บริษัท บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัด
“ข้าวหอมมะลิ 105” นับเป็นข้าวหอมคุณภาพดีที่สุดในโลก เพราะมีรสชาติดี ข้าวสุกมีความนุ่มเหนียวและมีกลิ่นหอม (aroma) จึงเป็นที่นิยมบริโภคไปทั่วโลก แต่ระยะหลัง ข้าวหอมมะลิ ที่ลูกค้าซื้อไปรับประทาน ปรากฏว่าไม่หอมเหมือนกับที่เคยรับประทาน จึงถูกเข้าใจผิด คิดว่าเป็นข้าวปลอม ปัญหาข้าวหอมมะลิที่มีเปอร์เซ็นต์ความหอมน้อยลง ทำให้ไทยเสียแชมป์ข้าวคุณภาพดีที่สุดในโลก ให้กับ “มาลีอังกอร์ ข้าวหอมพันธุ์ดีของกัมพูชา ในการประกวดข้าวโลก ทำให้ข้าวกัมพูชาครองตำแหน่ง ข้าวคุณภาพดีที่สุดในโลกเป็นครั้งที่ 4 ในช่วง 6 ปีมานี้ กลิ่นหอมของข้าวหอม อยู่ในรูปของสารน้ำมันที่ระเหยได้ (Essential oil) ข้าวหอมมะลิจะให้กลิ่นหอมตั้งแต่ระยะที่เป็นต้นกล้า ระยะแตกกอ ระยะออกดอก และเป็นเมล็ดทั้งข้าวเปลือก ข้าวกล้อง และข้าวสาร รวมถึงขณะที่กำลังหุงต้ม หรือข้าวที่หุงสุกใหม่ๆ แค่เดินผ่านแปลงปลูกข้าวหอมมะลิ จะได้กลิ่นหอมของข้าวจากใบและดอกข้าว ทั้งนี้ คาดว่าสารกำเนิดกลิ่นหอมมีการสะสมอยู่ในใบแล้วเคลื่อนย้ายไปสู่เมล็ดข้าว ซึ่งจะได้กลิ่นหอมเมื่อเคี้ยวเมล็ดข้าว “สภาพแวดล้อม” คือปัจจัยแรกที่มีผลต่อความหอมของข้าวหอมมะลิ ชนิดและความอุดมสมบรูณ์ขอ
ดร.วัลลภ มานะธัญญา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย “ข้าวหงษ์ทอง” กล่าวว่า “ชาวนาไทย” เป็นทั้งเพื่อนและครอบครัวคนสำคัญของบริษัท เพื่อช่วยเหลือชาวนาให้มีอาชีพและรายได้ที่เติบโตอย่างยั่งยืน ตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา บริษัทได้ดำเนินโครงการหงษ์ทองนาหยอดในแหล่งปลูกข้าวตำบลโพนข่า จังหวัดศรีสะเกษ ผลวิจัยพบว่า โครงการนี้สามารถยกระดับผลผลิตและสร้างรายได้ให้กับชาวนาได้มากกว่าเดิม เฉลี่ยไร่ละ 3-4 พันบาท โครงการหงษ์ทองนาหยอด เป็นการปฏิวัติการทำนาหว่านแบบเดิมๆ สู่วิธีการปลูกด้วยวิธีนาหยอดแบบแห้ง สร้างผลผลิต และรายได้ที่มากขึ้น ซึ่งการปลูกข้าวแบบเดิม “นาหว่าน” ต้องใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวครั้งละ 25-35 กิโลกรัม เมื่อหันมาทำนาหยอด ก็ใช้ปริมาณเมล็ดพันธุ์ลดลง เหลือพียง 8-10 กิโลกรัม ต่อไร่ แล้ว ยังพบว่า การทำนาหยอด ต้นข้าวแตกกอได้ดีไม่เบียดแน่น ปริมาณข้าวออกรวงสูง เมล็ดเรียงสวยงาม มองเห็นต้นข้าวเรียงกันเป็นแถว ดูแลจัดการเรื่องแมลงและวัชพืชได้ง่ายขึ้น มีการวิเคราะห์ดินและสามารถลดปริมาณการใช้ปุ๋ย ประหยัดค่าใช้จ่ายทั้งยาฆ่าแมลงและปุ๋ย การทำนาหยอด ช่วยลดต้นทุนให้ชาวนาได้
