นำเข้าหมู
ประเด็นการเจรจาเปิดตลาดนำเข้าหมูที่มีสารเร่งเนื้อแดงจากสหรัฐอเมริกา ถือเป็นหนึ่งในประเด็นร้อนที่ค้างคามาจากปี 2560 หลังจากสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ นำบรรดาผู้เลี้ยงสุกรบุกล็อบบี้หารือกับผู้บริหารกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศมาหลายรอบ เพื่อไม่ให้รัฐบาลไทยไฟเขียวนำเข้าสุกร หรือหมูที่ปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดง “แรกโตพามีน(Ractopamine)” แต่ดูเหมือนผู้เลี้ยงหมูจะทำได้แค่ประวิงเวลาเท่านั้น ก่อนหน้านี้ นางอภิรดี ตันตราภรณ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เคยเสนอเปิดให้นำเข้า แต่ต้อง “ติดฉลาก” (label) ว่า ใช้หรือไม่ใช้สารเร่งเนื้อแดงหรือไม่ ไทยมุ่งกำจัดสารเร่งเนื้อแดง แต่ล่าสุด “น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้มุมมองใหม่ว่าควรให้สหรัฐนำเข้าเฉพาะ “หมูที่ไม่ใช้สารเร่งเนื้อแดง” โดยเสนอให้ไทยและสหรัฐหาทางออกร่วมกันในประเด็นนี้ว่า “ในช่วงที่มีประเด็นการเจรจาเรื่องหมู เป็นช่วงที่อยู่กระทรวงเกษตรฯพอดี ซึ่งไม่เคยมีปัญหาเรื่องการเจรจาในประเด็นนี้ เพราะนโยบายของประเทศไทยชัดเจนมาก คือ “มุ่งกำจัดสารเร่งเนื้อแดง” ไม่ว่าจะมีการเจรจาหรือไ
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ยอมรับว่าเรื่องการนำเข้าหมูจากสหรัฐอเมริกายังไม่ทราบความคืบหน้า และในวันประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 ต.ค. ที่ผ่านมา ยังไม่ได้สอบถามความคืบหน้าการเจรจากับสหรัฐ จากนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ อย่างเป็นทางการและส่วนตัว แต่เร็วๆ นี้ น่าจะมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาเรื่องนี้ แต่ส่วนตัวในฐานะกระทรวงเกษตรฯ ที่ดูแลกเกษตรกรที่อาจได้รับผลกระทบจากการนำเข้าหมูจากสหหรัฐ อยากให้กระทรวงพาณิชย์คิดให้ดีๆ คิดถึงผลกระทบที่จะเกิดกับเกษตรกรบ้าง นายอภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรณีนำเข้าหมูจากสหรัฐ หากมีการนำเข้า จะกระทบกับเกษตรกรคนเลี้ยงหมูในประเทศแน่นอน แต่ขึ้นอยู่ว่าปริมาณที่จะนำเข้าเท่าไหร่ สมมติ มีการนำเข้าคิดเป็นหมูขุนจำนวน 18 ล้านตัวๆ ละ 6,000 บาท เป็นเงิน 108,000 ล้านบาท แม่หมู 1 ล้านตัว ราคาลงทุน 1 แสนบาทต่อตัว เป็นเงิน 100,000 ล้านบาท รวม 208,000 ล้านบาท และผลกระทบต่อเศรษฐกิจมีมูลค่า 204,954 ล้านบาท ถ้ารวมสินค้าการเกษตรที่เกี่ยวเนื่องกับการเลี้ยงหมู ที่เป็นลูกโซ่น่าจะมากกว่า ผลเสียที่เกิดกับอุตสาหกรรมหมู ทั้ง
เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2560 นายปรีชา กิจถาวร นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้ เปิดเผยว่า 12 สมาคม อาทิ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ, สมาคมผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศ, สมาคมผู้เลี้ยงโค, สมาคมชาวนา, สมาคมโรงสี, สมาคมพืชไร่ และสมาคมเวชภัณฑ์ยา ฯลฯ รวม รวมตัวกันแสดงจุดค้านการนำเข้าสุกรจากประเทศสหรัฐฯ จะกระทบต่อผู้เลี้ยงสุกรไทย นายปรีชาเปิดเผยว่า นอกจากผู้เลี้ยงสุกรไทยอยู่ไม่ได้แล้ว ไร่ข้าวโพด ชาวนาอยู่ไม่ได้ด้วย เพราะกระทบกันเป็นลูกโซ่หลายตัว ราคาจะตกต่ำหมด ที่ตกต่ำอยู่แล้วและถึงกับต้องเลิกกิจการ นายปรีชาเปิดเผยว่าสุกรในประเทศสหรัฐ ต้นทุนการผลิตถูกกว่าของประเทศไทยประมาณครึ่ง เพราะการเลี้ยงสุกรสหรัฐใช้เทคโนโลยีที่นำเข้ามา ประชาชนสหรัฐ ไม่บริโภค เช่น ส่วนหัว ส่วนเครื่องในและส่วนขา และการเลี้ยงสุกรยังมีการใช้สารเร่งเนื้อแดง ที่ทางองค์การอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่อนุญาตด้วย ที่ส่งมาขายในประเทศไทย ส่วนใหญ๋จะเป็นสุกรที่ตลาดในสหรัฐไม่ต้องการ ที่มา : มติชนออนไลน์
“พาณิชย์” ถก USTR สหรัฐ 12-17 ก.ย. ปัดหารือเรื่องเปิดตลาดนำเข้าสุกร แง้มอาจจะมีข่าวดี หวังดึงผู้ผลิตแบรนด์เนมกระเป๋า 2 รายดังลงทุนไทย รับสิทธิพิเศษทางภาษี GSP 0% นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในโอกาสนำคณะผู้บริหารเดินทางไปสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 12-17 ก.ย.นี้ เพื่อพบและหารือกับหน่วยงานสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ และภาคเอกชน เพื่อเป็นการเตรียมการก่อน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีจะเดินทางเยือนสหรัฐอย่างเป็นทางการในช่วงต้นเดือน ต.ค.นี้ และเป็นการติดตามผลการดำเนินงานตามที่หารือ ในกรอบความร่วมมือด้านการค้าการลงทุนระหว่างไทย-สหรัฐ (TIFA) “ประเด็นเรื่องการเจรจาเปิดตลาดนำเข้าเนื้อสุกรสหรัฐไม่ได้มีการหารือกันในรอบนี้ เพราะหลังจากรับทราบข้อกังวลจากสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติถึงเรื่องผลกระทบหากไทยเปิดตลาด ต้องไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภาคปศุสัตว์ เพื่อขอทราบท่าทีเกี่ยวกับเรื่องนี้ก่อน กระทรวงพาณิชย์ไม่สามารถเดินหน้าเจรจาโดยลำพังได้ แม้ว่าจะเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่เจรจาแต่ต้องขอความเห็นจากทุกภาคส่วน” อย่างไรก็ตาม การเดินทา
