ปลูกลำไย
ปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” คือสภาวะที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรอุ่นขึ้นผิดปกติมากกว่าระดับปกติ หลายฝ่ายคาดว่า ปรากฏการณ์นี้จะทำให้เกิดคลื่นความร้อนรุนแรง ภัยแล้งยาวนาน และปริมาณฝนลดลงกว่าปกติ10-30% ผู้ที่จะอยู่รอดไม่ใช่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด แต่คือผู้ที่ปรับตัวได้ดีที่สุด เกษตรกรชาวสวนผลไม้ควรรับมือกับภาวะโลกรวนสุดขั้วในครั้งนี้อย่างไรไปหาคำตอบได้จากบทสัมภาษณ์ ผศ พาวิน มะโนชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านลำไยของไทย ควรเตือนภัยล่วงหน้า ผศ พาวิน มะโนชัย นักวิชาการด้านไม้ผล และเป็นอดีตรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า ทุกวันนี้อุณหภูมิโลกปรับตัวสูงขึ้นทุกปี ในปี 2570 คาดว่าจะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ ส่งผลให้เกิดคลื่นความร้อน อุณหภูมิสูง ส่งผลกระทบทุกระยะการเจริญเติบโตของไม้ผลและผลผลิตทางการเกษตร สำหรับสวนไม้ผล เช่น สวนลำไย และลิ้นจี่หากเผชิญสภาพอากาศร้อนสุดขั้วและขาดแคลนน้ำ จะทำให้ผลแตก หลุดร่วงได้ง่าย “ ภาครัฐควรประกาศเตือนเกษตรกรล่วงหน้าว่า ช่วงไหนจะเจอภัยแล้ง หรือมีฝนตกชุก เพื่อหลีกเลี่ยงการเพาะปลูกพืชในช่วงเวลาดังกล่าว โดยเฉพาะช่วงฝนตกชุกมักทำให้
“ การเกษียณอายุราชการ ไม่ใช่การตาย ชีวิตยังไม่จบ อาจจะมีชีวิตยืนยาวหลังเกษียณไปอีก 20-30 ปีก็ได้ ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นทุกวัน แล้วเราจะอยู่ถึงวันนั้นได้อย่างไร ถ้าเตรียมการได้เร็วเท่าไหร่ โอกาสที่เราจะปรับตัวได้ก็มากเท่านั้น ” อาจารย์ธีระพล จันทวงษ์ กล่าว อาจารย์ธีระพล จันทวงษ์ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนวัดเนินสูง ตำบลวังตะเคียน อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี วางแผนทำเกษตรหลังเกษียณ เพื่อให้มีงานทำ มีรายได้อย่างต่อเนื่องโดยเตรียมตัวล่วงหน้าก่อนเกษียณจริงถึง 10 ปีเต็ม จนปัจจุบันกลายมาเป็น ศูนย์เรียนรู้เกษตรผสมผสาน “คุ้มจันทวงษ์” ปลูกพืชผักไม้ผลนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นไผ่ พริกไทย เพกา สะเดา มะนาว กล้วย ขนุน ลำไย รวมทั้งพัฒนาต่อยอด แปรรูปสร้างมูลค่าสินค้าเกษตร นอกจากนี้ยังเลี้ยงไก่ป่าลูกผสม ซึ่งเริ่มต้นจากการเลี้ยงไก่ป่าเป็นงานอดิเรกของลูกชายและค่อยๆ พัฒนาเป็นอาชีพที่สร้างรายได้งามในเวลาต่อมา ในวันนี้ อาจารย์ธีระพลได้แบ่งปันประสบการณ์ 15 ปีเต็มจากการลองผิดลองถูกบนเส้นทางอาชีพการทำเกษตรที่ตัวเองเลือก ทั้งที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว เพื่อเป็นตัวอย่างให้แก่ผู้สนใจทำเกษตรหลังเกษียณในอนาคต คิด
“ลำไย” ผลไม้ไทยรสหวานฉ่ำที่ใครหลายคนหลงรัก ไม่เพียงแต่อร่อย ยังอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ในขณะเดียวกัน หลายคนก็พบปัญหาตามมาหลังจากกินลำไยจำนวนมาก นั่นคือ อาการร้อนใน เช่น เจ็บคอ เป็นแผลในปาก ปากแห้ง หรือท้องผูก ทำให้บางคนหลีกเลี่ยงการกินลำไยไปเลย ทั้งที่ความจริงแล้วหากรู้วิธีกินที่ถูกต้อง ก็สามารถเพลิดเพลินกับลำไยได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องร้อนในเลย บทความนี้จะพาทุกคนไปรู้จัก สาเหตุที่แท้จริงของการร้อนในจากลำไย พร้อม เคล็ดลับกินลำไยไม่ให้ร้อนใน ที่ทั้งง่ายและได้ผล สาเหตุสำคัญอาจไม่ได้มาจากตัวลำไยโดยตรง แต่อาจเกิดจาก “ยางที่อยู่บนเปลือกลำไย” ต่างหาก 🥭 ลำไยกับฤทธิ์ “ร้อน” ในทางแพทย์แผนจีนและโภชนาการ ในศาสตร์แพทย์แผนจีน ลำไยจัดอยู่ในกลุ่ม ผลไม้ธาตุร้อน (yang) ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นการไหลเวียนของพลังงานและเลือด ช่วยบำรุงหัวใจ ม้าม และระบบประสาท แต่หากกินมากเกินไป หรือกินโดยไม่มีการปรับสมดุล อาจทำให้ “หยาง” มากเกินจนเกิดอาการร้อนในตามมา ในทางโภชนาการ ลำไย 100 กรัม ให้พลังงานประมาณ 60-70 กิโลแคลอรี มีน้ำตาลธรรมชาติสูง เช่น กลูโคส ซูโครส และฟรุกโตส จึงให้รสหวานจัด ซึ่งหากรับประทาน
“ ตอนแรก คิดจะปลูกปาล์ม แต่ต้นมันสูง ดูแลยาก ถ้าปลูกยางพารา มันก็ทำงานกลางคืน หลานชายชวนปลูกลำไยเพราะปลูกดูแลง่าย แค่ 5ปี เก็บลำไยขายได้ 3-4 ล้าน ” นายโทมัส ผันนะรา อดีตผู้ใหญ่บ้าน 3 สมัย กล่าว หลังจากตัดสินใจปลูกลำไยเป็นพืชทางเลือกหลังเกษียณ นายโทมัสเดินทางไปเรียนรู้เรื่องการทำสวนลำไยของหลานชายที่อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี จากนั้นกลับมาลงทุนทำสวนลำไยในพื้นที่บ้านห้วยกระบอก ตำบลวังตะเคียน อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี มาจนถึงทุกวันนี้ เป็นระยะเวลากว่า 10 ปีแล้ว ด้านตลาด นายโทมัสปลูกลำไยจำนวน 20 ไร่ ได้ผลผลิตปีละ 8-10 ตัน เน้นปลูกพันธุ์อีดอเป็นหลัก และปลูกลำไยพันธุ์เพชรสาครซึ่งไม่ต้องราดสาร ก็ติดผลดกทุกปี แต่โรงงานรับเฉพาะลำไยอีดอ ไม่รับลำไยพันธุ์เพชรสาครเพราะอบไม่แห้ง “ เนื่องจากหลายจังหวัดได้โค่นต้นลำไยทิ้งและหันไปปลูกทุเรียน ท
นายโทมัส ผันนะรา อดีตผู้ใหญ่บ้าน 3 สมัย ตัดสินใจปลูกลำไยเป็นพืชทางเลือกหลังเกษียณ เพราะลำไยปลูกดูแลง่าย สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ ทั้งรายได้จากผลลำไยและถ่านไม้ลำไยโดยนำกิ่งลำไยที่เป็นขยะเหลือทิ้งจากการตัดแต่งกิ่งลำไยหลังการเก็บเกี่ยว นำมาเผาถ่านออกขายในราคากระสอบละ 250 บาท ถ่านไม้ลำไยเป็นสินค้าขายดี จนลูกค้าต้องสั่งจองกันล่วงหน้าเพราะถ่านไม้ลำไยเนื้อแน่น ขี้เถ้าน้อย ไฟแรง ช่วยประหยัดเวลาในการทำอาหารได้เป็นอย่างดี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกับ นายโทมัส ผันนะรา อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี โทร. 062-995-1329
อดีตพยาบาล ทดลอง ‘ปลูกลำไย’ ในป่าปูน พื้นที่บ้านภาคใต้ที่ล้อมไปด้วยบ้านจัดสรร แต่กลับให้ผลผลิตดี คนพื้นที่ชมอร่อย ยอดจองอื้อ ที่ สวนฝรั่งคุณย่าทองใบ อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี มีพยาบาลวัยเกษียณ ทดลองปลูกลำไยในพื้นที่บ้าน ที่ล้อมรอบไปด้วยบ้านจัดสรร คล้ายลำไยในป่าปูน และให้ผลผลิตเป็นที่น่าพอใจ ขายได้กิโลกรัมละ 80 บาท มีลูกค้ามาซื้อถึงบ้าน สร้างรายได้วันไม่น้อยกว่า 2-3 พันบาท จากการลงพื้นที่ตรวจสอบพบ น.ส.จันทนา หงภัทรคีรี อายุ 63 ปี เจ้าของบ้าน เล่าว่า หลังจากเกษียณอาชีพพยาบาล ได้หันหน้าเข้าสู่เกษตรกรอย่างเต็มตัว ที่ผ่านมาครอบครัวปลูกพืชมาหลายชนิดแล้ว ตั้งแต่แก้วมังกร ชมพู่ ฝรั่ง จึงลองมาปลูกพืชใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยทดลองปลูก จากเดิมที่ครอบครัวปลูกฝรั่งไว้ในที่ 4 ไร่ แต่ด้วยประสบปัญหาแมลง จึงนำที่ดินส่วนหนึ่งมาทดลองปลูกลำไยสายพันธุ์พวงทอง ดูว่าจะให้ผลผลิตอย่างไร เนื่องจากไม่เคยปลูกมาก่อน อีกทั้ง จากที่ศึกษามาในภาคใต้ หรือ สุราษฎร์ธานี มีน้อยคนปลูกลำไยแล้วประสบความสำเร็จ รวมถึงพื้นที่บ้านตนล้อมรอบไปด้วยบ้านจัดสรร กลัวว่าจะไม่มีเนื้อลำไยและไม่ได้รับผลผลิต จึงทดลองปลูกดูก่อน 30 ต้น ปรากฏว่า ลำไย กล
เกษตรกรสองสามีภรรยาชาวอำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง เปิดสวนลำไยพันธุ์เพชรเวียงพิงค์เนื้อที่เกือบ 25 ไร่ ให้ลูกค้าชมและชิมฟรีจนอิ่ม หลังผลผลิตลำไยปลอดสารที่มีเครื่องหมาย GAP ออกนอกฤดูกาล ขายหน้าสวนกิโลกรัมละ 70 บาท สวนลำไยมารวย ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลปะเหลียน อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง เจ้าของสวนคือ นายยงศักดิ์ เก้าเอี้ยน อายุ 67 ปี และ นางบัวน้อย เก้าเอี้ยน อายุ 69 ปี สองสามีภรรยา ได้เปิดสวนลำไยพันธุ์เพชรเวียงพิงค์ที่ปลูกไว้กว่า 750 ต้น บนเนื้อที่เกือบ 25 ไร่ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปชมและชิมฟรี หรือจะเลือกตัดลำไยเองกับมือ เนื่องจากลำไยพันธุ์เพชรเวียงพิงค์เป็นลำไยที่มี 2 รุ่น เก็บผลผลิต น้ำหนักไม่ต่ำกว่า 10 ตัน สร้างรายได้กว่า 700,000 บาท ส่วนรุ่นที่ 2 เก็บผลผลิตน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 15 ตัน รายได้กว่า 1 ล้านบาท และเป็นลำไยนอกฤดูกาล ขายหน้าสวนกิโลกรัมละ 70 บาท เป็นลำไยปลอดสาร ใช้ตาข่ายและกาวดักแมลงด้วยวิธีธรรมชาติ จนได้รับเครื่องหมาย GAP จากกรมส่งเสริมการเกษตร และได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นมาแล้วในปี 2557 ทำให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจมากขึ้น ที่นี่ยังเป็นสวนลำไยแห่งแรกและแห่งเดียวในจังหวัดตรัง ท
ทางเดินชีวิต…สู่แนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คุณทองดี โพธิยอง อยู่บ้านเลขที่ 28 หมู่ 4 ตำบลดอนแก้ว อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ 50140 เดิมคุณทองดีประกอบอาชีพปลูกข้าว ทำสวน โดยใช้ปุ๋ยเคมี และสารเคมีกำจัดแมลงมาตลอด ทำให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการผลิตสูง และสารเคมีก็ยังมีผลต่อสุขภาพอีกด้วย ทำให้คุณทองดี หันกลับมามองวิถีชีวิตที่ผ่านมาว่าประสบปัญหาในด้านต่างๆ จึงเกิดแนวคิดที่จะทำการเกษตรตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการพึ่งพาตนเอง ปลูกพืชผักสวนครัว และปลูกลำไย โดยเน้นการทำการเกษตรแบบไม่ใช้สารเคมี เน้นในเรื่องการลดต้นทุน การดูแลรักษาสุขภาพ โดยหันมาใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ และน้ำหมักชีวภาพแทน นอกจากนี้ ยังนำสมุนไพรมาแปรรูปเป็นผงชูรส ทำน้ำเต้าหู้ถั่วพู เป็นต้น ในเรื่องพลังงานได้เผาถ่านที่มีคุณภาพ และได้น้ำส้มควันไม้เพื่อนำมาใช้กับแปลงเกษตรของตนเอง หลังจากปรับเปลี่ยนวิถีการทำการเกษตรและวิถีการดำรงชีวิตแล้ว พบว่ามีสุขภาพดีขึ้น สามารถลดต้นทุนได้มาก สภาพแวดล้อมรอบๆ ที่อยู่อาศัยกลับฟื้นคืนสู่สภาพเดิม ผลผลิตที่ได้ปลอดภัย และการนำผลผลิตที่ได้ออกไปจำหน่ายในชุมชนด้วยตนเอง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้ไ
ในเขต 8 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงราย พะเยา ลำปาง ลำพูน เชียงใหม่ ตาก แพร่ และน่าน เป็นแหล่งผลิตลำไยที่สำคัญของประเทศ มีเกษตรกรผู้ปลูก 156,596 ราย พื้นที่ปลูก 854,371 ไร่ ลำไยที่ให้ผล 831,866 ไร่ ปริมาณผลผลิต 673,850 ตัน และตลาดมีความต้องการ 367,337 ตัน ดังนั้น จึงเกิดปัญหาราคาตกต่ำ เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน และภาครัฐต้องให้การช่วยเหลือทุกปี ตั้งแต่ ปี 2547-2557 ทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสในการส่งออก โดยลำไยในฤดู มีปัญหาด้านการตลาด เพราะผลผลิตออกพร้อมกัน ล้นตลาด ราคาตกต่ำ และในส่วนของลำไยนอกฤดูนั้น มีปัญหาด้านการผลิต เนื่องจากการบังคับให้ลำไยออกดอก ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย แนวทางการแก้ไขที่ยั่งยืนจำเป็นต้องมีการบริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยใช้เทคโนโลยีการผลิตเข้ามาดำเนินการ เพื่อทำให้เกษตรกรชาวสวนลำไยได้รับผลตอบแทนที่ดียิ่งขึ้น เทคโนโลยีการบริหารต้นทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตลำไย ว่าที่ร้อยตรี ดร. สมสวย ปัญญาสิทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่กล่าวว่า การทำให้เกษตรกรชาวสวนลำไย ได้รับผลตอบแทนที่ดียิ่งขึ้นนั้น จำเป็นต้องปรับเปลี่
