ปัญหาที่ดินทำกิน
วันที่ 9 ธันวาคม 2563 รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายชาตรี จันทร์วีระชัย ให้การต้อนรับ พลตำรวจเอกเฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน ประธานกรรมการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน ) และนายศรีชา ม่วงไข่ ผู้อำนวยการกองบริหารจัดการธนาคารที่ดิน 2 รวมทั้งเจ้าหน้าที่ บจธ. เพื่อประชุมร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พลตำรวจเอกเฉลิมเกียรติ กล่าวต่อที่ประชุมว่าจากที่ได้เดินทางไปชี้แจงภารกิจเกือบทุกจังหวัดภาคกลางได้รับข้อมูลว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง ต้องเช่าที่ดินทั้งที่ดินตัวเองที่สูญเสียสิทธิจากการจำนองจำนำ ขายฝาก ซึ่ง บจธ. มีภารกิจช่วยเหลือเกษตรกรและคนยากจน ให้มีที่ดินทำกิน ให้พึ่งพาตัวเองได้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งบจธ. จะอบรมให้ก่อนเข้าทำประโยชน์ที่ดิน ที่บจธ. สนับสนุนในรูปแบบกลุ่มวิสาหกิจชุมชน หรือสหกรณ์ “ช่องทางที่ประชาชนจะขอความช่วยเหลือเรื่องที่ดินทำกินของรัฐมีอยู่แล้วคือ ส.ป.ก. คทช. และธนารักษ์ ส่วน บจธ. เป็นช่องทางที่ 4 ที่ดำเนินการโดยซื้อที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์ ให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่เสนอขอความช่วยเหลือ โดยสมาช
เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2563 พลตำรวจเอกเฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน ประธานกรรมการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) พร้อมด้วยนายกุลพัชร ภูมิใจอวด รองผู้อำนวยการปฏิบัติหน้าที่แทนผู้อำนวยการ บจธ. นายเอก วรรณประทีป รองผู้อำนวยการ นายศรีชา ม่วงไข่ ผู้อำนวยการกองบริหารจัดการที่ดิน 2 นายสุทธิโรจน์ คำมั่น ผู้อำนวยการกองทรัพยากรบุคคล ประชุมชี้แจงภารกิจ สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดินและบูรณาการการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดขัยภูมิ นายกอบชัย บุญอรณะ และหัวหน้าส่วนราชการ รวมทั้งผู้แทนองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ณ ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดชัยภูมิ นายกอบชัย อธิบายว่าพื้นที่ชัยภูมิส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่าสงวนและป่าอนุรักษ์ มีที่ดินทำกินประมาณร้อยละ 50 และเป็นที่ดินที่มีเอกสารสิทธิคือฉโนดที่ดินและ นส.3 ก เพียงครึ่งหนึ่งของที่ดินทำกิน ปัญหาจึงต่างกับจังหวัดอื่นๆ แต่การมาของบจธ. ถือว่าเป็นช่องทางที่ดีมาก เพราะประชาชนที่เดือดร้อนจากการจำนอง จำนำที่ดินมีจำนวนมาก “ ทางจังหวัดอยากเสนอให้ บจธ. มีเจ้าหน้าที่มาประจำ เพื่อประสานกับจังหวัดและจะเร่งจัดประชุมคณะกรรมการเรื่องที่ดินและป่าไม้ ขอให
ผศ.อิทธิพล ศรีเสาวลักษณ์ ผู้ประสานงานการศึกษานโยบายที่ดิน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ได้กล่าวเสริมว่า คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) จะคอยบูรณาการงานต่างๆที่เกี่ยวกับที่ดินทั้งหมดไว้ในที่เดียวกันการที่มีทิศทางแน่นอนมันจะทำให้ในอนาคตการบริหารจัดการที่ดินของประเทศเป็นไปในรูปแบบเดียวกัน มีทิศทางแน่นอน มีเป้าหมายเดียวกัน ทั้งนี้ ทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยใช้ที่ดินควรต้องได้รับการแก้ไขปัญหา ปัญหาที่มีอยู่ถ้าส่งผ่านไปที่ คทช.ก็จะเป็นกลไกหนึ่งที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาได้ “คนส่วนใหญ่ของประเทศทั่วทุกจังหวัด เดือดร้อนสามารถส่งปัญหาให้กับสภาเกษตรกรฯสะท้อนปัญหาขึ้นมาให้ภาครัฐ อย่างน้อยที่สุดก็จะมีทิศทางตอบสนองต่อปัญหา แทนที่จะให้ คทช.พิจารณาไปโดยไม่มีฐานข้อมูล ไม่มีจุดร่วมของการตัดสินใจ ถ้าระบุปัญหาชัดเจนและไม่เข้าข้างตัวเองก็จะเป็นเรื่องที่ คทช.พิจารณาแก้ไขปัญหาในภาพรวมกับสาธารณะ เพราะนอกจากแก้ไขปัญหาให้ภาคเกษตรกรแล้วภาคส่วนอื่นความต้องการเหล่านี้จะต้องเป็นที่ยอมรับได้ด้วย” ผศ.อิทธิพล กล่าว
นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า ปัญหาปวดใจของพี่น้องเกษตรกรที่สภาเกษตรกรฯสะท้อนขึ้นมาเพื่อให้ภาครัฐจัดการบริหารและแก้ไขให้ตรงจุดมากที่สุด ซึ่งยืดเยื้อยาวนานและเป็นปัญหามาตลอดชีวิตของเกษตรกรคือที่ดินทำกินไม่มีความมั่นคงในการถือครอง ในพื้นที่ชนบทห่างไกลการบริการของภาครัฐเข้าไม่ถึง ด้วยอ้างเหตุผลว่าขาดงบประมาณ ขาดกำลังพล ผลพวงของนโยบายต่างๆจึงไปไม่ถึงเกษตรกร ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ โครงการความช่วยเหลือต่างๆจากภาครัฐมักประกาศว่าที่ดินต้องมีเอกสารสิทธิ์ การบังคับใช้กฎหมายไม่ได้ดูถึงข้อเท็จจริงว่าเกษตรกรเจตนาเพียงแค่ประกอบการยังชีพไม่ได้มีเจตนาบุกรุกหรือเข้าไปทำลายทรัพย์สิน และแต่ละรายมีพื้นที่ทำกินประมาณ คนละ 5-20 ไร่ รัฐควรผ่อนปรนและละเว้น การบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศไทยนั้นปัจจุบันมีกฎหมายหลายฉบับมาก แต่ไม่เป็นเอกภาพและไม่มีกรอบแนวทางในการกำหนดแนวทางการพัฒนา ภารกิจ รวมถึงการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน หากไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ปัญหาความเหลื่อมล้ำก็ยังคงอยู่และจะลุกลามรุนแรงต่อไปและมากขึ้น เมื่อครั้งการประชุม
