัน ทำให้ที่นี่มีชีวิตชีวาตลอด 24 ชั่วโมง “กรุงเทพมหานคร” ได้รับการขนานนามว่า เป็นเมืองหลวงที่ไม่เคยหลับ สี่มุมเมืองก็เช่นเดียวกัน เพราะวิถีชีวิตคนในเมืองหลวงต้องหาซื้อผักสดและผลไม้ วัตถุดิบประกอบอาหารในตลาดสดเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งกลุ่มตลาดสดจากทั่วกรุงเทพฯ มักจะเดินทางมาซื้อสินค้าที่นี่ เพื่อเตรียมรับเช้าวันใหม่ของคนเมืองในแต่ละวัน ทายาท
ทุกวัน เวลาประมาณ 16.00 น. ภายในตลาดสดเทศบาลตำบลสังขะ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ แม่ค้าผักกว่า 30 คน ต่างพร้อมใจกันร่วมกิจกรรมเต้นแอโรบิกออกกำลังกายประกอบเพลงที่หน้าแผงผักกันอย่างพร้อมเพรียงและสนุกสนานอย่างยิ่ง ออกลีลาท่าทางกันไม่ธรรมดา โดยเฉพาะคุณยายวิลัย สายบุตร แม่ค้าขายของชำ วัย 72 ปี และคุณยายบัวหลวง ชอบมี แม่ค้าขายของชำ อายุ 75 ปี เต้นอย่างทะมัดทะแมงไม่แพ้แม่ค้าสาวๆ ที่มา : มติชนออนไลน์
