ต้านภัยแล้ง
เมื่อพูดถึง “ภัยแล้ง” ถือว่าเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรอย่างมาก โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งมีภาคการเกษตรเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่สำคัญของเศรษฐกิจ ปัญหาภัยแล้งทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง รายได้ของเกษตรกรลดลง และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศ สถานการณ์ภัยแล้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นในปัจจุบัน ส่งผลกระทบอย่างมากต่อภาคการเกษตรของประเทศไทย โดยเฉพาะในปี พ.ศ. 2568 ที่คาดการณ์ว่าจะเผชิญกับภาวะเอลนีโญที่รุนแรง ส่งผลให้ปริมาณน้ำฝนลดลงและอุณหภูมิสูงขึ้น เกษตรกรจึงจำเป็นต้องเตรียมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวด้วยการจัดการดิน น้ำ และโรคพืชอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดความเสียหายและรักษาผลผลิตให้ได้มากที่สุด ในปี 2567 ที่ผ่านมา GDP ภาคการเกษตรหดตัว 1.1% เนื่องจากภัยแล้งและน้ำท่วม แต่ในปี 2568 คาดว่าจะเติบโต 2.8% หากมีการพัฒนาสินค้าเกษตรและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรเพื่อรับมือกับปัญหาภัยแล้ง รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินมาตรการ เช่น ควบคุมการใช้น้ำ จัดสรรน้ำสำรอง และทำฝนหลวง ขณะที่เกษตรกรควรปรับตัวด้วยการเลือกปลูกพืชที่ทนแล้ง ใช้น้ำน้อย และปรับปรุงระบบชลประทานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ประเท
ปี 2563 ประเทศไทย ต้องเตรียมรับมือกับวิกฤตภัยแล้งที่คาดว่าจะมีความรุนแรงมากเป็นอันดับสองในรอบ 40 ปี นับตั้งแต่ ปี 2522 กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าประเทศไทยต้องเผชิญฝนแล้งยาวนานจนถึงเดือนมิถุนายน โดยคาดว่าปริมาณฝนจะต่ำกว่าค่าปกติ 3-5 เปอร์เซ็นต์ ในพื้นที่แล้งซ้ำซาก ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ตอนบน นับเป็นเรื่องใหญ่ที่ประชากรทุกคนต้องตระหนักถึง โดยเฉพาะผู้ที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่ต้องพึ่งน้ำเป็นสำคัญ จำเป็นต้องวางแผนเอาตัวรอดให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปให้ได้ คุณอิสระ วงศ์อินทร์ ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด (เมล็ดพันธุ์ตราศรแดง) อธิบายถึงสถานการณ์ภัยแล้งและวิธีแก้ปัญหาว่า หากย้อนไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ในปี 2559 ประเทศไทยเคยเจอวิกฤตภัยแล้งเหมือนอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้นใน ปี 2563 โดยเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นทุก 5 ปี เรียกว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญ แต่ใน ปี 2563 ค่อนข้างรุนแรงมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา เพราะ เกิดฝนทิ้งช่วงเป็นระยะเวลายาวนาน น้ำในเขื่อนใหญ่ทั้ง 14 เขื่อน จะเหลือน้ำใช้ไม่ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถ้าเทียบกับ ปี 2559 บางเขื่อนยังพอมีน้ำประทังได้
