บันนังสตา
กล้วยหินบันนังสตา อ.บันนังสตา จ.ยะลา เป็นกล้วยพื้นเมืองที่เนื้อแข็งและเมื่อสุกรสชาติจะออกเปรี้ยวเล็กน้อย ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ จากกรมทรัพย์สินทางปัญญาเรียบร้อย โดดเด่นอยู่บนลุ่มน้ำปัตตานี 2 ฝั่งแม่น้ำในเขต ต.บาเจาะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา จากที่เคยเป็นกล้วยป่า แต่ปัจจุบัน ขึ้นแท่นเป็นโอทอปของ จ.ยะลา ที่มีกลุ่มแม่บ้านหลายกลุ่มผลิตออกจำหน่าย หลายรูปแบบ อย่างเช่น กลุ่มแม่บ้านป่าหวังนอก ต.บันนังสตา ซึ่งมี คุณรุสนี มานะแตหะ เป็นประธานกลุ่ม และคุณไซนะ กามะ รองประธานกลุ่มที่คอยช่วยบริหารงานของกลุ่ม ที่ผลักดันให้ กล้วยหินบังนังสตา ภายใต้การค้าว่า “บาตูวัน” คว้าโอทอป 4 ดาว คุณไซนะ เล่าว่า จากที่แต่ละบ้านมีกล้วยหินอยู่แล้ว เพราะเป็นกล้วยดั้งเดิมของพื้นที่รู้กันอยู่ว่าจะถนอมอาหารกันอย่างไร ตอนแรกก็ทำกินกันในครัวเรือน บางขายให้คนนอกบาง จนกระทั่งเมื่อปี 2544 คิดร่วมกลุ่มกัน ชื่อกลุ่มแม่บ้านป่าหวังนอก ตั้งเป้ากันไว้ว่าจะทำกล้วยฉาบหินออกขายรวบรวมแม่บ้านในหมู่บ้านได้ประมาณ 25 คนตอนนั้นร่วมหุ้นกันคนละ 100 บาท ช่วยกันทำผลิตกันเรื่อยๆ กลุ่มของเราจะมีการหมุนเวียนประธานกลุ่ม 4 ปีครั้ง สับ
อำเภอบันนังสตา เป็นอำเภอหนึ่งที่เป็นเส้นทางเชื่อมต่อจากตัวอำเภอเมืองยะลา ตามเส้นทางลงไปสู่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ใต้สุดแดนสยาม อันเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง แต่แม้อำเภอบันนังสตา จะไม่ได้ถูกจดจำว่ามีการเกษตรชนิดใดโดดเด่นเป็นหลัก แต่เมื่อถึงฤดูที่ทุเรียนให้ผลผลิต ก็มีทุเรียนหมอนทองจำนวนไม่น้อยที่ออกจากพื้นที่นี้ไป คุณอาลี บือแน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ตำบลตาเนาะปูเต๊ะ อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา พาเราเข้าพื้นที่ไปดูแปลงทุเรียนหมอนทอง ที่ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเองการันตีว่า หมู่ที่ 2 เป็นแปลงปลูกทุเรียนหมอนทองแปลงใหญ่ที่สุดของอำเภอบันนังสตา คุณอาลี บอกว่า เดิมชาวบ้านส่วนใหญ่ปลูกยางพารา มีอาชีพกรีดยางขายเป็นหลัก แต่เมื่อราคายางตกต่ำ ชาวบ้านหลายรายคิดเปลี่ยนอาชีพ ที่มองเห็นช่องทางของรายได้ขณะนั้นคือ การปลูกทุเรียน เพราะไม่มีปีใดที่ทุเรียนราคาถูก ทำให้มีเกษตรกร จำนวน 114 ราย โค่นยางพาราและปลูกทุเรียนหมอนทอง เฉลี่ยมีพื้นที่ปลูกทุเรียนหมอนทอง ประมาณ 5 ไร่ ต่อราย รวมกลุ่มเป็นเกษตรแปลงใหญ่ โดยในจำนวนนี้ มีเกษตรกรคุณภาพ 13 ราย การรวมกลุ่มเป็นเกษตรแปลงใหญ่ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ระบุว่า เพราะช่วย
อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา เป็นอำเภอที่ตั้งอยู่ตอนกลางของจังหวัดยะลา ชื่อของอำเภอ เป็นภาษามลายูปัตตานี มีความหมายว่า ที่นาที่มองเห็นต้นมะปราง ผนวกกับคำขวัญของอำเภอบันนังสตา ที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า “ถิ่นนามะปราง” นั่นอาจจะหมายถึง ในอดีตมีต้นมะปรางอยู่กลางท้องนามาก เป็นที่เข้าใจของคนในท้องถิ่นว่ามีต้นมะปรางและมีท้องนา อันเป็นอาชีพของเกษตรกรที่นี่ อย่างที่ทราบกันดีว่าพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีชาวไทยมุสลิมอาศัยอยู่จำนวนมาก การบริโภคแพะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชาวไทยมุสลิม เพราะใช้ประกอบในพิธีกรรมทางศาสนาต่างๆ ทำให้อัตราการบริโภคแพะ การซื้อขายแพะในจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียงมีสูง ก่อนหน้านี้ชาวบ้านป่าหวัง หมู่ที่ 1 ตำบลบันนังสตา อำเภอบันนังสตา ประกอบอาชีพทำสวนผลไม้ ทำไร่อ้อย ไร่ข้าวโพด สวนยางพารา เป็นพืชไร่มากกว่าพืชสวนและท้องนา รวมถึงการเลี้ยงสัตว์ที่ผ่านมาก็มีเพียงรายเล็กๆ เท่านั้น เมื่อปี 2559 ที่ผ่านมา ชาวบ้านป่าหวัง หมู่ที่ 1 ประสบปัญหาทำการเกษตรแล้วขาดทุน จึงเริ่มมองหาอาชีพอื่น เพื่อเสริมรายได้อีกทาง เล็งเห็นว่าตลาดแพะมีความต้องการสูง จึงขอคำปรึกษาไปยังสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดยะลา และได้รั
ระหว่างการเดินทางไปอำเภอเบตง คุณขนิษฐา มะลิสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักงาน กศน. จังหวัดยะลา พา พลเอกวิษณุ ไตรภูมิ ที่ปรึกษาสำนักงาน กศน. และ พันเอกหญิงสุนทรี ไตรภูมิ ผู้แทน กอ.รมน. ไปเยี่ยมชมศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน ของ กศน. อำเภอบันนังสตา ที่ส่งเสริมอาชีพการแปรรูปกล้วยหิน ให้ชาวบ้านในชุมชน ได้มีงานมีอาชีพและเกิดรายได้อย่างยั่งยืน กล้วยหิน “กล้วยหินบันนังสตา” หรือ “กล้วยซาบา (Saba Banana)” มักขึ้นอยู่ตลอดฝั่งลำน้ำปัตตานี ในเขตตำบลบาเจาะ อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา กล้วยหิน มีลักษณะผลป้อมสั้น เป็นเหลี่ยม เปลือกหนา เนื้อผลสีขาวครีมละเอียด กล้วยหินมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นที่ไม่เหมือนใคร เพราะถือกำเนิดจากสายพันธุ์กล้วยป่า ที่มีเนื้อแข็ง เมื่อผลสุกจะมีรสชาติออกเปรี้ยวเล็กน้อย สาเหตุที่ถูกเรียกว่า กล้วยหิน เนื่องจากพื้นที่ของอำเภอบันนังสตา ร้อยละ 90 เป็นภูเขา กล้วยป่าพันธุ์นี้สามารถเจริญเติบโตได้ดีในบริเวณเหมืองแร่ดีบุกร้าง ซึ่งมีสภาพดินเป็นกรวดหินและดินลูกรัง จึงนิยมเรียกกล้วยสายพันธุ์นี้ว่า “กล้วยหิน” แต่ชาวบ้านบางรายเล่าว่า คนหาแร่ พบกล้วยชนิดหนึ่งขึ้นปะปนกับกล้วยป่า เห็นนกกินได้ จึงเก็บมากิน รสชา
