ถุงเพาะชำ
ประเทศไทย เป็นประเทศเกษตรกรรมที่มีการใช้ถุงเพาะปลูกพืชจำนวนมาก ใช้ถุงเพาะชำปีละประมาณ 100 ล้านใบ ทำให้ประสบปัญหาปริมาณขยะพลาสติกจากภาคการเกษตรที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถุงเพาะชำที่มีจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาดเป็นถุงพลาสติกที่ใช้เวลาย่อยสลายประมาณ 600 ปีขึ้นไป ทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นขยะที่มีมลพิษทั้งบนพื้นดิน และบางครั้งไหลลงสู่ทะเลเป็นมลพิษต่อสัตว์น้ำ เกิดเป็นไมโครพลาสติกที่กลับมาเป็นอันตรายต่อมนุษย์ ดังนั้น การใช้ถุงเพาะชำที่ผลิตจากพลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพ จึงเป็นทางเลือกหนึ่งของการแก้ปัญหานี้ “โรฒ-2020” (ROT-2020) วัสดุทดแทนถุงเพาะชำกล้าไม้ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผลงานวิจัยของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ศิวโรฒ บุญราศรี อาจารย์ประจำสาขาเทคโนโลยียางและพอลิเมอร์ คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จึงเป็นอีกทางเลือกในภาคการเกษตร ที่เกษตรกรทำเองได้ ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน ช่วยลดขยะ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ศิวโรฒ กล่าวว่า “ถุงโรฒ-2020” เป็นถุงเพาะชำที่ผลิตจากการนำกระดาษ ซึ่งจะเป็นกระดาษอะไรก็ได้ เช่น กระดาษคราฟต์น้ำตาล กระดาษชานอ้อย กระดาษใบสับปะรด กระดาษใบกล
ประเทศไทย มีการเพาะปลูกพืชจำนวนมาก ทำให้ประสบปัญหาปริมาณขยะพลาสติกจากภาคการเกษตร เนื่องจากเกษตรกรนำเอาพลาสติกมาใช้เป็นถุงเพาะต้นกล้าหรือถุงเพาะชำพืช เมื่อนำต้นกล้าไปปลูกลงดิน ถุงเพาะต้นกล้าที่ทำจากพลาสติกไม่สามารถย่อยสลายในดินได้ จึงจำเป็นต้องฉีกถุงเพาะต้นกล้าออกเสียก่อนที่จะนำต้นกล้าลงปลูกในดิน ซึ่งการกระทำดังกล่าว ส่งผลทำให้รากของต้นกล้าเกิดการฉีกขาด ต้นกล้าอาจมีการเจริญเติบโตได้ไม่ดีเท่าที่ควร และเศษถุงเพาะต้นกล้าพลาสติกยังกลายเป็นปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม พลาสติกที่เหลือกลายเป็นขยะที่กำจัดยากและเกิดเป็นมลภาวะทางอากาศได้ หากนำไปกำจัดโดยการเผา แผ่นห่อไบโอ จากเปลือกกล้วย นายณัฐวุฒิ วงศ์บุรุษ นายธนกฤต ดิษฐบรรจง และ นายเอนก นารีจันทร์ ทีมนักศึกษาแผนกปิโตรเคมี วิทยาลัยเทคนิคมาบตาพุด อาชีวศึกษาจังหวัดระยอง เล็งเห็นปัญหาดังกล่าว พวกเขาจึงเกิดแนวคิดในการนำเปลือกกล้วยน้ำว้ามาสกัดเซลลูโลส เพื่อใช้เป็นแผ่นห่อวัสดุทางการเกษตร ซึ่งเป็นทางหนึ่งของการจัดการเชิงรุกเพื่อลดปริมาณขยะพลาสติก ลดค่าใช้จ่ายของการกำจัดขยะและป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อมต่างๆ วิธีการสกัดเซลลูโลส ของทีมนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคมาบตาพุด ทำ
เป็นที่ทราบกันดีว่า ช่วงหลายปีมานี้ราคายางพาราตกต่ำมาโดยตลอด ขณะที่รัฐบาลเองก็มีนโยบายลดพื้นที่ปลูกยางพารา และหันมาส่งเสริมการแปรรูปให้มากขึ้น รวมทั้งให้นำมาเป็นส่วนผสมของถนนและวัสดุอปุกรณ์ต่างๆ ย่อยสลายได้ ลดโลกร้อน ด้วยเหตุนี้เอง ผลิตภัณฑ์ “ถุงเพาะชำจากยางพารา” ย่อยสลายได้ ของ คุณณัฐวี บัวแก้ว อายุ 24 ปี เจ้าของแบรนด์ Greensery จึงตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญมีส่วนช่วยลดโลกร้อนด้วย และก่อนหน้านี้ผลิตภัณฑ์ของเขาก็ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมประกวดแข่งขันแผนธุรกิจ โครงการ Bangchak YY contest กระทั่งได้รับรางวัลชนะเลิศ และเป็นตัวแทนประเทศไทยไปนำเสนอผลงาน ในงาน Social Business Forum Asia ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เรียกว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความโดดเด่นมากทีเดียว มาฟังกัน หนุ่มรายนี้ซึ่งเรียนจบปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ สาขาวิชาวิศวกรรมการผลิต มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) คิดค้นผลิตภัณฑ์ดังกล่าวนี้มาได้อย่างไร คุณณัฐวี เกริ่นความเป็นมาของผลิตภัณฑ์นี้ว่า เริ่มจากช่วงก่อนเรียนจบ ได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรม PSU Startup Challenge ที่จัดโดย P-SEDA สถานพัฒนาการเป็น
