พืชทำเงิน เกษตรรอบด้าน

เครือข่ายฯ ตาสับปะรด ระยอง ปลูกสับปะรดผลสด 5 สายพันธุ์ ป้อนตลาดจีน

ในยุครุ่งเรือง ประเทศไทยเคยส่งออกสับปะรดกระป๋องเป็นอันดับ 1 ของโลก แต่ทุกวันนี้ ยอดการส่งออกสับปะรดกระป๋องมีแนวโน้มลดลง เพราะต้นทุนแรงงานรวมทั้งปุ๋ยสูงขึ้น ทำให้มีต้นทุนการผลิตสับปะรดสูง 6-7 บาทต่อกิโลกรัม ยังไม่รวมต้นทุนนำเข้าเหล็กแผ่นสำหรับผลิตกระป๋องที่มีราคาสูง ทำให้ไทยเสียเปรียบ “ฟิลิปปินส์” ซึ่งมีต้นทุนผลิตที่ 5 บาทต่อกิโลกรัม และสาธารณรัฐเซียร์ราลีโอน มีต้นทุนผลิตแค่ 2 บาทต่อกิโลกรัม   

เดิมทีเกษตรกรส่วนใหญ่นิยมปลูกสับปะรดส่งโรงงานอย่างเดียว เพราะทำง่าย ถึงเวลาก็ตัดแล้วรับเงิน ไม่ต้องหาตลาด ระยะหลังประสบปัญหาผลผลิตล้นตลาด ขายไม่ได้ราคา หักต้นทุนแล้วแทบไม่เหลืออะไรเลย เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดจึงแก้ปัญหาด้วยการปลูกสับปะรดผลสด เช่น สับปะรดพันธุ์ MD2 เพื่อกระจายความเสี่ยงทางการตลาด

ปลูกสับปะรดสด 5 พันธุ์ใหม่ เจาะตลาดจีน 

คุณศราวุธ เรืองเอี่ยม แกนนำเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนตาสับปะรด กล่าวว่า ทางเครือข่ายตั้งเป้าหมายขยายพื้นที่ปลูกสับปะรดผลสด จำนวน 5 สายพันธุ์ ได้แก่ 1. สับปะรดไต้หวัน สายพันธุ์ไถหนง 17 หรือพันธุ์จินจ้วน 2. สับปะรดไต้หวัน สายพันธุ์ไถหนง 23 หรือพันธุ์มะม่วง 3. สับปะรดของบริษัทเอกชนไต้หวันชื่อว่า สายพันธุ์แตงโม 4. สับปะรดพันธุ์ MD2 และ 5. สับปะรดพันธุ์ไทย ชื่อ “ภูชวา” (หรือที่รู้จักกันในชื่อ ไซโก้เบอร์ 6) โดยตั้งเป้าหมายจะขยายกำลังการผลิตให้ได้ 1,000 ไร่ เพื่อผลิตสับปะรดผลสดส่งตลาดจีนให้ได้ 100 ตู้คอนเทนเนอร์ต่อปีภายใน 5-6 ปีข้างหน้า


ผลศึกษาวิจัยพบว่า ตลาดจีนต้องการสับปะรดสดจำนวนมากในช่วงก่อนปีใหม่ 2 เดือน และหลังปีใหม่ 2 เดือน เพราะเป็นช่วงที่จีนมีผลผลิตน้อย เดิมทีนำเข้าผลผลิตจากไต้หวันเป็นหลัก ตอนหลังจีนแบนนำเข้าสับปะรด เพราะปมขัดแย้งไต้หวัน-จีน ดังนั้นเอกชนไต้หวันจึงหันไปลงทุนปลูกสับปะรดในประเทศต่างๆ รวมทั้งไทย ซึ่งมีไลเซนส์ส่งสับปะรดเข้าจีนได้  

“ผมไปคุยกับผู้ส่งออกรายใหญ่อันดับ 2 ของไต้หวัน ปีที่ผ่านมา เขามียอดส่งออกสับปะรดไปจีนถึง 4 แสนตัน ซึ่งช่วงฤดูของบ้านเขา ตรงกับช่วงเดือนธันวาคม-มกราคมของเมืองไทยพอดี มองดูศักยภาพแล้ว มันเป็นไปได้ จึงใช้เงินลงทุน 3 ล้านบาท สั่งซื้อหน่อสับปะรดพันธุ์จินจ้วน จำนวน 200,000 หน่อ หน่อละ 15 บาท เข้ามาปลูกขยายพันธุ์ในปีนี้ ก่อนจะกระจายหน่อพันธุ์ให้สมาชิกได้นำไปปลูกในฤดูถัดไป” คุณศราวุธ กล่าว

จุดเด่นของสับปะรดผลสด 5 สายพันธุ์

สับปะรดพันธุ์ไถหนง 17 หรือพันธุ์จินจ้วน มีต้นกำเนิดจากสถาบันวิจัยเกษตรไต้หวัน จุดเด่นของพันธุ์นี้ ลักษณะภายนอก เปลือกบาง ทรงผลสวย แต่ร่องตาลึก รสชาติหวานฉ่ำ กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ เนื้อละเอียด แกนกลางกรอบหวานรับประทานได้ และไม่กัดลิ้น พันธุ์จินจ้วน เป็นสายพันธุ์พรีเมียมที่ได้รับความนิยมอย่างสูงทั้งในไต้หวันและส่งออกไปทั่วโลก

สับปะรดพันธุ์ไถหนง 23 หรือที่รู้จักกันในชื่อ “สับปะรดมะม่วง” พัฒนาโดยสถาบันวิจัยเกษตรไต้หวัน โดยทำการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างสับปะรดไถหนงเบอร์ 21 และไถหนงเบอร์ 19 จนได้สับปะรดลูกผสมที่มีเนื้อละเอียด ไร้เสี้ยน และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ซึ่งถือเป็นผลไม้ยอดนิยมในกลุ่มตลาดผลไม้พรีเมียม โดดเด่นด้วยเนื้อสีเหลืองทอง รสชาติหวานฉ่ำ ระดับ 16-18 บริกซ์ และมีกลิ่นหอมคล้ายมะม่วงสุกชัดเจน และมีกรดต่ำมากเพียง 0.4-0.7% ทำให้ได้รสหวานกลมกล่อมและไม่กัดลิ้น การเก็บรักษา เปลือกค่อนข้างหนา ทนทานต่อการขนส่งระยะไกลได้ดีกว่าสับปะรดสายพันธุ์อื่น

สับปะรดสายพันธุ์แตงโม เป็นผลงานปรับปรุงพันธุ์ของเอกชนไต้หวัน โดดเด่นด้วยขนาดผลใหญ่ยักษ์ ตั้งแต่ 1.5-5 กิโลกรัมต่อลูก เนื้อนิ่ม กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ รสชาติหวานฉ่ำ เหมือนรับประทานแตงโม และเนื้อไม่กัดลิ้น ให้ผลผลิตได้ตลอดทั้งปี

สับปะรดสายพันธุ์ภูชวา

สับปะรดสายพันธุ์ภูชวา เป็นชื่อพระราชทาน จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  “ภูชวา” พัฒนาโดยนักวิชาการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นสับปะรดลูกผสมจากสายพันธุ์ควีน (หวานกรอบ) และสายพันธุ์ปัตตาเวีย (หวานฉ่ำ) จุดเด่นคือผลมีขนาดค่อนข้างใหญ่ น้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 1.2-1.5 กิโลกรัมต่อผล เปลือกมีสีเขียวอมเหลืองเมื่อผลสุกและตาตื้น เนื้อสีเหลืองทอง มีกลิ่นหอม รสชาติหวานกรอบ ไม่กัดลิ้น เนื้อแน่น และปอกง่าย    

สับปะรดพันธุ์ MD2 เป็นสับปะรดที่พัฒนาขึ้นที่ฮาวาย สหรัฐอเมริกา เพื่อให้ขนส่งทางเรือได้โดยไม่เป็น “ไส้สีน้ำตาล” สามารถอยู่ในห้องเย็นที่อุณหภูมิต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส นานกว่า 10 วัน รสชาติหวาน มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว เนื้อมีสีเหลืองเข้ม เนื้อต้น แน่น ไม่เป็นโพรง น้ำหนักผลโดยเฉลี่ย 1.7-1.8 กิโลกรัม มีวิตามินซีสูงถึง 4 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับสับปะรดพันธุ์อื่นๆ

Related Posts