ต้นอ่อนทานตะวัน
ในยุคที่ผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ผักสดปลอดสารพิษและอาหารออร์แกนิกได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย หนึ่งในผักที่กลายเป็นดาวเด่นบนจานอาหารเพื่อสุขภาพก็คือ “ต้นอ่อนทานตะวัน” หรือที่หลายคนเรียกกันว่า “ผักจิ๋วพลังสูง” เพราะถึงแม้จะมีขนาดเล็ก แต่กลับอัดแน่นไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างเหลือเชื่อ “ต้นอ่อนทานตะวัน” ผักต้นจิ๋วประโยชน์สุดแจ๋วที่เป็นส่วนหนึ่งของวัตถุดิบยอดนิยมในการทำอาหารของกลุ่มคนรักสุขภาพ เนื่องจากในต้นอ่อนทานตะวันประกอบไปด้วยวิตามินมากมายที่ดีต่อร่างกาย ถ้าถามว่าในต้นอ่อนทานตะวันมีประโยชน์อะไรแอบซ่อนอยู่บ้าง บอกเลยว่าเทคโนโลยีชาวบ้านมีคำตอบให้ค่ะ อันดับแรกต้องมาทำความรู้จักกับ ‘ต้นอ่อนทานตะวัน’ กันก่อน ต้นอ่อนทานตะวัน คือต้นอ่อนที่เพิ่งงอกออกจากเมล็ดทานตะวันเพียง 7-11 วัน ซึ่งต้นอ่อนที่งอกออกมานั้นอุดมไปด้วยวิตามิน และแร่ธาตุที่ส่งผลดีต่อร่างกาย โดยมีงานวิจัย รองรับว่าในต้นอ่อนทานตะวันมีสารกาบา (gamma-aminobutyric acid) ที่ช่วยในการป้องกันโรคเบาหวาน, โรคมะเร็ง, โรคอัลไซเมอร์ และยังช่วยบำรุงผิวพรรณอีกด้วย นอกจากนี้ ตัวต้นอ่อนที่งอกมายังมีโปรตีนสูงกว่าถั
กระแสนิยมคนชอบรับประทานต้นอ่อนทานตะวัน กำลังมาแรง หลายคนมองหาวิธีการปลูก การเพาะ หรือบางคนเพาะขายเป็นอาชีพเสริมก็มี เนื่องจากตลาดยังนิยมและสามารถขายได้ เพราะเป็นผักที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น ดูแลไม่ยาก อีกทั้งยังไร้สารเคมีอีกด้วย ซึ่งหลายคนที่หันมาปลูกต้นอ่อนทานตะวันขาย ไม่เพียงแต่ทำเป็นอาชีพเสริมเท่านั้น แต่ยังสามารถทำเป็นอาชีพหลัก สร้างรายได้ให้เป็นอย่างดีอีกด้วย ลาออกจากงานออฟฟิศ มาปลูกผักขาย ยึดเป็นงานหลัก คุณสวรินทร์ ขุนโยธา หรือ คุณกัล วัย 41 ปี เจ้าของกิจการเพาะต้นอ่อนทานตะวัน ซึ่งมีโรงเรือนเพาะปลูก โรงเล็กๆ ข้างบ้าน เล่าเรื่องราวของเธอให้ฟังว่า “เติบโตมาจากครอบครัวที่ปลูกผัก จึงทำให้เข้าใจการปลูกผักหรือวิธีการต่างๆ ได้ง่าย แต่ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้ทำอาชีพเพาะปลูกอะไร เป็นเพียงพนักงานของรัฐคนหนึ่งเท่านั้น ช่วงระหว่างที่ทำงาน เกิดป่วยมีเนื้องอกที่มดลูก 4 ก้อน ต้องลางานเพื่อไปรักษาตัวอยู่บ่อยๆ จึงได้ตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อมารักษาตัวและผ่าตัด เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ ระยะเวลาผ่านมาเกือบ 6 ปี ที่ลาออกจากงานออฟฟิศมายึดอาชีพเกษตร ปลูกต้นอ่อนทานตะวันเพื่อส่งขายให้
ผู้เขียนได้มีโอกาสพบปะกับอดีตเจ้าของหนังสือพิมพ์แห่งสวนสยามท่านหนึ่ง ชื่อท่าน ผอ.เจริญชัย พร้อมภรรยาสาว ชื่อ คุณกนกอร เพ็งจางค์ เมื่อประมาณ พ.ศ. 2545-2555 ระยะเวลาประมาณ 7-8 ปี ท่าน ผอ.เจริญชัย ได้เป็นเจ้าของสำนักพิมพ์เพ็งจางค์อันโด่งดังในยุคนั้น ได้ผลิตนิตยสารต่างๆ ออกมาสู่แผงหนังสือ ล้วนแต่เป็นหนังสือมีสาระ สอนคนให้เป็นคนดี เป็นหนังสือแนวธรรมะสอนใจ เช่น หนังสือเส้นทางธรรมะ ชะตากรรม และหนังสือในแนวบาป บุญ คุณ โทษ ออกสู่แผงหนังสือจำหน่ายทั่วประเทศ โดย บริษัท ธนบรรณ จำกัด วันเวลาผ่านไป คนยุคใหม่ไม่ค่อยสนใจจะอ่านหนังสือกันแล้ว หันไปอ่านอีบุ๊ก เฟซบุ๊ก เพราะไม่ได้หาซื้อ ทำให้หนังสือและนิตยสารต่างๆ หายไปจากแผงหนังสือ คงเป็นยุคอิ่มตัวของหนังสือแล้ว คุณเจริญชัย เพ็งจางค์ ก็เลยหันไปเล่นการเมืองท้องถิ่น โดยได้รับเลือกให้เป็นรองนายกเทศมนตรีตำบลขวาว อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ส่วนภรรยา คุณกนกอร เพ็งจางค์ ตอนแรกเธอเป็นพยาบาลวิชาชีพ อยู่โรงพยาบาลวชิระ กรุงเทพฯ ต่อมาย้ายไปรับตำแหน่งใหม่ที่อยู่อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด มีงานประจำทั้ง 2 คน แต่ คุณเจริญชัยและคุณกนกอรไม่เคยคิดจะอยู่เฉยๆ ในวันหยุดเข
กระแสนิยมคนชอบรับประทานต้นอ่อนทานตะวัน กำลังมาแรง หลายคนมองหาวิธีการปลูก การเพาะ หรือบางคนเพาะขายเป็นอาชีพเสริมก็มี เนื่องจากตลาดยังนิยมและสามารถขายได้ เพราะเป็นผักที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น ดูแลไม่ยาก อีกทั้งยังไร้สารเคมีอีกด้วย ซึ่งหลายคนที่หันมาปลูกต้นอ่อนทานตะวันขาย ไม่เพียงแต่ทำเป็นอาชีพเสริมเท่านั้น แต่ยังสามารถทำเป็นอาชีพหลัก สร้างรายได้ให้เป็นอย่างดีอีกด้วย คุณสวรินทร์ ขุนโยธา หรือ คุณกัล วัย 41 ปี เจ้าของกิจการเพาะต้นอ่อนทานตะวัน ซึ่งมีโรงเรือนเพาะปลูก โรงเล็กๆ ข้างบ้าน เล่าเรื่องราวของเธอให้ฟังว่า “เติบโตมาจากครอบครัวที่ปลูกผัก จึงทำให้เข้าใจการปลูกผักหรือวิธีการต่างๆ ได้ง่าย แต่ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้ทำอาชีพเพาะปลูกอะไร เป็นเพียงพนักงานของรัฐคนหนึ่งเท่านั้น เพาะต้นอ่อนไม่ยุ่งยาก ทำได้เองที่บ้าน ด้วยวิธีการปลูกแบบอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมีเข้ามาช่วยในการปลูก ต้นอ่อนทานตะวันจึงเป็นอาหารที่ไม่มีสารเคมี โดยคุณกัลบอกถึงสโลแกนการปลูกผักว่า “ไม่สวยแต่ปลอดภัย” พื้นที่ข้างบ้าน ที่ใช้ในการปลูกต้นอ่อนทานตะวันมีเพียงประมาณ 4-5 เมตร โดยทำชั้นปลูกแบบคอนโดฯ ปลูกได้ประมาณ 20-25 ถาด ซึ่งต้องวางแผนงา
