ปลูกงา
“งา” เป็นพืชล้มลุก ผลเป็นฝัก มีเมล็ดเล็กๆ สีขาวหรือสีดำ งาเป็นพืชที่ปลูกอย่างแพร่หลายในภูมิเอเชียและตะวันออกกลาง เมล็ดใช้เป็นอาหาร เครื่องเทศ และใช้น้ำมันงาดำเป็นพืชสมุนไพรรักษาโรค เมืองไทยมีพื้นที่ปลูกงาประมาณปีละ 80,000-120,000 ไร่ ให้ผลผลิตปีละ 6,000-8,000 ตัน ผลผลิตที่ได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดในประเทศ เนื่องจากกระแสรักสุขภาพทำให้งาเป็นสินค้าขายดี เป็นที่ต้องการตลาดเพิ่มมากขึ้น “งา” ปลูกได้ทั่วไทย “งา” มีทั้งงาขาว งาดำ งาแดง งาม้อน เป็นพืชที่ปลูกขึ้นง่าย ลงทุนน้อย ทนต่อสภาพความแห้งแล้งได้ดี ปัจจุบันเมืองไทยสามารถปลูกงาได้ทั่วประเทศ เกษตรกรนิยมปลูกงาในพื้นที่นาก่อนการปลูกข้าว ช่วงต้นฤดูฝน ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-เมษายน และเก็บเกี่ยวผลผลิตช่วงปลายเดือนเมษายน-มิถุนายน ทุกวันนี้เกษตรกรนิยมปลูกงาช่วงต้นฤดูฝน ประมาณร้อยละ 70 ของพื้นที่ปลูกงาทั้งประเทศ แหล่งใหญ่ของปลูกงาต้นฤดูฝน ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ สุรินทร์ นครราชสีมา สระบุรี ลพบุรี นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ สุโขทัย ลำพูน น่าน และสุราษฎร์ธานี ส่วนเกษตรกรในพื้นที่ จังหวัดกาญจนบุรี พิษณุโลก สุพรรณบุรี เพชรบูรณ์ อุต
อากาศร้อน มีฝนตก และฝนตกหนักบางพื้นที่ในระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกงา เฝ้าระวังการระบาดของหนอนห่อใบงา มักพบการเริ่มเข้าทำลายของหนอนห่อใบงาในระยะตั้งแต่ต้นงาเริ่มงอกพ้นผิวดิน จนถึงต้นงาอายุ 30 วัน หนอนห่อใบงา จะเข้าทำลายโดยการชักใยดึงใบงามาห่อตัวไว้แล้วกัดกินใบ ถ้าหนอนห่อใบงาเข้าทำลายตั้งแต่ต้นอ่อน ต้นงาจะตาย ทำให้ต้องปลูกซ่อมใหม่ เมื่อต้นงาโตขึ้น หนอนห่อใบงาจะเข้าทำลายบริเวณยอดอ่อน ดอก ใบ และฝัก ทำให้ผลผลิตงาเสียหาย 27-40% หากพบการระบาดของหนอนห่อใบงา ให้เกษตรกรใช้กับดักแมลงชนิดไฟฟ้าดักผีเสื้อกลางคืน (ตัวเต็มวัยของหนอนห่อใบงา) ไม่ให้มาวางไข่ได้ เพื่อเป็นการตัดวงจรชีวิตและตัดวงจรการระบาดของหนอนห่อใบงา ในระยะนี้ ให้เกษตรกรผู้ปลูกงาหมั่นสังเกต เมื่อพบหนอนห่อใบงามากกว่า 2 ตัว ต่อแถวปลูกงา ยาว 1 เมตร เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงไตรอะโซฟอส 40% อีซี อัตรา 50 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 60 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือพ่นเมื่อต้นงามีอายุ 5 วัน 20 วัน และ 40 วัน โดยพ่นติดต่อกัน
