เมื่อพูดถึง “ภัยแล้ง” ถือว่าเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรอย่างมาก โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งมีภาคการเกษตรเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่สำคัญของเศรษฐกิจ ปัญหาภัยแล้งทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง รายได้ของเกษตรกรลดลง และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศ
สถานการณ์ภัยแล้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นในปัจจุบัน ส่งผลกระทบอย่างมากต่อภาคการเกษตรของประเทศไทย โดยเฉพาะในปี พ.ศ. 2568 ที่คาดการณ์ว่าจะเผชิญกับภาวะเอลนีโญที่รุนแรง ส่งผลให้ปริมาณน้ำฝนลดลงและอุณหภูมิสูงขึ้น เกษตรกรจึงจำเป็นต้องเตรียมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวด้วยการจัดการดิน น้ำ และโรคพืชอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดความเสียหายและรักษาผลผลิตให้ได้มากที่สุด
ในปี 2567 ที่ผ่านมา GDP ภาคการเกษตรหดตัว 1.1% เนื่องจากภัยแล้งและน้ำท่วม แต่ในปี 2568 คาดว่าจะเติบโต 2.8% หากมีการพัฒนาสินค้าเกษตรและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรเพื่อรับมือกับปัญหาภัยแล้ง รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินมาตรการ เช่น ควบคุมการใช้น้ำ จัดสรรน้ำสำรอง และทำฝนหลวง ขณะที่เกษตรกรควรปรับตัวด้วยการเลือกปลูกพืชที่ทนแล้ง ใช้น้ำน้อย และปรับปรุงระบบชลประทานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ประเทศไทยอาจเผชิญกับภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นในปี 2568 โดยก่อนหน้านี้ ในปี 2567 อุณหภูมิสูงสุดได้พุ่งแตะ 44.5 องศาเซลเซียส ในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ที่จังหวัดลำปาง แม่ฮ่องสอน และตาก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีป่าไม้น้อย ลักษณะภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะ และได้รับแสงแดดจัด ทำให้เกิดภาวะแห้งแล้งอย่างหนัก
ในปี 2568 ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป ประเทศไทยอาจเข้าสู่ภาวะเอลนีโญ ซึ่งคาดว่าอุณหภูมิจะพุ่งสูงสุดถึง 45 องศาเซลเซียสในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ทำให้เกิดภาวะแห้งแล้งและขาดแคลนน้ำสำหรับการเกษตร นอกจากนี้ ฤดูฝนจะมาช้ากว่าปกติ และตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน อาจมีพายุฤดูร้อนหลายลูก ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักเป็นบริเวณๆ และเสี่ยงต่อภาวะน้ำท่วม
ขณะเดียวกัน อุณหภูมิของน้ำทะเลในอ่าวไทยและมหาสมุทรอันดามันเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 องศาเซลเซียสจากช่วงก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม โดยมีค่าเฉลี่ยเกิน 30 องศาเซลเซียส ทำให้น้ำทะเลมีความเป็นกรดสูงขึ้น เนื่องจากการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว หญ้าทะเลลดลงอย่างมาก และกระทบต่อสัตว์ทะเลหายาก เช่น พะยูน ซึ่งอาจเสียชีวิตเพิ่มขึ้น

สาเหตุของการเกิดภัยแล้ง
- โดยธรรมชาติ
- การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโลก เช่น ระบบการหมุนเวียนหรือส่วนผสมของบรรยากาศเปลี่ยนแปลง สภาวะอากาศในฤดูร้อนที่ร้อนมากกว่าปกติ
- การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เช่น ฝนทิ้งช่วง ฝนตกน้อย ดินเก็บความชื้นต่ำได้ไม่ดี ปริมาณน้ำใต้ดินมีน้อย
- การเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเล
- ความผิดปกติของตำแหน่งร่องมรสุมทำให้ฝนตกในพื้นที่ไม่ต่อเนื่อง
- ความผิดปกติเนื่องจากพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนที่ผ่านประเทศน้อยกว่าปกติ
- โดยการกระทำของมนุษย์
- การใช้น้ำอย่างไม่เหมาะสมหรือสิ้นเปลืองเกินไป ทั้งการอุปโภค บริโภค และการเกษตร ทำให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและน้ำใต้ดินลดลง
- พฤติกรรมการดำรงชีวิตของมนุษย์ที่ทำลายชั้นโอโซน เกิดภาวะเรือนกระจก ทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น เช่น การเผาพลาสติก น้ำมัน และถ่านหิน
- การพัฒนาด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรม ทำให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่าส่งผลให้ความชื้นสัมพัทธ์ไม่เพียงพอ เนื่องจากขาดต้นไม้ซึมซับน้ำ และเกิดการบุกรุกพื้นที่ป่า ถือครองกรรมสิทธิ์ปลูกพืชไร่
- ระบบการเพาะปลูกและความถี่ของการเพาะปลูก
- ขาดการวางแผนการสร้างแหล่งกักเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์จากน้ำฝน
ช่วงเวลาการเกิดภัยแล้งในประเทศไทย ภัยแล้งในประเทศไทยส่วนใหญ่จะเกิดใน 2 ช่วง ได้แก่
- ช่วงฤดูหนาวต่อเนื่องถึงฤดูร้อน โดยเริ่มจากครึ่งหลังของเดือนตุลาคมเป็นต้นไป บริเวณประเทศไทยตอนบน (ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออก) จะมีปริมาณฝนลดลงเป็นลำดับ จนกระทั่งเข้าสู่ฤดูฝนในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมของ ปีถัดไป ซึ่งภัยแล้งลักษณะนี้จะเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี
- ช่วงกลางฤดูฝน ประมาณปลายเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม จะมีฝนทิ้งช่วงเกิดขึ้น ภัยแล้งลักษณะนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะท้องถิ่นหรือบางบริเวณ บางครั้งอาจครอบคลุมพื้นที่เป็นบริเวณกว้างเกือบทั่วประเทศ

ผลกระทบจากภัยแล้งต่อการเกษตร
- ผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม การเกิดภัยแล้งอย่างต่อเนื่องทําให้แหล่งน้ำตามรรรมชาติ ตื้นเขิน ระดับน้ำใต้ดินเปลี่ยนแปลง พื้นที่ที่เคยอุดมสมบูรณ์เกิดความแห้งแล้ง เกิดการกัดเซาะของหน้าดิน และการทิ้งร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์ของที่ดิน
- ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ ทําให้ผลผลิตด้านการเกษตรไปจนถึงการต่อยอดสู่ระดับอุตสาหกรรมลดลง รายได้เกษตรกรลดลง รวมทั้งกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ เช่น ผลผลิตทางการเกษตรมีคุณภาพต่ำ ทำให้ราคาผลผลิตลดลง เกิดความยากจน และเกิดการสูญเสียจากการทิ้งร้างที่ดิน
- ผลกระทบทางด้านสังคม เกิดการละทิ้งถิ่นฐานเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ เกิดผลกระทบ ในด้านสุขภาพอนามัย การจัดการคุณภาพชีวิตลดลง และเกิดความขัดแย้งในการใช้น้ำ
เมื่อภาวะภัยแล้งผ่านผัน หรือทุเลาเบาบางลง เกษตรกรจําเป็นต้องกลับมาฟื้นฟูบูรณะสวนให้กลับคืนมาใกล้เคียงสภาพปกติมากที่สุด เพื่อเตรียมการผลิตในฤดูกาลถัดไป
วิธีการฟื้นฟูระยะสั้น จากการเกิดภัยแล้ง
เกษตรกรควรเตรียมรับมือกับภัยแล้งโดยดำเนินการทันทีในช่วงฤดูแล้ง หรือเมื่อลักษณะอากาศเริ่มส่งสัญญาณความแห้งแล้ง ควรเฝ้าระวังและติดตามการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าในพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถวางแผนและจัดการสวนได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน
- เทคนิคการคลุมดินร่วมกับการใช้ระบบน้ำ เป็นหนึ่งในเทคนิคที่ช่วยเก็บน้ำไว้ในดิน ผ่านการลดการสูญเสียน้ำจากการระเหยจากผิวหน้าดิน โดยสามารถเลือกใช้ได้ดังนี้
- ใช้วัสดุคลุมดินอินทรีย์ ที่หาได้จากแปลงไม้ผล กิ่งไม้และเศษใบไม้ หรือวัสดุเหลือทิ้งจากระบบการเกษตรอื่น เช่น ฟางข้าว แกลบ เศษไม้สับ มูลสัตว์ต่างๆ
- ใช้วัสดุกลุ่มอนินทรีย์ เช่น แผ่นฟิล์มพลาสติกชนิดต่างๆ แต่การคลุมดินด้วยแผ่นพลาสติกจำเป็นต้องพิจารณาถึงความสามารถในการซึมผ่านได้ของน้ำ หากน้ำไม่สามารถซึมผ่านลงดินได้ ควรพิจารณาการใช้น้ำแบบระบบน้ำหยดใต้ผิวดิน เพื่อให้น้ำผ่านทางใต้ผิวดินเป็นช่องทางหลัก
2. ควรปลิดดอกและผลบางส่วนหรือทั้งหมดเพื่อลดภาระของต้น เพราะมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถเติบโตเป็นผลที่ตรงตามความต้องการของตลาดได้ ระหว่างการเจริญเติบโต อาจต้องตัดแต่งดอกและผลหลายครั้ง เพื่อคัดเฉพาะผลที่สมบูรณ์และอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมบนกิ่ง โดยมีแนวทางแนะนำดังนี้
- กิ่งหลัก : เหลือไว้เฉพาะช่อดอกส่วนกลางกิ่งถึงโคนกิ่ง
- กิ่งรอง : ที่แตกออกมาจากกิ่งหลักเหลือไว้เพียงแค่ส่วนโคนของกิ่ง
- ช่อดอก : ควรเหลือไว้ในตำแหน่งใต้ท้องกิ่งหากเจริญมาจากด้านข้าง หรือด้านบนของกิ่งควรแต่งออก สำหรับช่อดอกที่มีขนาดใหญ่เกินไปควรแต่งให้เหลือช่อดอกละไม่เกิน 30 ดอก
ควรแต่งดอกในช่วงที่เริ่มเข้าสู่ระยะผลอ่อน เพราะพืชยังใช้น้ำและสารอาหารไม่มาก แต่หากช่วงที่ผลกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วเกิดภาวะแล้งหรือขาดแคลนน้ำรุนแรง ควรปลิดผลบางส่วนออกเพื่อลดภาระของต้นไม้ โดยเหลือผลไว้ประมาณ 40-60% ของภาวะปกติ
หากมีผลผลิตมากเกินไป ต้นอาจไม่สามารถหาอาหารและน้ำมาเลี้ยงผลได้เพียงพอ ซึ่งอาจทำให้ต้นอ่อนแอหรือทรุดโทรมจนถึงขั้นตายหลังการเก็บเกี่ยว
3. ในช่วงภัยแล้ง ควรลดการใช้ปุ๋ยหรือสารกระตุ้นการเจริญเติบโตของยอดและใบอ่อน เพราะพืชที่กำลังแตกยอดใหม่ต้องการน้ำมากกว่าพืชที่มีใบแก่ การกระตุ้นให้พืชแตกใบอ่อนจะเพิ่มความต้องการใช้น้ำ ทำให้ขาดน้ำได้ง่ายขึ้น
ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง ทั้งปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมี รวมถึงสารกระตุ้นการแตกรากหรือการเจริญเติบโตของยอด เช่น กรดอะมิโน สาหร่ายทะเลสกัด และสารควบคุมการเจริญเติบโตในกลุ่มจิบเบอเรลลิน ไซโทไคนิน และออกซิน นอกจากนี้ ควรงดใช้น้ำหมักหรือสารสกัดจากยอดและใบอ่อนของพืชเพื่อลดการใช้น้ำที่ไม่จำเป็น
4. การฉีดพ่นอาหารเสริมบางชนิด เพื่อเสริมสร้างความสมบูรณ์แข็งแรง เมื่อพืชต้องเผชิญกับความแห้งแล้งเป็นเวลานาน ความแข็งแรงและสมบูรณ์ของพืชจะค่อยๆ ลดลง เนื่องจากกระบวนการสังเคราะห์แสงและการสร้างสารชีวโมเลกุลต่างๆ ทำงานได้ช้าลง ขณะเดียวกันพืชต้องการสารอาหารและพลังงานมากขึ้นเพื่อรับมือกับสภาพอากาศที่ไม่เหมาะสม
การให้สารอาหารเสริม เช่น กรดอะมิโน น้ำหมักจากพืช ผัก ผลไม้ หรือสัตว์ จะช่วยให้พืชได้รับน้ำตาลและกรดอะมิโนที่สามารถนำไปใช้ได้ทันที โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสง สารเหล่านี้เป็นวัตถุดิบสำคัญในการสร้างฮอร์โมน โปรตีน เอ็นไซม์ และสารชีวโมเลกุลอื่นๆ ที่ช่วยให้พืชเจริญเติบโต
อย่างไรก็ตาม ควรระมัดระวังในการใช้ ไม่ควรฉีดพ่นหรือให้สารอาหารเสริมบ่อยเกินไป เพราะอาจกระตุ้นให้พืชแตกยอดและใบอ่อนมากเกินความจำเป็น ซึ่งอาจเพิ่มความต้องการใช้น้ำและส่งผลเสียในช่วงที่น้ำขาดแคลน
- ฤดูฝน การมีวัชพืชช่วยลดการกัดเซาะหน้าดินเนื่องจากน้ำมีความอุดมสมบูรณ์ แต่วัชพืชอาจเป็นที่อาศัยของโรคและแมลง จึงแนะนำให้ตัดวัชพืชสูงจากพื้นดินประมาณ 1 นิ้ว โดยตัดประมาณเดือนละครั้ง หรืออาจตัดบ่อยขึ้นตามความจำเป็น
- ฤดูแล้ง ควรปล่อยให้มีวัชพืชไว้ เพื่อลดการสัมผัสของดินกับแสงแดดโดยตรง แต่ควรตัดวัชพืชให้สั้นสูงจากพื้นดินประมาณ 1 นิ้ว เพื่อลดพื้นที่ใบในการคายน้ำ หลังจากตัดวัชพืชแล้ว เศษต้นและใบจะกลายเป็นวัสดุคลุมดิน ช่วยรักษาความชื้นในสวน และรากที่ยังมีชีวิตจะช่วยยึดน้ำในดิน ทำให้การระเหยช้าลง
6. ควรปรับเวลาการให้น้ำให้เหมาะสม เนื่องจากอากาศร้อนและความชื้นในอากาศต่ำ การให้น้ำในช่วงกลางวันทำให้น้ำระเหยเร็วและสูญเปล่า ดังนั้น ควรให้น้ำในช่วงเย็น ซึ่งจะช่วยให้รากพืชดูดซับธาตุอาหารได้ดีขึ้น และช่วยให้พืชได้รับความชื้นเพียงพอในช่วงกลางคืน
นอกจากนี้ เกษตรกรยังควรใช้วัสดุพรางแสงเพื่อลดอุณหภูมิที่ต้นไม้ได้รับจากแสงแดดโดยตรง ช่วยให้ต้นไม้ไม่ร้อนเกินไป
- สำหรับต้นไม้ผลขนาดเล็ก สามารถใช้วัสดุธรรมชาติ เช่น ใบมะพร้าวหรือใบปาล์มในการพรางแสง
- สำหรับต้นไม้ผลขนาดใหญ่ อาจจำเป็นต้องลดอุณหภูมิในทรงพุ่มด้วยการฉีดน้ำ โดยการติดตั้งท่อและมินิสปริงเกอร์สูงขึ้นไปในทรงพุ่ม วิธีนี้นอกจากจะช่วยลดอุณหภูมิแล้ว ยังช่วยเพิ่มความชื้นในทรงพุ่ม ทำให้ต้นไม้สดชื่นและผลผลิตมีคุณภาพดีขึ้น
การฟื้นฟูระยะยาว หลังภัยแล้งเป็นการเตรียมตัวเพื่อป้องกันและรับมือกับภัยแล้งในอนาคต โดยเกษตรกรต้องประเมินความเสียหายในสวนของตัวเองก่อนเพื่อวางแผนร่วมกันในระดับชุมชน ตำบล และอำเภอ เพื่อฟื้นฟูพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถร่วมมือกับภาครัฐได้
- ฟื้นฟูพื้นที่ที่ประสบภัยแล้งโดยการส่งเสริมการอนุรักษ์ดินและน้ำ เช่น การปลูกพืชคลุมดินหรือพืชปุ๋ยสด และการปลูกหญ้าแฝกเพื่อลดการชะล้างและการสูญเสียดิน (ร่วมกับกรมพัฒนาที่ดิน)
- การพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กในไร่นา โดยเฉพาะในพื้นที่นอกเขตชลประทาน เพื่อให้เกษตรกรสามารถเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งและช่วยเพิ่มระดับน้ำใต้ดิน (ร่วมกับกรมชลประทาน)
- การเพิ่มอินทรีย์วัตถุในดินเพื่อเพิ่มความสามารถในการเก็บน้ำ และเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยการใช้สารเร่งการย่อยสลายอินทรีย์วัตถุต่าง ๆ (ร่วมกับกรมพัฒนาที่ดิน)
- การเตือนภัยล่วงหน้าก่อนการเพาะปลูก เพื่อให้เกษตรกรสามารถวางแผนได้ตามปริมาณน้ำที่มี (ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา)
- การจัดระบบการปลูกพืชที่เหมาะสม เช่น การเลือกปลูกพืชอายุสั้นและใช้น้ำน้อย รวมถึงการคัดเลือกพันธุ์พืชที่ทนแล้ง (ร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร และกรมวิชาการเกษตร)
- การรักษาฟื้นฟูพื้นที่ป่า โดยเฉพาะพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธาร รวมถึงการปลูกไม้ยืนต้นเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นในพื้นที่ (ร่วมกับกรมป่าไม้)
แนวทางการแก้ไขปัญหาภัยแล้งกับการเกษตร
- การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ วางแผนและบริหารจัดการน้ำอย่างเหมาะสม เช่น การสร้างแหล่งน้ำ การจัดการน้ำในไร่นา และการใช้น้ำอย่างประหยัด
- การส่งเสริมการเกษตรที่ยั่งยืน ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยและทนแล้งได้ และใช้เทคโนโลยีการเกษตรที่ช่วยลดการใช้น้ำ
- การอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ อนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งน้ำ และลดการใช้น้ำอย่างไม่จำเป็น
- การวิจัยและพัฒนา วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและวิธีการใหม่ ๆ ที่ช่วยให้การเกษตรสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพภัยแล้งได้
- การให้ความช่วยเหลือเกษตรกร ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง เช่น การให้เงินช่วยเหลือ การพักชำระหนี้ และการฝึกอบรม
ปัญหาภัยแล้งเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและต้องใช้เวลาในการแก้ไข แต่หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง ก็จะสามารถลดผลกระทบจากภัยแล้งต่อภาคการเกษตรได้
ขอบคุณข้อมูลจาก : กรมประชาสัมพันธ์ , UNHCR Thailand , หนังสืออยู่กับภัยใกล้ตัว สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร , เฟซบุ๊ก สนธิ คชวัฒน์ Sonthi Kotchawat
