น้ำตาลในเลือด
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าคนไทยจำนวนมากกำลังเผชิญกับโรคเบาหวาน วงการแพทย์และโภชนาการทั้งหลายต่างหันมาให้ความสนใจในการบำบัดและป้องกันเบาหวานกันมากขึ้น สำหรับวงการสมุนไพรซึ่งถือเป็นภูมิปัญญาที่รวมอาหารและยาอยู่ในองค์ประกอบเดียวกันนั้น ก็มีต้นยาสมุนไพรเพื่อใช้ในการดูแลและแบ่งเบาปัญหาเบาหวานกันอยู่หลายชนิด แต่มิตรรักแฟนสมุนไพรรู้หรือไม่ว่า ในวงการศึกษาพืชสมุนไพรยุคใหม่ๆ กำลังให้ความสนใจสมุนไพรชนิดหนึ่งที่เรียกว่า อบเชย เมื่อพูดถึงอบเชย ถ้าใครไม่รู้จักให้ลองไปสั่งข้าวราดพะโล้มารับประทาน แล้วคุณจะซาบซึ้งถึงรสชาติและกลิ่นหอมของอบเชยเป็นอย่างดี อบเชยเป็นเครื่องเทศสมุนไพรชนิดหนึ่งจากเครื่องเทศอีกหลายชนิดที่ปรุงผสมในพะโล้ เช่น โป๊ยกั๊ก ลูกผักชี แต่อบเชยจะเป็นสมุนไพรที่ให้กลิ่นหอมโดดเด่นที่สุด กลิ่นหอมพิเศษนี้ยังใช้ดับกลิ่นคาวในอาหารพวกเนื้อ เช่น ผสมลงไปในเครื่องแกงเนื้อ หรือการตุ๋นยาจีนด้วย ถ้าเป็นคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่นิยมขนมปังขนมเค้ก และกาแฟสด ก็สามารถรู้จักอบเชยผ่านของกินเล่นและเครื่องดื่มอินเทรนด์เหล่านี้ได้ เช่น ขนมปังขาไก่ โดนัทไทย ขนมญี่ปุ่นหลายชนิดก็นิยมใส่อบเชยเช่นกัน อบเชยที่นำมาใช้ประโยชน
ไมยราบใครๆ ก็รู้จักเพราะพ้องกับชื่อยักษ์หลานทศกัณฐ์ ที่อาสาสะกดทัพวานรแล้วจับตัวพระรามหมายจะเอาไป “ต้มกินต่างสุกรแกล้มสุรา” ในเมืองบาดาล ยักษ์ไมยราพมีฤทธิ์ต่างจากยักษ์ตนอื่นคือเป็นหมอยาสมุนไพรวิเศษ สามารถปรุงยานอนหลับแล้วใช้เป่าสะกดลิงให้หลับได้ทั้งกองทัพ ขนาดพญาวานรอย่างสุครีพ หนุมานก็ยังหลับไม่เป็นท่าเพราะฤทธิ์ยาสมุนไพรของไมยราพ อันที่จริงต้นไมยราบเองก็มีสรรพคุณช่วยระงับประสาท และแก้โรคนอนไม่หลับได้ด้วย ต้นไมยราบ ในที่นี้หมายถึงวัชพืชไม้เลื้อยแผ่ไปบนพื้นดินลำต้นมีหนามแหลมเล็กๆ พบเห็นได้ตามข้างถนนหรือที่รกร้างทั่วไป เอกลักษณ์ของไมยราบคือใบของมันจะหุบลงได้เมื่อถูกกระทบกระเทือน จึงมีชื่อในภาษาฝรั่งว่า Sensitive Plant (พืชอ่อนไหว) ไมยราบชนิดนี้มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Mimosa pudica L. มีช่อฝักเล็กๆ เหมือนพืชตระกูลถั่วทั่วไป เป็นคนละพันธุ์กับ “ต้นหัวใจไมยราบ” หรือกระทืบยอบ ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Biophytum sensitive DC. ซึ่งสรรพคุณคล้ายกันและเป็นพืชอ่อนไหวเหมือนกัน หมอแผนโบราณและหมอพื้นบ้านรู้จักเอาไมยราบทั้งต้นมาล้างสับเป็นชิ้นเล็กๆ ตากให้แห้งสนิทแล้วนำมาต้มกินต่างน้ำ เพื่อแก้โรคกษัยไตพิการ
มีหลากหลายสมุนไพรที่ช่วยในการรักษาโรคและให้คุณประโยชน์ในด้านต่างๆ อย่างน่าสนใจ ขิงถือว่าเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีความโดดเด่นในเรื่องของรสชาติและกลิ่น ซึ่งไม่ว่าจะนำขิงมาทำเป็นเครื่องดื่ม ดัดแปลงและแปรรูปเป็นเมนูของหวานต่างๆ ก็ล้วนให้สรรพคุณที่ดีต่อร่างกายทีเดียว รู้จักสมุนไพรขิง ขิง (ginger) สมุนไพรที่นำมาใช้ในการประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู อีกทั้งยังมากมายไปด้วยสรรพคุณทางยาที่ช่วยในการรักษาโรคได้เป็นอย่างดี รสชาติของขิงจะเผ็ดร้อน หากแต่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นวิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินซี แคลเซียม ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส คาร์โบไฮเดรต เส้นใย และโปรตีน ทุกส่วนของขิง เช่น ราก เหง้า ต้น แก่น ดอก ใบ และผล ก็ล้วนสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด คุณค่าทางโภชนาการของขิง ในส่วนของขิง 100 กรัม ให้คุณค่าทางโภชนาการดังนี้ พลังงาน 25 กิโลแคลอรี โปรตีน 0.4 กรัม คาร์โบไฮเดรต 4.4 กรัม ไขมัน 0.6 กรัม เส้นใยอาหาร 0.8 กรัม ธาตุเหล็ก 1.2 มิลลิกรัม แคลเซียม 18 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 22 มิลลิกรัม เบต้าแคโรทีน 10 ไมโครกรัม วิตามินซี 1 มิลลิกรัม ไทอามีน 0.02 ม
เวลานี้คนไทยป่วยด้วยเบาหวานจำนวนมาก ไม่ใช่คนเมืองเท่านั้น แต่คนในหมู่บ้านก็เป็นเบาหวานกันมากขึ้น ขอแนะนำให้ได้รู้จักสมุนไพรที่มีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการเบาหวาน ดังนี้ เริ่มจากต้นอินทนิลน้ำ {Lagerstroemia speciose (L) Pers.} เป็นไม้ใหญ่ในป่าเบญจพรรณที่ออกดอกสวยงาม จนมีพ่อค้าต้นไม้นำมาขาย หรือแนะนำให้ปลูกเป็นไม้ประดับ อินทนิลน้ำมีชื่อเสียงมาแต่โบราณ ทั้งประสบการณ์การใช้ของหมอพื้นบ้านและที่บันทึกในตำรับตำราโบราณ ต่างกล่าวตรงกันว่า ใช้รักษาเบาหวาน ซึ่งอาจถือว่าเป็นสมุนไพรยอดนิยมชนิดหนึ่งที่มีคนใช้กันมาก วิธีใช้ทำได้หลายวิธี แต่ส่วนใหญ่จะใช้ใบอินทนิลน้ำที่เป็นใบแก่ ล้างน้ำสะอาด นำมาสัก 1 หยิบมือ ต้มกับน้ำ 1 ลิตร บางที่ก่อนต้มจะหั่นใบเป็นชิ้นเล็กๆ และใช้หม้อดินต้ม แต่ในปัจจุบันใช้หม้อสแตนเลสก็ได้ ควรต้มด้วยไฟอ่อนๆ นาน 15 นาที กินครั้งละ 1 ถ้วยชา วันละ 3 เวลา เช้า กลางวัน เย็น สามารถดื่มได้ทุกวัน กินต่อเนื่อง 2-4 สัปดาห์ จะเห็นผล มีบางรายใช้วิธีการคั่ว โดยนำใบอินทนิลน้ำล้างสะอาด นำไปตากแดดให้แห้ง ใช้ 8-9 ใบ แล้วคั่วให้กรอบ เวลาใช้ ให้นำใบแห้งมาชงกับน้ำร้อนแบบชงชา ให้กินต่างน้ำ ได้ผลเช่นกัน แต่ใ
