ปลูกข้าว
กรมส่งเสริมการเกษตร แจ้งเตือนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว เฝ้าระวังโรคใบจุดสีน้ำตาล เนื่องจากพยากรณ์อากาศรายงานว่า ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มวลอากาศเย็นปานกลางระลอกใหม่เริ่มปกคลุมบริเวณประเทศไทยตอนบน ยังคงมีอากาศหนาวเย็นโดยทั่วไปในช่วงเช้า ทั้งตอนบนของภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลางมีหมอกหนาในหลายพื้นที่ ซึ่งเหมาะสมต่อการแพร่ระบาดของโรคของขอบใบจุดสีน้ำตาล ซึ่งสามารถแพร่ระบาดไปกับกระแสลมได้ โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นสัมพัทธ์สูงหรือมีหมอกหนา ซึ่งในช่วงปลายเดือนมกราคม 2569 มีรายงานเริ่มพบการระบาดในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 10 ไร่ และจังหวัดสกลนคร จำนวน 1 ไร่ ในพื้นที่ภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร จำนวน 36 ไร่ และในพื้นที่ภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดพัทลุง จำนวน 34 ไร่ จึงขอให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวหมั่นสำรวจแปลงของตนเอง เพื่อจัดการโรคดังกล่าวได้ทันท่วงที ลักษณะอาการของโรคใบจุดสีน้ำตาล พบได้มากในช่วงข้าวระยะแตกกอ โดยสามารถสังเกตจากอาการแผลที่ใบข้าว ลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาล รูปกลมหรือรูปไข่ ขอบนอกสุดของแผลมีสีเหลือง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.5-
แหนแดง เป็นพืชตระกูลเฟิร์นชนิดลอยน้ำ เจริญเติบโตลอยอยู่บนผิวน้ำในที่ที่มีน้ำขังในเขตร้อนและเขตอบอุ่น แหนแดงที่พบอยู่ทั่วโลกมีอยู่ด้วยกัน 7 ชนิด ในประเทศไทยมีอยู่เพียงชนิดเดียว คือ อะซอลล่า พินนาต้า (Azolla pinnata) ต้นแหนแดง ประกอบด้วยส่วนต่างๆ คือ ลำต้น ราก และใบ แหนแดงมีกิ่งแยกจากลำต้น ใบของแหนแดงเกิดตามกิ่งเรียงสลับกันไป ใบแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือใบบนและใบล่าง มีขนาดใกล้เคียงกัน ใบล่างค่อนข้างโปร่งใส มีคลอโรฟิลล์น้อยมาก ใบบนเป็นสีเขียวมีคลอโรฟิลล์เป็นองค์ประกอบ ดร. ศิริลักษณ์ แก้วสุรลิขิต นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานวิจัยจุลินทรีย์ดิน กลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร เล่าว่า แหนแดงที่ขึ้นอยู่ตามแหล่งน้ำธรรมชาติในบ้านเรา เป็นแหนแดงสายพันธุ์ อะซอลล่า พินนาต้า (Azolla pinnata) มีขนาดเล็กกว่าแหนแดงสายพันธุ์ที่กรมวิชาการเกษตรพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้เกษตรกรนำไปใช้ประโยชน์ในปัจจุบัน ประมาณ 10 เท่า ทำให้ขยายพันธุ์ได้ช้ากว่า แหนแดง มีประวัติการใช้เป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าว ในประเทศสังคมนิยมเวียดนาม และสาธารณรัฐประชาชนจีนมานานหลายศตวรรษแล้ว “กรมวิชาการเกษ
จังหวัดพิจิตรถือเป็นแหล่งปลูกข้าวสำคัญลำดับต้นๆ ของประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ในอำเภอเมืองพิจิตร บางมูลนาก โพทะเล สามง่าม และตะพานหิน ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำธรรมชาติ อีกทั้งยังมีการนำน้ำบาดาลมาใช้ทำนาปรัง จึงเอื้อให้เกษตรกรสามารถทำนาได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี หนึ่งในเกษตรกรต้นแบบที่ทำนาจนได้สูตรสำเร็จ คือ คุณสุดใจภู่คง ผู้ปลูกข้าวแห่งจังหวัดพิจิตร ซึ่งไม่เคยหยุดพัฒนาการทำนา แม้จะต้องเผชิญกับปัญหาดินกรดที่ถือเป็นอุปสรรคใหญ่ แต่ด้วยความมุ่งมั่นและการจัดการที่ถูกวิธี จนสามารถพลิกฟื้นพื้นที่ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ และยกระดับผลผลิตได้มากกว่า 1 ตันต่อไร่ สูงกว่าพื้นที่ใกล้เคียงอย่างชัดเจน คุณสุดใจเล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นว่า “เส้นทางชีวิตผูกพันกับท้องนามาโดยตลอด เพราะช่วยพ่อแม่ทำนาตั้งแต่ยังเด็ก แต่เดิมครอบครัวมีที่นาเพียง 20 ไร่ ใช้เพาะปลูกเพื่อยังชีพเป็นหลัก ก่อนจะขยายพื้นที่เพิ่มเป็น 40 ไร่ในปัจจุบัน แม้ไม่ใช่พื้นที่ขนาดใหญ่ แต่ก็เพียงพอต่อการเลี้ยงครอบครัวอย่างมั่นคง” รูปแบบในการทำนาของคุณสุดใจ สามารถแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ ‘นาปี’ และ ‘นาปรัง’ สมัยก่อนที่พ่อแม่ทำนาในลักษณะ ‘นาปี’ ซึ่งอาศัย
นายณัฎฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่ อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ลงพื้นที่ปลูกข้าว “แปลงนาทดสอบจุลินทรีย์” โดยมี นายสานิตย์ จิตต์นุพงศ์ ที่ปรึกษาอธิบดีกรมการข้าว นางสาวชวนชม ดีรัศมี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก นายสุนทร โนราช ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพิษณุโลก และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมคณะ นายณัฎฐกิตติ์ กล่าวว่า โครงการข้าวรักษ์โลกนั้น เป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวปลอดภัย ลดการใช้สารเคมี เป็นการส่งเสริมตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ในรูปแบบเศรษฐกิจ BCG คือ ใช้ตลาดนำการเพาะปลูก โดยสำหรับพื้นที่บางระกำโมเดล จังหวัดพิษณุโลกนั้น ได้มีการปลูกข้าวโดยใช้หลัก BCG MODEL มาใช้ ซึ่งกรมการข้าวได้มีการส่งเสริมให้มีการใช้จุลินทรีย์ในการปลูกข้าว ที่จะเข้ามาช่วยในการลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มผลผลิตให้เกษตรกร ซึ่งการปลูกข้าวตามโครงการข้าวรักษ์โลก จะช่วยเพิ่มความเข้มแข็งและประสิทธิภาพในการผลิตข้าวให้กับชาวนา โดยแนะนำให้กลุ่มชาวนาหันมาทำนาประณีต ด้วยวิธีการปักดำ หรือเครื่องปักดำ จะได้ผลผลิตที่ดีกว่าการทำนาหว่าน พร้อมจัดการระบบชลประทาน (zoni
การขาดแคลนน้ำสำหรับใช้ทำนายังคงสร้างปัญหาให้แก่พี่น้องเกษตรกรทางภาคอีสาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากนาผืนนั้นอยู่ห่างไกลแหล่งน้ำทางธรรมชาติ หรือไม่ได้อยู่ในเขตชลประทาน ฉะนั้น ทางออกของชาวบ้านที่ดีที่สุดคือ การเปลี่ยนไปทำเกษตรกรรมแบบใช้น้ำน้อย อย่าง คุณวีระชัย ศรีสด อยู่บ้านเลขที่ 39 หมู่ที่ 8 บ้านโนนแดง ตำบลยาว อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ จากเดิมที่เคยมีพื้นที่ทำนาเป็น 100 ไร่ แต่กลับไม่ได้ใช้ประโยชน์เนื่องจากขาดแคลนน้ำ แถมยิ่งทำ ยิ่งมีหนี้สิน จึงตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพการเกษตรหลายชนิดที่ใช้น้ำน้อย แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ จนมาจบที่การเพาะพันธุ์ปลาขาย พ่วงด้วยการเพาะพันธุ์กบและเลี้ยงกบเนื้อ สร้างรายได้รวมแล้วปีละเป็นแสนบาท คุณวีระชัย ศรีสด กับภรรยา น้ำน้อย ทำนาไม่ได้ เปลี่ยนมาเพาะปลา-เลี้ยงกบ คุณวีระชัย เจ้าของ “วีระฟาร์ม” เล่าว่า เดิมมีอาชีพทำนาบนเนื้อที่กว่า 100 ไร่ หาเลี้ยงครอบครัว ไม่นานพบว่ามีปัญหาอุปสรรคนานัปการที่ต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแหล่งน้ำ ต้นทุนค่าปุ๋ย ยา ค่าแรง รวมถึงราคาข้าวที่ตกต่ำ เพราะยิ่งทำนากลับเพิ่มหนี้สินมากมาย จึงตัดสินใจหยุดชั่วคราวแล้วลองหันมาทดลองเพาะพันธุ์ปลาแ
ธรรมชาติ มีความหลากหลายของพืชพรรณที่ขึ้นปะปนกันไป อยู่ร่วมกันอย่างพึ่งพาอาศัยกันไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ร่วมกันใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด แต่ก็สามารถดำรงอยู่ได้ตลอดฤดูที่ผ่านไป การเลียนแบบธรรมชาติในการทำไร่นาสวนผสม ด้วยการปลูกพืชหลายชนิดปะปนกัน โดยคำนึงถึงชนิดของพืชแต่ละชนิดว่ามีจะเจริญโตได้ดีในสภาพเช่นใด ซึ่งการวางแผนและระบบนั้นจะมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการตลอดไปทุกระยะตั้งแต่การปลูก การดูแลบริหารจัดการน้ำ ปุ๋ย การป้องกันกำจัดศัตรูพืช การเก็บเกี่ยว และการขนส่ง การจัดทำไร่นาสวนผสมแต่คนจะมีความแตกต่างกัน เช่น “สวนธรรมพอดี” เป็นสวนที่อยู่ท่ามกลางกลางทุ่งนามีพืชหลากหลายปลูกปะปนกัน หลายคนมองเห็นแล้วนึกเสียดายพื้นที่และตำหนิในเริ่มแรกที่พบเห็นสวนที่รกรุงรัง คิดว่าเจ้าของสวน “ขี้เกียจ” ไม่ดูแล แต่พบว่า เจ้าของสวนนี้ มีผลผลิตพืชหลายชนิดวางจำหน่ายในตลาดนัดเป็นประจำ คุณนิตยา บุญจันทร์ เกษตรกรต้นแบบการบริหารจัดการศัตรูพืช ประจำศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าการเกษตรอำเภอหันคา (ศพก.) บ้านเลขที่ 146 หมู่ที่ 6 ตำบลห้วยงู อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท กล่าวว่า หลังจากจบก
นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้ นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ รองอธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่ตรวจติดตามผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาศูนย์บริการและการบริหารการปลูกข้าวความแม่นยำสูงของนาแปลงใหญ่ต้นแบบ ณ แปลงนากลุ่มวิสาหกิจเพาะรักกสิกรรม อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี โดยมี นายชาตรี ระดมเล็ก ประธานกลุ่มแปลงใหญ่เพาะรักกสิกรรมให้การต้อนรับ นายณัฏฐกิตติ์ กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาเกษตรกรไทยประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทั้งอุทกภัย ภัยแล้ง และฝนทิ้งช่วง ทำให้ผลผลิตเสียหายเป็นจำนวนมาก ประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ส่งผลกระทบไปทุกภาคส่วน ภาครัฐจึงมีการสนับสนุนให้เกษตรกรรวมตัวกันทำเกษตรแบบแปลงใหญ่เพื่อสร้างประสิทธิภาพการผลิต ด้วยระบบบริหารจัดการแบบครบห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมข้าว โดยใช้เทคโนโลยีด้านการเกษตรแม่นยำสูง (Precision Agriculture) เป็นการทำการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเกษตรกรสามารถปรับใช้ทรัพยากรให้สอดคล้องกับสภาพของพื้นที่ย่อยๆ รวมไปถึงการดูแลให้มีประสิทธิภาพและแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นการไถพรวนดิน การหว่านเมล็ดพืช การให้ปุ๋ย
ผู้เขียนได้มีโอกาสไปพบปะพูดคุยสัมภาษณ์กับ คุณสุภาพ โนรีวงศ์ คนเก่งแห่งอำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ก็เลยได้ความจริงว่า ความรู้จากโรงเรียนแค่ ป.4 ก็จริง แต่คุณสุภาพ ไม่เคยหยุดความรู้ตัวเองไว้เพียงแค่นี้ แม้ไม่ได้เรียนมัธยมศึกษา หรือระดับปริญญา จากมหาวิทยาลัยไหน แต่ปรากฏว่าความรู้ของคุณสุภาพกลับมากมาย เพราะเขาไม่เคยหยุดตัวเอง ต้องขวนขวายหาแหล่งความรู้ต่างๆ ใฝ่หาความรู้ใส่ตัวในการเกษตร ที่ไหนใครเปิดอบรมสอนวิชาเกษตร คุณสุภาพต้องไปศึกษามาทุกแห่ง เพื่อหาความรู้เรื่องดิน น้ำ อากาศ มาเพื่อประกอบการทำนาให้ได้ผลผลิตดี คุณสุภาพ บอกกับผู้เขียนว่า “อาชีพพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ของผมมาจากตระกูลชาวนา ผมก็ต้องสืบสานอาชีพนี้ให้ตลอดไป” คุณสุภาพ บอกว่า ทำนาทั้งหมด 80 ไร่ โดยเข้าร่วมกับโครงการของ ธ.ก.ส. ทาง ธ.ก.ส.ได้จัดส่งนักวิชาการมาอบรมให้เกษตรกรได้เรียนรู้เรื่องปุ๋ย เรื่องดิน ดินที่ไหนก็แล้วแต่ถ้าใส่ปุ๋ยเคมีเยอะเกินไป ดินจะเสียหายหมด จนทำให้เกษตรกรต้องล่มจม ตัวอย่างง่ายๆ ที่เห็นกันก็คือ สวนส้ม แห่งทุ่งรังสิต ในอดีตแต่ก่อน ละแวกอำเภอหนองเสือ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี เป็นแหล่งผลิตส้มที่ใหญ่ที่
นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีเปิด “วันถ่ายทอดเทคโนโลยีแปลงนาอัจฉริยะ” ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ปี 2564 ณ แปลงเรียนรู้ ต.นางบวช อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี ว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายสำคัญในการสนับสนุนส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต โดยการดำเนินงานโครงการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การทำนาโดยใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ ประยุกต์ใช้ในพื้นที่ เพื่อลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคการเกษตร การเพิ่มผลผลิตสินค้าเกษตรที่มีประสิทธิภาพ และเกษตรกรสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีการเกษตร ซึ่งสอดคล้องกับการบูรณาการกับทุกหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกร ปัจจุบันการผลิตทางการเกษตรมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ทันสมัย สามารถนำมาใช้ในไร่นาได้ผลดีและจะส่งผลให้การผลิตในภาพรวมของประเทศมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ดังนั้น ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้ร่วมกันพัฒนา โดยกรมการข้าว ได้มอบหมายให้สถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ ทำการศึกษาทดลองซึ่งสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการปลูกข้าว โดยใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริย
ในช่วงที่ผ่านมา เชื้อไวรัส โควิด-19 ได้ทำให้พฤติกรรมของคนเราเปลี่ยนไป ยิ่งในชีวิตประจำวันต่างก็ตื่นกลัวโรคร้าย จากพฤติกรรมที่เคยชิน ต้องอยู่อย่างหวาดระแวง ดีที่ได้บุคลากรทางการแพทย์ของเราที่เอาใจใส่ในสุขภาพของประชาชน นับเป็นที่พึ่งพิงทางใจและกายได้เพียงอย่างเดียวในยุคโรคร้ายนี้ แต่ถึงจะมีผลกระทบอย่างไร ผู้เขียนดีใจอย่างหนึ่ง เกษตรกรมีผลกระทบทางด้านอาหารไม่มากนัก สุขภาพเป็นสิ่งสำคัญในยุคนี้ สำหรับคนที่สูงอายุและมีโรคประจำตัวควรระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะโรคเบาหวาน ซึ่งเมื่อติดเชื้อโรคโควิด-19 จะมีโอกาสเสียชีวิตได้ง่ายกว่าคนอื่น กลุ่มคนอายุ 60-69 ปี พบว่า เป็นโรคเบาหวานสูงสุด ร้อยละ 15.9 ในผู้ชาย และร้อยละ 21.9 ในผู้หญิง ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยมีผู้ป่วยเบาหวานถึง 4.8 ล้านคน เป็นที่น่ากังวลว่า ข้าวที่เรากินทุกวันในจำนวนที่มากกว่ากับข้าวซึ่งกลายเป็นอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลสูง ซึ่งหมายถึงว่าข้าวสามารถเปลี่ยนเป็นน้ำตาลได้ในปริมาณสูงเมื่อกินเข้าไป ทำให้คนรักสุขภาพส่วนหนึ่งจึงพิถีพิถันในเรื่องข้าว เนื่องจากเห็นว่าเป็นอาหารหลักของคนไทยเรา ว่าควรจะต้องบริโภคข้าวที่มีคุณภาพมากขึ้น เช่น ข้าวกล้อ
