ปลาในกระชัง
การเลี้ยงปลากระชังในบ่อดิน เป็นวิธีการเลี้ยงปลาอีกวิธีหนึ่งที่เกษตรกรให้ความสนใจเลี้ยง เพราะเป็นวิธีที่ใช้พื้นที่เพาะเลี้ยงน้อยสามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย ค่าใช้จ่ายในการการเลี้ยงก็ไม่มาก สามารถนำไปประกอบเป็นอาชีพเสริมที่มีผลตอบแทนคุ้มค่าได้เป็นอย่างดี คุณรำพึง เถือนถ้ำแก้ว อยู่บ้านเลขที่ 70 หมู่ที่ 5 ตำบลบางปะกง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นเกษตรกรคนหนึ่งที่มีความสนใจในอาชีพประมง และหันมายึดเป็นอาชีพตั้งแต่อายุ 20 ปี คุณรำพึง เริ่มทำฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้งในบ่อดินก่อน เลี้ยงไปได้ระยะหนึ่งก็ต้องพบกับปัญหาของตลาดและราคาที่ปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ทำให้ต้องลดปริมาณการผลิตลงในบางส่วน ทำให้บ่อกุ้งที่เคยใช้เลี้ยงว่างไม่ได้ใช้ประโยชน์ คุณรำพึงจึงใช้ประโยชน์จากบ่อกุ้ง โดยการปรับปรุงใช้ทำเป็นบ่อเลี้ยงปลานิลไปพร้อมกับเพาะเลี้ยงกุ้ง “เราเลี้ยงแบบกึ่งอาศัยธรรมชาติ ปล่อยในบ่อดิน ให้อาหารเม็ด เช้า – เย็น ให้ปลาได้กินพืช กินแร่ธาตุในดินไม่ต้องลงทุนอะไรมาก ผลตอบแทนในช่วงแรกๆ ถือว่าเป็นที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง เมื่อเทียบกับกุ้งและการทำนา แต่พอช่วงหลังเริ่มสังเกตุได้ว่าปลาที่เลี้ยงนั้นเริ่มโตช้าและใช้เวลาเ
ปิศาจลำแชะ ปลาชะโดอาละวาดหนักเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชังต้องหาวิธีการป้องกันหลังปลากระชังถูกกัดตายรายวัน นครราชสีมา วันนี้ (15 ต.ค. 60) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชังในเขื่อนลำแชะ อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา เกือบ 100 ราย กำลังประสบกับปัญหาถูกปลาชะโดคุกคามอย่างหนัก เนื่องจากมีการรวมฝูงคอยเฝ้าดักกินปลาในกระชังของเกษตรกร โดยใช้วิธีการกัดกระชังปลาของเกษตรกรให้ขาด จากนั้นจะเข้าไปไล่กัดกินปลาในกระชัง เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาต้องใช้ตาข่ายซ้อนกันถึง 3 ชั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ปลาชะโดเข้าไปกัดกินปลาที่เลี้ยงเอาไว้ได้ แต่ก็ยังมีปลาชะโดบางส่วนหลุดรอดเข้าไปกินปลากระชังได้ เรียกได้ว่า ปลาชะโดคือปิศาจแห่งลุ่มน้ำที่ชาวบ้านแถวนี้กลัวมากเลยทีเดียว เกษตรกรส่วนหนึ่งจึงต้องใช้วิธีการนำเบ็ดเกาะหลังลูกปลาที่เลี้ยงไว้เพื่อล่อให้ชะโดกินเบ็ดบริเวณโดยรอบกระชัง เพื่อช่วยกำจัดปลาชะโดอีกทางหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ผลมากนักแต่ก็ถือเป็นการลดจำนวนปลาชะโดอีกทางหนึ่ง ซึ่งแต่ละวันก็จะมีทั้งเจ้าของกระชัง และชาวบ้านในพื้นที่มาช่วยกันแขวนเบ็ดและตกปลาชะโดได้วันละนับสิบตัวเลยทีเดียว นายธนนชัย สืบพรหม ประมงอำเภอครบุรี กล่าวว่
สศท.5 เผยผลตอบแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิล 2 จังหวัดอีสาน ระบุ เกษตรกรโคราช ที่เลี้ยงแบบกระชัง กำไรสุทธิเฉลี่ย 9,692 บาทต่อกระชัง ขณะที่เลี้ยงบ่อดินได้กำไรสุทธิ 11,354 บาทต่อไร่ ด้านเกษตรกรชัยภูมิ ที่เลี้ยงปลานิลในกระชัง มีกำไรสุทธิเฉลี่ย 14,249 บาทต่อกระชัง ส่วนแบบบ่อดิน มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 3,520 บาทต่อไร่ นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปลานิลมีลักษณะการเลี้ยง 2 แบบ คือ เลี้ยงในกระชังและเลี้ยงในบ่อดิน ซึ่งการเลี้ยงปลานิลในกระชังส่วนใหญ่จะเลี้ยงบริเวณริมแหล่งน้ำธรรมชาติพื้นที่กระชังเฉลี่ย 27.80 ตารางเมตร และอัตราการปล่อยพันธุ์ปลา กระชังละ 1,100 ตัว มีระยะเวลาของการเลี้ยงนาน 5 เดือน จะใช้อาหารสำเร็จรูปในการเลี้ยง ส่วนการเลี้ยงในบ่อดิน ขนาดบ่อเฉลี่ย 5 ไร่ อัตราการปล่อยพันธุ์ปลาประมาณ 3,500 ตัวต่อไร่ มีระยะเวลาของการเลี้ยงเฉลี่ยรุ่นละ 7 เดือน จะใช้อาหารสำเร็จรูป ร่วมกับอาหารผสม ได้แก่รำและเศษอาหาร ในการนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา (สศท.5) ได้ลงพื้นที่สำรวจส่วนต้นทุนการผลิตและผลตอบแทนปลานิลใน 2 จั
คุณพะเยาว์และคุณประมวล รุ่งทอง สองสามีภรรยา อยู่บ้านเลขที่ 70 หมู่ที่ 4 ตำบลท่าชัย อำเภอเมือง จงหวัดชัยนาท เป็นเกษตรกรที่อาศัยอยู่บริเวณริมฝังแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งสองเป็นเกษตรหัวไว้ใจสู้พร้อมที่จะเปิดรับความรู้ใหม่ๆ กล้าที่จะทดลองและรับแนวทางการส่งเสริมพัฒนาอาชีพที่เกี่ยวกับการเกษตร ปัจจุบันทั้งสองมีอาชีพเพาะเลี้ยงปลาในกระชังบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา คุณประมวล (ภรรยา) เล่าให้ฟังว่า เดิมทีตัวเองมีอาชีพตัดเย็บเสื้อผ้าในหมู่บ้าน ส่วนคุณพะเยาว์ (สามี)นั้นมีอาชีพเพาะเลี้ยงปลาในกระชังบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ด้วยอาชีพการเพาะเลี้ยงปลาในกระชังที่สามีทำอยู่นั้น ทุกวันยิ่งทำก็เริ่มแย่ลงๆ มีกำไรน้อย ขาดทุนบ้าง ได้กำไรบ้าง เพราะการเพาะเลี้ยงปลาในกระชังต้องใช้คนในการดูแลพอสมควร ลำพังจะให้สามีทำและดูแลคนเดียวก็ไม่ไหว ทำให้ตัวเองต้องตัดสินใจเลิกตัดเย็บเสื้อผ้าและหันมาช่วยสามีเพาะเลี้ยงปลาในกระชังเพียงอย่างเดียว คุณประมวล เล่าให้ฟังอีกว่า ตัวเองและสามีเริ่มเพาะเลี้ยงปลาในกระชังมาตั้งแต่ปี 2542 เริ่มแรกมีกระชังทั้งหมด 10 กระชัง ปลาที่เพาะเลี้ยงจะมีหลากหลายชนิดด้วยกัน ทั้ง ปลาดุก ปลาสวาย ปล
นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า ด้วยพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย(ฉบับที่ 17 )พ.ศ.2560 ของกรมเจ้าท่าได้ออกมาบังคับใช้ ยังผลกระทบกับพี่น้องเกษตรกร ผู้เลี้ยงปลาในกระชัง ผู้อาศัยอยู่ตามริมลำน้ำในแพ เป็นต้น ซึ่งปัญหานี้สภาเกษตรกรฯได้รับการร้องเรียนเข้ามาเป็นจำนวนมาก สิ่งที่ทำได้เวลานี้คือได้รวบรวมปัญหาเพื่อรายงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบ โดยสภาเกษตรฯได้ทำบันทึกรายงานไปแล้ว 1 ครั้ง และเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 ก็ได้ส่งบันทึกรายงานไปอีก 1 ฉบับ การบังคับใช้พรบ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย(ฉบับที่ 17) พ.ศ.2560 ในช่วงที่ผ่านมา ตามมาตรา 18 ซึ่งกำหนดให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารหรือสิ่งอื่นใดที่สร้างอยู่ก่อนที่กฎหมายฉบับนี้บังคับใช้ ที่มีการล่วงล้ำเข้าไปเหนือน้ำ ในน้ำ และใต้น้ำของแม่น้ำ ลำคลอง อ่างเก็บน้ำ บึง ทะเลสาบ อันเป็นทางสัญจรของประชาชนหรือที่ประชาชนใช้ร่วมกัน หรือทะเลภายในน่านน้ำไทย หรือบนชายหาดของทะเลดังกล่าว โดยไม่ได้รับอนุญาตจากกรมเจ้าท่า หรือได้รับอนุญาตแต่ปลูกสร้างไม่เป็นไปตามแบบที่ได้รับอนุญาต จะต้องไปแจ้งกรมเจ้าท่าภายในวันที่ 22 มิถุนายน 2560 มิฉะนั้น
