ปัญหาไฟป่า
ปัญหาไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยยังคงเป็นวิกฤตที่เกิดขึ้นซ้ำทุกปี โดยหนึ่งในสาเหตุสำคัญมาจากความเชื่อที่ว่า “การเผาป่าจะช่วยให้เห็ดเผาะหรือเห็ดถอบออกดอกจำนวนมาก” สามารถเก็บไปจำหน่ายสร้างรายได้ให้ครอบครัวได้ อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงทางวิชาการกลับพบว่าเห็ดเผาะไม่ได้ต้องการไฟป่าโดยตรงในการเจริญเติบโต เห็ดเผาะจัดเป็นเห็ดในกลุ่มไมคอร์ไรซา ซึ่งมีความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกับรากพืช โดยเห็ดจะได้รับน้ำตาลจากพืช ขณะที่พืชได้รับน้ำและแร่ธาตุจากเส้นใยของเห็ดซึ่งพืชอาศัยสำคัญของเห็ดเผาะในประเทศไทย ได้แก่ ไม้วงศ์ยาง เช่น เต็ง รัง พลวง เหียง ยางนา และตะเคียนทอง ซึ่งพบมากในป่าเต็งรัง โดยเห็ดชนิดนี้ต้องการสภาพแวดล้อมที่มีแสงแดดส่องถึงและมีความชื้นพอเหมาะ สาเหตุที่มักพบเห็ดเผาะจำนวนมากหลังไฟป่า ไม่ได้เกิดจากไฟเป็นปัจจัยจำเป็น แต่เป็นเพราะไฟช่วยเปิดพื้นที่ ทำให้แสงส่องถึงพื้นป่า และลดเศษใบไม้ปกคลุม ส่งผลให้มองเห็นเห็ดได้ง่ายขึ้น อีกทั้งสภาพพื้นที่โล่งหลังไฟไหม้ยังเอื้อต่อการเกิดดอกเห็ดในบางช่วงเวลา จากองค์ความรู้ดังกล่าว ได้นำไปสู่การพัฒนาแนวทางจัดการป่าแบบใหม่ ผ่านโครงการ “การใช้เห็ดป่
ปัญหาไฟป่าในประเทศไทย นับได้ว่าเป็นปัญหาที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มนุษย์และสัตว์ป่า รวมถึงควันที่เกิดจากไฟป่า ยังก่อให้เกิดมลพิษและหมอกควันทั่วกระทบต่อชีวิตมนุษย์เป็นวงกว้าง ซึ่งสาเหตุของการเกิดไฟป่านั้น มีทั้งไฟป่าที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติและฝีมือมนุษย์ แม้ในปัจจุบันจะมีแนวทางในการป้องกันไฟป่า ซึ่งประชาชนทุกคนสามารถร่วมมือช่วยกันลงมือทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างแนวกันไฟล้อมพื้นที่ การดูแลพื้นที่ริมชายป่าโดยการเก็บกวาดพื้นที่ ไม่ให้มีใบไม้แห้งหรือกิ่งไม้แห้งกองสุม ซึ่งเป็นแหล่งเชื้อเพลิง และการหลีกเลี่ยงการประกอบกิจกรรมที่เป็นสาเหตุให้เกิดไฟป่าโดยไม่เผาขยะหรือเศษวัชพืช งดการจุดไฟหรือกองไฟในพื้นที่ป่า เป็นต้น เรียนรู้ ปรับตัว แก้ปัญหาให้ตรงจุด ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ จึงนำมาสู่การประดิษฐ์และคิดค้น พัฒนานวัตกรรม “เครื่องเป่าลมใบไม้” โดย ช่างเอก หรือ คุณกฤษณะ สิทธิหาญ ช่างฝีมือดี เจ้าของไร่สับปะรดอินทรีย์ช่างเอก ในตำบลบุญนาคพัฒนา อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง เพราะด้วยในทุกๆ ปี จะต้องทำแนวกันไฟป่า และเข้าไปดับไฟอยู่เป็นประจำ ด้วยความยา
ท่ามกลางสถานการณ์ฝุ่นควัน PM 2.5 ที่กำลังปกคลุมตลบอบอวลในหลายจังหวัดภาคเหนือของไทย จนถึงช่วงนี้ยังคงอยู่ในสถานะเกินค่ามาตรฐานหลายเท่าตัวจนครองแชมป์โลก และกลายเป็นผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนอย่างรุนแรง และมีความเสี่ยงที่จะแย่ลงไปเรื่อยๆ หากไม่มีการลงมือทำ ปัญหาหมอกควันในภาคเหนือมีมานานนับ 10 ปีแล้ว แต่ในปีนี้สถานการณ์ทวีความรุนแรงมากอย่างน่าตกใจ จากข้อมูลดาวเทียมของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA พบจุดความร้อนส่วนใหญ่มาจาก “ไฟป่า” ทั้งจากพื้นที่ป่าอนุรักษ์ และพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งมักเกิดขึ้นตอนหน้าแล้ง และในปีนี้แล้งมาเร็วกว่าปกติ และในช่วงเดียวกันนี้ที่เกษตรกรในภาคเหนือมักเลือกใช้วิธีเผาตอซังเพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูกในหน้าฝนที่กำลังจะมาถึง โดยข้อมูลจากดาวเทียมซูโอมิ เอ็นพีพี (Suomi NPP) โดยเฉพาะ ข้อมูลดาวเทียมของ GISTDA ที่ติดตามมาตั้งแต่ต้นปี 2566 สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่า จุดความร้อนส่วนใหญ่ร้อยละ 96 มาจากพื้นที่ป่าอนุรักษ์ และป่าสงวน ล่าสุดข้อมูลของวันที่ 18 เมษายน 2566 พบจุดความร้อนในประเทศไทยสูงถึง 1,328 จุด ซึ่งส่วนใหญ่มาจากพื้นที่ป่าอนุ
เชียงใหม่ – พลโทวิจักขฐ์ สิริบรรสพ แม่ทัพภาคที่ 3 ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขไฟป่าและหมอกควันระดับภาค กล่าวว่า รัฐบาลจัดตั้งศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันแห่งชาติ ในกองทัพภาคที่ 3 จัดตั้งศูนย์อำนวยการป้องกันฯ ระดับภาค เพื่ออำนวยการ ประสานงานกับส่วนราชการ รวมทั้งอปท.ในพื้นที่ เพื่อป้องกันการเกิดไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อเตรียมความพร้อมในการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน มุ่งเน้นในการประชาสัมพันธ์ รณรงค์ให้ประชาชนตระหนักรู้ถึงโทษภัยของไฟป่าและหมอกควัน ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเกิดจิตสำนึกในความร่วมมือ ในการป้องกันการเกิดปัญหาหมอกควันไฟป่า เป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน รวมถึงการคมนาคมทั้งทางบกและทางอากาศ ตลอดจนสภาวะเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคเหนือ “จากการขอความร่วมมือประชาชนในการงดการเผาและบูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วนอย่างเข้มแข็งเพื่อป้องกันแก้ไขปัญหาในปี 2560 ที่ผ่านมา พื้นที่ภาคเหนือมีจำนวนจุดความร้อนลดน้อยลง และปัญหาในภาพรวมลดน้อยลงไปถึง ร้อยละ 40 เป็นตัวชี้วัดว่าการรณรงค์พูดจากับภาคประชาชนเป็นเรื่อ
