ทางออกข้าวไทย
ในสมรภูมิการค้าข้าวระดับสากลปี 2026 ภาพจำที่ไทยเคยเป็นเบอร์หนึ่งได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว เมื่อ ‘เวียดนาม’ ก้าวขึ้นมาในฐานะผู้ส่งออกข้าวอันดับ 2 ของโลก โดยคาดการณ์ปริมาณการส่งออกในปี 2026 ของเวียดนามจะอยู่ที่ประมาณ 7.73 ล้านตัน ขณะที่ไทยคาดว่าจะส่งออกได้ราว 7-7.3 ล้านตัน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงวิกฤตเชิงโครงสร้างที่ไทยต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้เวียดนามแซงหน้าไทยคือ “ประสิทธิภาพการผลิต” เวียดนามมีการจัดการระบบชลประทานที่ครอบคลุมพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขงอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถทำนาได้ 2-3 รอบต่อปี และมีผลผลิตเฉลี่ยสูงถึง 700-900 กิโลกรัมต่อไร่ ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของไทยยังคงย่ำอยู่กับที่เพียง 400-600 กิโลกรัมต่อไร่ ความแตกต่างนี้ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต ทำให้ข้าวเวียดนามมีราคามิตรภาพและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าตลาดแมสได้มากกว่า นอกจากปริมาณ เวียดนามยังชนะในเกม “ความต้องการของตลาด” ด้วยการเร่งวิจัยสายพันธุ์ข้าวพื้นนุ่ม เช่น ST24 และ ST25 ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในตลาดเอเชียและตะวันออกกลาง ขณะที่ข้าวไทยส่วนใหญ่ยังเป็นข้าวขาวพื้นแข็งและข้าวหอมมะลิที่มีราคาสูง ทำให้ในช่วงที่
สถาบันคลังสมองของชาติ (KNIT) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดการประชุมระดมความเห็น เรื่อง “New Rice Supply Chain กับทางออกอุตสาหกรรมข้าวไทย” ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล โดย รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ ผอ.สถาบันคลังสมองของชาติ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานครั้งนี้ว่า มีขึ้นเพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายที่เป็นทางเลือกต่อนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการแก้ไขปัญหาราคาข้าวตกต่ำอย่างยั่งยืน โดยใช้องค์ความรู้เป็นพื้นฐานสำคัญในการแก้ปัญหา โดยปัญหาราคาข้าวไทยในปี 2559 นับเป็นสภาวะการตกต่ำของราคาข้าวในระดับไร่นาและการส่งออก เนื่องมาจากอุปสงค์และอุปทานของตลาดโลก ร่วมกับปริมาณข้าวคงคลังจำนวนมหาศาลซึ่งเป็นผลพวงจากการรับจำนำข้าวของรัฐบาลที่ผ่านมา อีกทั้ง ประเด็นปัญหามาตรฐานข้าวที่มีความชื้นสูง ส่งผลซ้ำเติมให้ราคาข้าวไทยตกต่ำสุดในรอบ 10 ปี ส่งผลให้สมาคมโรงสีข้าวที่ตกเป็นจำเลยของสังคมขอถอนตัวจากทุกคณะกรรมการของภาครัฐในวันที่ 3 พฤศิกายน 2559 อีกด้านหนึ่งของสังคมก็เกิดปรากฎการณ์ “การรวมใจของคนไทย” ช่วยเหลือซึ่งกันและกันโดยไม่ต้องมีใครร้องขอให้ช่วยเหลือชาวนา ซึ่งเป็นพัฒนาการของการมีส่ว
