ทรัพยากรสัตว์น้ำ
กรมประมง ร่วมกับชุมชนในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำป่าสัก และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ สานต่อความร่วมมือฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ เติมความสมบูรณ์ของแหล่งอาหารชุมชน และส่งเสริมให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น พร้อมทั้งนำองค์ความรู้อนุบาลปลาก่อนปล่อยลงเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ช่วยเพิ่มอัตราการรอดของปลาที่ปล่อยสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ความร่วมมือครั้งนี้เป็นความต่อเนื่องในการแก้ปัญหาปริมาณปลาในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ที่ลดลง และสร้างระบบนิเวศที่สมดุล ซึ่งในช่วง 4 ปีมานี้ (ปี 2559-2562) ทั้ง 3 ภาคส่วนได้ร่วมกันปล่อยปลาสู่แหล่งน้ำ จำนวน 2.6 ล้านตัว และในปี 2563-2566 ร่วมกันดำเนินโครงการยุทธศาสตร์สร้างสุข ชุมชนพื้นที่เขาพระยาเดินธง ปล่อยปลาลงเขื่อน มีเป้าหมายเพิ่มจำนวนปลาที่จับได้ในแหล่งน้ำเพิ่มรายได้ให้กับชุมชน สร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน รวมทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้ดูงานด้านการอนุบาลปลา ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นกิจกรรมสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนที่ซีพีเอฟต่อยอดจากโครงการซีพีเอฟรักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธงอนุรักษ์และฟื้นฟูป่า 5,971 ไร่ โดยในวันนี้ (21 สิงหาคม 2563) นายถาวร จิระโภสณรักษ์ รองอธิ
นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า เตรียมจัดพิธีประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในฤดูปลาที่มีไข่ วางไข่ และเลี้ยงตัวในวัยอ่อน ฝั่งทะเลอ่าวไทย (ปิดอ่าว) ประจำปี 2560 เป็นเวลา 3 เดือน (15 ก.พ.-15 พ.ค.60) ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 26,400 ตารางกิโลเมตร ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี โดยกำหนดห้ามใช้เครื่องมือทำการประมงบางชนิดที่อาจส่งผลต่อการแพร่ขยายพันธุ์ของพ่อแม่พันธุ์และสัตว์น้ำวัยอ่อนในท้องทะเลอ่าวไทย โดยเฉพาะปลาทู ซึ่งเป็นสัตว์น้ำที่มีคุณค่าและความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศที่จำเป็นจะต้องดูแลรักษาทรัพยากรเหล่านี้ให้มีอยู่อย่างยั่งยืน โดยการตรวจตราและเฝ้าระวังการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการป้องกันการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU) อย่างเข้มข้น ขณะนี้มีการทำแผนลาดตระเวนอย่างละเอียดในทุกพื้นที่ปิดอ่าวฯ และจัดกำลังเจ้าหน้าที่จากหน่วยทะเล เขต 1 (ระยอง) เขต 2 (สงขลา) พร้อมบูรณาการร่วมกับศูนย์ประสานการปฏิบัติในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ประกอบด้วย 6 หน่วยงาน คือ กรมประมง, กองทัพเรือ, กองบังคับการตำรวจน้ำ, กรมเจ้าท่า, กรมท
