นวัตกรรมสิ่งทอ
“ หญ้าแฝก” เป็นพืชที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พระราชทานแนวพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาดินเสื่อมโทรม ขาดคุณภาพและอนุรักษ์น้ำ ความพิเศษของหญ้าแฝกคือมีรากจำนวนมากประสานกัน สามารถยึดดินไม่ให้พังทลาย โดยปกติหญ้าแฝกจะมีใบมากและมีการเจริญเติบไตได้เร็ว จึงจำเป็นต้องตัดใบหญ้าแฝกอยู่เป็นประจำ ดังน้น สำนักงาน กปร. หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาต่างๆ สนใจศึกษาวิจัยเรื่องการนำใบหญ้าแฝกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เพราะใบหญ้าแฝกมีลักษณะเด่นเรื่องความเหนียวและทนทาน สามารถนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรมีอาชีพและมีรายได้เสริมเพิ่มมากขึ้น ใบหญ้าแฝกที่เหมาะสมในการนำมาเป็นผลิตภัณฑ์หัตถกรรม คือ หญ้าแฝกหอม พันธุ์ศรีลังกา พันธุ์กำแพงเพชร 2 พันธุ์สุราษฎร์ธานี และพันธุ์สงขลา 3 เป็นต้น ลักษณะของใบหญ้าแฝกหอมที่เหมาะจะนำมาใช้งานคือ ใบหญ้าแฝกที่มันและยาว เมื่อโดนน้ำใบจะนิ่ม จึงเหมาะกับการนำมามำสินค้าหัตถกรรมจากใบหญ้าแฝกหลากหลายรูปแบบ ทั้งกระเป๋าถือ ตะกร้า หมอนอิง โคมไฟ ที่รองจาน กระถางต้นไม้ รองเท้า ฯลฯ จากฝีมือการจักสานและถัก
เก็บตก ผลงานวิจัยเด่นและนวัตกรรมอาชีวศึกษาในงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2566 (Thailand Research Expo 2023)” จัดขึ้นโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 7-11 สิงหาคม 2566 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ ในปีนี้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาร่วมออกบูธ นำเสนอผลงานภายใต้ชื่อ “การพัฒนานวัตกรรมสิ่งทอเพื่อยกระดับชุมชนสู่ความยั่งยืน” ประกอบด้วยผลงานวิจัยและนวัตกรรมอาชีวศึกษา จำนวน 4 ผลงาน ได้แก่ 1. ผลิตภัณฑ์ผ้าร่วมสมัยลายอัตลักษณ์ประจำถิ่น โดย วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี 2. ผลิตภัณฑ์ผ้าบาติกผัดมัดย้อมสีธรรมชาติสีลูกจาก โดย วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี 3. อุปกรณ์ขับเคลื่อนกระสวยทอผ้ากึ่งอัตโนมัติ โดย วิทยาอาชีวศึกษาสกลนคร 4. DWM เครื่องฟอกย้อมและล้างเส้นด้ายระดับชุมชน โดย วิทยาลัยเทคนิคอำนาจเจริญ การนำเสนอผลงานนิทรรศการในครั้งนี้ มุ่งยกระดับทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาเกี่ยวกับ “สิ่งทอ” (Textile) ซึ่งถือเป็น Soft Power ที่สำคัญของไทย โดยใช้กระบวนกา
“อ้อย” เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทยโดยใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำตาลในประเทศและส่งออกสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศนับหมื่นล้านบาท การนำอ้อยมาใช้ประโยชน์ต่างๆ จำเป็นต้องผ่านกระบวนการเก็บเกี่ยวผลผลิตอ้อย 2 วิธี คือ ใช้แรงงานคนและใช้รถตัดอ้อย หลังเก็บเกี่ยวอ้อยเข้าโรงงานน้ำตาล มักมีเศษซากใบอ้อยที่ประกอบด้วยส่วนของใบ กาบใบ และยอดอ้อยที่เหลือจากการมัดอ้อยอยู่ประมาณ 1-2 ตันต่อไร่ ที่ผ่านมาเกษตรกรนิยมเผาใบอ้อยและซากอ้อยก่อนเก็บเกี่ยว เพื่อให้การเตรียมดินปลูกอ้อยในรอบต่อไปทำได้ง่าย วช. ให้ทุนวิจัย “มทร.พระนคร” แปรรูปใบอ้อยแทนการเผา สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ตระหนักถึงปัญหาการเผาอ้อย ก่อให้เกิดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) รุนแรงขึ้นในช่วงอากาศแล้งและมีปริมาณฝนน้อย เนื่องจากการชะล้างฝุ่นละอองเป็นไปอย่างจำกัด ซึ่งการเผาเศษอ้อย 1 ตันก่อให้เกิดฝุ่นละออง 2-14 กิโลกรัม และก๊าซพิษอื่นๆ อีกหลายชนิด ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสุขอนามัยของประชาชน รวมทั้งส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก วช. ในฐานะหน่วยงานบริหารงานวิจัยของประเทศ จึงสนับสนุนทุนวิจัยโครงการท้าทายไทยเพื่อจัดการความรู้เพื่อใช้ประโยชน
“อ้อย” เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทยโดยใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำตาลในประเทศและส่งออกสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศนับหมื่นล้านบาท การนำอ้อยมาใช้ประโยชน์ต่างๆ จำเป็นต้องผ่านกระบวนการเก็บเกี่ยวผลผลิตอ้อย 2 วิธี คือ ใช้แรงงานคนและใช้รถตัดอ้อย หลังเก็บเกี่ยวอ้อยเข้าโรงงานน้ำตาล มักมีเศษซากใบอ้อยที่ประกอบด้วยส่วนของใบ กาบใบ และยอดอ้อยที่เหลือจากการมัดอ้อยอยู่ประมาณ 1-2 ตันต่อไร่ ที่ผ่านมาเกษตรกรนิยมเผาใบอ้อยและซากอ้อยก่อนเก็บเกี่ยว เพื่อให้การเตรียมดินปลูกอ้อยในรอบต่อไปทำได้ง่าย วช. ให้ทุนวิจัย “มทร.พระนคร” แปรรูปใบอ้อยแทนการเผา สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ตระหนักถึงปัญหาการเผาอ้อย ก่อให้เกิดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) รุนแรงขึ้นในช่วงอากาศแล้งและมีปริมาณฝนน้อย เนื่องจากการชะล้างฝุ่นละอองเป็นไปอย่างจำกัด ซึ่งการเผาเศษอ้อย 1 ตันก่อให้เกิดฝุ่นละออง 2-14 กิโลกรัม และก๊าซพิษอื่นๆ อีกหลายชนิด ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสุขอนามัยของประชาชน รวมทั้งส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก วช. ในฐานะหน่วยงานบริหารงานวิจัยของประเทศ จึงสนับสนุนทุนวิจัยโครงการท้าทายไทยเพื่อจัดการความรู้เพื่อใช้ประโยชน
“ม่อฮ่อม หรือ หม้อห้อม” มาจากภาษาถิ่นล้านนา หมายถึง สีของผ้าฝ้ายย้อมสีครามอมดำ จาก “ต้นฮ่อม” ซึ่งพืชชนิดนี้ มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น คนน่านเรียกพืชชนิดนี้ว่า “ฮ่อมเมือง” แม่ฮ่องสอนเรียกว่า “ครามหลอย” ขณะที่คนอีสาน เรียกว่า “ต้นคราม” โดยทั่วไป ต้นฮ่อมมีลักษณะเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูง 50-80 เซนติเมตร ลำต้นเป็นข้อปล้องคล้ายขาไก่ แตกกิ่งก้านตามข้อ ลำต้นกลม ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม หัวใบเรียว ท้ายใบแหลม ขอบใบหยัก ใบด้านบนสีเขียวมัน ใบแก่หรืออ่อนเมื่อถูกกดหรือทุบทิ้งไว้กลายเป็นสีดำ ดอกเป็นช่อออกตามซอกใบและกิ่ง รูปทรงคล้ายระฆัง ดอกสีม่วง เมล็ดอ่อนสีเขียว เมื่อแก่จะเป็นสีน้ำตาล แตกง่าย บ้านทุ่งโฮ้ง ตำบลทุ่งโฮ้ง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ นับเป็นแหล่งผลิตผ้าหม้อห้อมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ชาวบ้านทุ่งโฮ้งยังคงรักษากรรมวิธีการย้อมผ้าฝ้ายแบบแบบโบราณ โดยใช้กิ่งและใบของ “ห้อม” มาหมักในหม้อตามกรรมวิธี แล้วนำมาย้อมผ้าดิบให้เป็นสีน้ำเงินหรือสีกรมท่า ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “หม้อห้อม” นั่นเอง เสื้อหม้อห้อม เป็นสินค้าผ้าพื้นเมืองที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของจังหวัดแพร่ คนเหนือนิยมสวมใส่ผ้าหม้อห้อมกันมาก
