ทุกวันนี้ผู้คนพูดถึงการทำเกษตรที่สร้างมูลค่าเพิ่มกันมากขึ้น แต่คำว่า “มูลค่าเพิ่ม” ไม่ได้หมายถึงการทำให้สินค้าราคาแพงขึ้นเท่านั้น หากหมายถึงการมองเห็นคุณค่าที่ซ่อนอยู่ในสิ่งธรรมดา แล้วค่อยๆ ใช้เวลา ความรู้ และความอดทน เปลี่ยนให้กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนพร้อมจ่ายเพื่อครอบครอง
“ไม้กฤษณา” คือหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด เพราะกว่าจะได้กลิ่นหอมเพียงไม่กี่หยด ต้องใช้เวลานับ 10 ปี และกว่าจะเข้าใจคุณค่าของต้นไม้ชนิดนี้ หลายคนอาจต้องเดินเข้าไปสัมผัสด้วยตัวเอง จึงจะรู้ว่าของแพงที่สุด บางครั้งไม่ได้เกิดจากความหายากเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากเรื่องราวที่เติบโตมาพร้อมธรรมชาติ

“เราเป็นวิสาหกิจชุมชนไม้กฤษณา ที่รวมกลุ่มเกษตรกรปลูกไม้เบญจพรรณและไม้เศรษฐกิจในพื้นที่ของตัวเอง ปลูกกันมาเกือบ 30 ปีแล้ว ไม้กฤษณาเป็นหนึ่งในนั้น และวันนี้มันกลายเป็นไม้ที่สร้างทั้งรายได้และอาชีพให้กับพวกเรา”
คุณเต็ก-ศุภเศรษฐ์ กิตติพล เจ้าของ “มีสุขฟาร์ม ผืนป่ากฤษณา” จังหวัดระยอง เริ่มต้นเล่าถึงเส้นทางของชุมชนที่ไม่ได้ปลูกกฤษณาเพียงเพื่อขายไม้ แต่ปลูกเพื่อสร้างระบบนิเวศ สร้างอาชีพ และสร้างอนาคตให้คนในพื้นที่
จากวิกฤตราคาผลไม้
สู่โอกาสใหม่ของ “ไม้กฤษณา”
หากย้อนกลับไปเมื่อกว่า 2 ทศวรรษก่อน คุณเต็ก เล่าให้ฟังว่า สวนผลไม้หลายแห่งในภาคตะวันออก ต้องเผชิญกับปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำอย่างหนัก ทุเรียนที่เคยสร้างรายได้กลับมีราคาเพียงกิโลกรัมละไม่กี่บาท หลายครอบครัวไม่รู้ว่าจะเดินต่ออย่างไร ท่ามกลางวิกฤตนั้น มีพ่อค้าเข้ามาติดต่อขอซื้อไม้กฤษณาในพื้นที่ ต้นหนึ่งให้ราคาหลายหมื่นบาท รวมกันเพียง 2 ต้น ก็กลายเป็นเงินกว่าหนึ่งแสนบาท เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ครอบครัวของคุณเต็กมองเห็นว่า ต้นไม้ที่ปลูกไว้เงียบๆ มานาน อาจเป็นโอกาสใหม่ที่ไม่เคยมีใครมองเห็น
“คุณแม่ผมจึงเริ่มศึกษาความรู้ เกี่ยวกับไม้กฤษณาอย่างจริงจัง จากเดิมที่ดูแลสวนผลไม้ ก็หันมาศึกษาการแปรรูปน้ำมันกฤษณา การทำผลิตภัณฑ์สมุนไพร และการพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้น จากรายได้เสริมเล็กๆ ค่อยๆ เติบโตจนกลายเป็นรายได้หลักของครอบครัว และต่อยอดไปสู่การสร้างอาชีพให้สมาชิกในชุมชน”

วันนี้พื้นที่กว่า 100-200 ไร่ของมีสุขฟาร์มไม่ได้มีเพียงไม้กฤษณา หากยังเต็มไปด้วยไม้สัก ไม้มะค่า ไม้พะยูง รวมถึงไม้ผลอีกหลายชนิด ทุกต้นเติบโตอยู่ร่วมกันในระบบเกษตรผสมผสานที่ให้ทั้งผลผลิต และความหลากหลายทางธรรมชาติ คุณเต็กเชื่อว่าการปลูกพืชหลายชนิดไม่ได้ช่วยเพียงเรื่องรายได้ แต่ยังช่วยสร้างสมดุลให้ผืนดินและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาพืชชนิดเดียว
คุณเต็ก ยังเล่าต่ออีกว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนไม่ได้เก็บองค์ความรู้ไว้เพียงคนเดียว แต่เปิดพื้นที่ให้เกษตรกร นักศึกษา และผู้สนใจเข้ามาเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ หรือแม้แต่ผู้ที่ปลูกกฤษณาอยู่แล้ว ก็สามารถนำผลผลิตมาพัฒนาต่อยอดร่วมกันได้ เพราะสำหรับที่นี่ความสำเร็จของคนหนึ่งคือโอกาสของทั้งชุมชน
ไม้กฤษณา มากกว่าไม้หอม
สู่คุณค่าที่คนทั่วโลกยอมรับ
คุณเต็ก เล่าว่า แม้หลายคนจะรู้จักไม้กฤษณาในฐานะ “ไม้หอม” แต่ในหลายวัฒนธรรม กฤษณามีความหมายลึกซึ้งกว่านั้น ตั้งแต่การใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา การทำเครื่องหอม การใช้เป็นน้ำมันสำหรับประทินผิว ไปจนถึงการสร้างสมาธิผ่านกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ เพราะความเชื่อเหล่านี้สืบทอดมายาวนาน และยังคงได้รับการยอมรับในหลายประเทศ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ญี่ปุ่น และจีน

ขณะเดียวกัน คนรุ่นใหม่กลับเริ่มรู้จักกฤษณาผ่านน้ำหอม ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว และประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ทำให้ไม้ชนิดเดียวกันสามารถเชื่อมโยงคนต่างวัยไว้ได้อย่างน่าสนใจ
เบื้องหลังคุณค่าของไม้กฤษณา ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะปลูกแล้วรอเวลาเท่านั้น หากต้องเข้าใจธรรมชาติของต้นไม้ชนิดนี้อย่างลึกซึ้ง กฤษณาเป็นไม้ยืนต้นที่มีรากแก้ว แข็งแรงเมื่อเพาะจากเมล็ด ชอบดินร่วน ระบายน้ำดี ต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอแต่ไม่ทนน้ำขัง หากปลูกในพื้นที่ชื้นแฉะเกินไปอาจเกิดโรคเชื้อราได้ง่าย
“ต้นกฤษณาจริงๆ แล้ว เป็นไม้ยืนต้นที่มีรากแก้ว เราจะใช้การเพาะเมล็ดเป็นหลัก มันจะยุ่งยากนิดหนึ่งว่า เพาะเสร็จมันจะมาเลือกต้นไหนแข็งแรง ไม่แข็งแรง สุดท้ายมันจะได้รากแก้ว ทำให้ปลูกแล้วอยู่นาน สวนผมปลูก 2×3 เมตร 1 ไร่ จะได้ประมาณ 300-500 ต้น อันนี้อยู่ที่เราด้วย แต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน”
การวางระยะปลูกจึงขึ้นอยู่กับเป้าหมายของแต่ละคน หากต้องการไม้ระยะยาวก็ปลูกห่าง แต่หากต้องการเร่งการเติบโต อาจปลูกถี่ขึ้นเพื่อให้ต้นแข่งขันกันสูงตรง การปลูกกฤษณาจึงไม่ใช่สูตรสำเร็จ หากเป็นศาสตร์ที่ต้องวางแผนตั้งแต่วันแรก

จากการจัดการน้ำ
สู่การสร้างคุณค่าของไม้กฤษณา
สิ่งสำคัญที่สุดของการทำเกษตร ไม่ใช่ปุ๋ยราคาแพงหรือเทคโนโลยีล้ำสมัย คุณเต็ก บอกว่า คือ “น้ำ” เพราะไม่ว่าจะปลูกพืชชนิดใด แสงแดดและน้ำคืออาหารที่หล่อเลี้ยงชีวิต ที่สวนแห่งนี้จึงได้ขุดบ่อ กักเก็บน้ำ สร้างฝาย และปลูกต้นไม้ต่อเนื่องหลายปี จนพื้นที่ที่เคยแห้งแล้งกลับมีน้ำซึมและเกิดตาน้ำตามธรรมชาติ ความอุดมสมบูรณ์จึงไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากความอดทนที่ยาวนาน

เมื่อพูดถึงน้ำมันกฤษณา หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมจึงมีราคาสูง คำตอบอยู่ที่ธรรมชาติ ต้นกฤษณาจะสร้างสารหอมหรือเรซินขึ้น เมื่อได้รับบาดแผลจากแมลง เชื้อรา หรือสิ่งกระตุ้นต่างๆ เพื่อป้องกันตัวเอง หากปล่อยให้เกิดเองในธรรมชาติ อาจต้องใช้เวลาหลาย 10 ปีถึงกว่าร้อยปี จึงจะได้แก่นไม้ที่มีคุณภาพสูง

ด้วยเหตุนี้ มีสุขฟาร์มจึงใช้เวลาหลายปีพัฒนาภูมิปัญญาของตนเอง ผ่านการคิดค้นจุลินทรีย์สำหรับกระตุ้นการสร้างเรซินในต้นกฤษณา หลังปลูกประมาณ 10 ปี จะทำการกระตุ้น จากนั้นรออีก 1-2 ปี จึงนำไม้มาสกัด หมัก และกลั่นต่ออีกหลายวัน กว่าจะได้น้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์เพียงไม่กี่มิลลิลิตร กระบวนการทั้งหมดใช้เวลารวมกว่า 10 ปี จึงไม่น่าแปลกใจที่น้ำมันกฤษณาบริสุทธิ์จะมีมูลค่าสูงถึงหลัก 300,000-500,000 บาทต่อลิตร


ยิ่งไปกว่านั้น ทุกส่วนของต้นไม้ยังถูกใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า ไม้ที่ผ่านการสกัดแล้วนำไปผลิตเป็นธูป เครื่องหอม หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ ไม่มีของเสียเหลือทิ้ง เป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งให้คุณค่ากับทรัพยากรทุกชิ้นตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
จากเดิมที่มีเพียงการขายวัตถุดิบ คุณเต็ก บอกว่า มีสุขฟาร์มในวันนี้ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์หลากหลาย ตั้งแต่น้ำหอม น้ำมันนวด ครีม เซรั่ม เครื่องหอม สเปรย์ปรับอากาศ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์สมุนไพร และใบกฤษณาส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมสุขภาพ หลายผลิตภัณฑ์เกิดจากการรับฟังความต้องการของลูกค้าโดยตรง ไม่ใช่การผลิตตามกระแส แต่เป็นการพัฒนาที่ต่อยอดจากจุดแข็งของชุมชน
“ครั้งหนึ่งคุณแม่ของผม เคยนำตัวอย่างน้ำมันกฤษณาไปเสนอขายต่างประเทศ เพราะตลาดไทยยังไม่เข้าใจคุณค่าของผลิตภัณฑ์นี้ เมื่อลูกค้าเชื่อมั่นในคุณภาพ จึงเริ่มถามหาผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป โดยเฉพาะน้ำมันนวดแบบไทย ซึ่งมีชื่อเสียงระดับโลก คำถามจากลูกค้าในวันนั้น กลายเป็นจุดเริ่มต้นของสายผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน”

จากคาเฟ่กลางป่า สู่การสร้างคุณค่า
ที่มากกว่าการขายสินค้า
ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นอีกบททดสอบสำคัญ เมื่อยอดขายวัตถุดิบชะลอตัว มีสุขฟาร์มจึงปรับโมเดลธุรกิจครั้งใหญ่ เปิดคาเฟ่กลางผืนป่ากฤษณา ให้ผู้คนได้ดื่มกาแฟและชาท่ามกลางธรรมชาติ พร้อมสัมผัสกลิ่นหอมของกฤษณาอย่างใกล้ชิด เครื่องดื่มที่ผสานน้ำสกัดกฤษณากับกาแฟ น้ำผึ้ง และวัตถุดิบธรรมชาติ กลายเป็นประสบการณ์ใหม่ที่ทำให้ผู้มาเยือนไม่ได้เพียงดื่มกาแฟ แต่ได้เรียนรู้เรื่องราวของต้นไม้ทั้งต้น
คุณเต็ก เล่าด้วยความภูมิใจว่า หลายคนเดินเข้ามาเพราะอยากดื่มกาแฟ แต่เดินกลับออกไปพร้อมความเข้าใจว่า กว่ากลิ่นหอมจะอยู่ในแก้ว ต้องผ่านเวลา ความอดทน และภูมิปัญญาของผู้คนมากเพียงใด นั่นคือคุณค่าที่เงินซื้อไม่ได้ และเป็นเหตุผลที่ผู้มาเยือนจำนวนมากกลับมาอีกครั้ง พร้อมพาเพื่อนและครอบครัวมาสัมผัสประสบการณ์เดียวกัน

“เกษตรไทยในอนาคต ไม่ได้แข่งขันกันที่การปลูกให้ได้มากที่สุด แต่แข่งขันกันที่การสร้างคุณค่า เกษตรกรรุ่นใหม่อาจต้องใช้เทคโนโลยีช่วยวิเคราะห์ดิน ควบคุมคุณภาพ สร้างแบรนด์ แปรรูปสินค้า หรือพัฒนาฟาร์มให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ เพราะโลกในอีกสิบปีข้างหน้า จะไม่ได้ซื้อเพียงผลผลิต แต่จะซื้อความคิดสร้างสรรค์ เรื่องราว และความน่าเชื่อถือที่อยู่เบื้องหลัง”

ท้ายที่สุด บางบทเรียนที่สำคัญที่สุดจากไม้กฤษณา อาจไม่ใช่วิธีปลูก วิธีสกัด หรือราคาน้ำมันหอมระเหย หากคือการสอนให้เราเข้าใจว่า ธรรมชาติไม่เคยเร่งรีบ ต้นไม้ไม่เคยเติบโตเพราะความใจร้อน และคุณค่าที่แท้จริงของชีวิต ก็เหมือนกลิ่นหอมของกฤษณา ยิ่งใช้เวลา ยิ่งลึกซึ้ง ยิ่งทรงคุณค่า และยิ่งอยู่กับผู้คนได้นานกว่ากาลเวลา
สำหรับท่านใดที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ คุณเต็ก-ศุภเศรษฐ์ กิตติพล เจ้าของ มีสุขฟาร์ม ผืนป่ากฤษณา จ.ระยอง หมายเลขโทรศัพท์ 082-898-7886 หรือทางเพจ facebook : Mesook Farm
ผู้เขียน : สุรเดช สดคมขำ
