ป่าชุมชน
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ขยายผลการวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ในพื้นที่จริง จัดกิจกรรม “ความหลากหลายทางชีวภาพของพรรณไม้จากป่าชุมชนและศักยภาพในการลดมลภาวะฝุ่น PM2.5” ภายใต้การดำเนินโครงการ “การขยายผลต้นแบบการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อลดมลภาวะฝุ่น PM2.5 จากฐานทรัพยากรของชุมชนสู่แนวปฏิบัติที่ดี” ซึ่งได้รับเกียรติจาก นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย เป็นประธานเปิดงาน โดยมี นายมนตรี แก้วดวง รักษาการผู้อำนวยการ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ (ศนก.) พร้อมด้วย ดร.อนันต์ พิริยะภัทรกิจ นักวิจัยอาวุโส ศนก. ในฐานะหัวหน้าโครงการ และคณะนักวิจัย และบุคลากร วว. เข้าร่วมกิจกรรมและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการใช้พรรณไม้เป็นกลไกช่วยลดผลกระทบจากมลภาวะฝุ่น PM2.5 พร้อมส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชน ชุมชน และภาคีเครือข่ายในการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ณ ดอยสะเก็น อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ทั้งนี้พื้นที่ “ดอยสะเก็น” ได้รั
ศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ เสนอมุมมองผ่านเพจเฟซบุ๊ก ศุภชัย เจียรวนนท์ – Suphachai Chearavanont ถึงแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ที่สามารถแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 และสร้างรายได้ยั่งยืนให้ชุมชนอย่างแท้จริง หากเราอยากพาประเทศไปสู่ Clean Economy หรือ Green Economy และแก้ปัญหาไฟป่าหรือฝุ่นจิ๋วในช่วงฤดูแล้งอย่างยั่งยืน หัวใจสำคัญคือ “ต้องทำให้ป่ามีคุณค่าและมูลค่าที่ชุมชนจับต้องได้” ที่ผ่านมา ชุมชนรอบพื้นที่ป่ามักขาดแรงจูงใจในการดูแล เพราะประโยชน์ของป่าไม่เคยตกถึงมือพวกเขาอย่างจริงจัง เมื่อต้องดิ้นรนรอดชีวิต การทำเกษตรแบบเดิมหรือปล่อยให้เกิดไฟป่าจึงกลายเป็นวงจรวนซ้ำ คำถามคือ ทำไมเราไม่เปลี่ยนป่าให้เป็นสินทรัพย์ ทางออกหนึ่งที่ทำได้ทันทีด้วยเทคโนโลยีวันนี้ คือการทำ “Tokenization” ในเมื่อภาคเอกชนต้องการซื้อ คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Offset) และคนมากมายลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซีที่อาจไม่มีสินทรัพย์จริงรองรับ ทำไมเราไม่สร้าง Digital Token ที่ผูกมูลค่าไว้กับการปกป้องป่าไม้ ถ้าเราเชื่อมโยงคุณค่าของป่าเข้ากับสินท
เป็นที่รู้กันว่า พื้นที่ป่าเขาที่ห่างไกลความเจริญ โดยเฉพาะพื้นที่สูง จะเป็นพื้นที่ที่เกือบทั้งหมดไม่มีเอกสารสิทธิ อยู่ในความดูแลโดยหน่วยงานภาครัฐ ออกกฎหมายมาคุ้มครองพื้นที่ให้อยู่ในรูปของป่าหรือพื้นที่สงวน อนุญาตให้ใช้เฉพาะกรณี ซึ่งการอยู่ร่วมกันระหว่างชาวบ้านและป่า ก็เป็นกรณีที่ควรได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนมาโดยตลอด เพราะชาวบ้านในอดีตที่อาศัยอยู่ห่างไกลมีอาชีพที่เกิดมาก็ทำตามบรรพบุรุษคือ เกษตรกรรม แม้ไม่ได้ถือเอกสารสิทธิบนแปลงพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่ก็สามารถทำการเกษตรบนพื้นที่นั้นๆ ตามถิ่นที่พำนักในภูมิลำเนาของตนเอง โดยไม่ใช่เรื่องผิด ที่อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ก็เช่นกัน เกษตรกรที่อาศัยอยู่บนที่สูง การเกษตรจำเป็นสำหรับพวกเขา เพราะนั่นคือ อาชีพสำหรับเลี้ยงครอบครัว การทำการเกษตรในพื้นที่ป่าเขา แม้จะมีกฎหมายคุ้มครองพื้นที่ป่า แต่ก็ยังเปิดโอกาสให้ชาวบ้านเข้าไปใช้ประโยชน์ในป่าได้ โดยไม่ทำลายป่า เป็นการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนระหว่างป่ากับคน เครือข่ายวิสาหกิจวนเกษตรกาแฟอินทรีย์เชียงราย ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน โดย คุณเสฐียรพงษ์ แก้วสด มองเห็นว่า พื้นที่ป่าที่ชาวบ้านใช้เป็นที่ทำ
กมธ.การอุดมศึกษาฯ วุฒิสภา ผนึกเครือข่าย ผุด “สถาบันนวัตกรรมด้านป่าไม้จังหวัดแพร่” ฟื้น “โรงเรียนป่าไม้แพร่” ยุคใหม่ ต่อยอด พ.ร.บ.ป่าชุมชน สร้างงาน สร้างรายได้ ให้คนอยู่กับป่าอย่างยั่งยืน หลายสิบปีก่อน หนึ่งในความฝันแรงบันดาลใจของนักเรียนจำนวนมากเมื่อจบ ม.6 คือการได้เรียนต่อแพทย์ชนบท คุรุทายาท และโรงเรียนป่าไม้แพร่ เวลาผ่านไป 30 ปี นับตั้งแต่เมื่อโรงเรียนป่าไม้แพร่ได้ปิดตัวลง เมื่อปี 2536 “โรงเรียนป่าไม้แพร่” กำลังจะกลับมาอีกครั้ง ในชื่อ “สถาบันนวัตกรรมด้านป่าไม้จังหวัดแพร่” ด้วยแนวทางใหม่ที่สอดคล้องยุคสมัย ตอบโจทย์ต่อความเปลี่ยนแปลงของโลก พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือจัดตั้งสถาบันนวัตกรรมด้านป่าไม้ จังหวัดแพร่ ภายใต้แนวคิด “เศรษฐกิจภายใต้ผืนป่า Economy Under the Forest” ระหว่าง กรมป่าไม้ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ องค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ วิทยาลัยชุมชนแพร่ และเทศบาลเมืองแพร่ เกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา โดยมีคณะกรรมาธิการ วุฒิสภา ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ หอประชุมตรีเทพ โรงเรียนป่าไม้แพร่ ตำบลในเวียง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ นายอภิชาติ
มีโอกาสเดินทางไปที่กรมป่าไม้โดยได้รับเชิญให้ไปร่วมงาน “ค้นหาป่าชุมชนต้นแบบพลังขับเคลื่อนสู่เป้าหมายการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ในโครงการ “คนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน” ประจำปี 2563” กรมป่าไม้ ร่วมกับบริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ดำเนินงานมา 13 ปี เพื่อขยายผลรองรับเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ป่าชุมชน 10 ล้านไร่ ด้วยการจัดตั้งป่าชุมชนให้ได้ 15,000 แห่ง ภายใน 5 ปีนับตั้งแต่ปี 2562-2566 เป้าหมายดังกล่าวยังเป็นการตอบสนองต่อเป้าหมาย การพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ 15 ในการปกป้อง ฟื้นฟู และสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศบกอย่างยั่งยืน การจัดประกวดป่าชุมชนตัวอย่างประจำปี 2563 ในโครงการ “คนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน” เพื่อเฟ้นหาป่าชุมชนที่จะเป็นต้นแบบในการจัดการป่าอย่างยั่งยืน เป็นวิธีหนึ่งที่นำมาใช้เพื่อขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายการเพิ่มพื้นที่ป่าชุมชน 10 ล้านไร่ ในปีนี้ได้กำหนดแนวคิด “ป่าสร้างน้ำ” เป็นประเด็นหลักของกิจกรรม และเป็นกรอบในการสรรหาป่าชุมชนที่มีความเข้มแข็งในการดูแลฟื้นฟูป่าจนระบบนิเวศสมบูรณ์ เป็นแหล่งผลิตน้ำหล่อเลี้ยงชุมชนไม่ให้ขาดแคลนแม้ในสถานการณ์ที่สังคมส่วนใหญ่ประสบปัญหาภัยแล้ง โดยมี คุณนันทนา บุญยานัน
เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 63 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จัดเวทีสัมมนา “ทิศทางการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดิน ป่าไม้และน้ำ ภายใต้กฏหมายที่เปลี่ยนแปลง” โดยศูนย์ประสานการศึกษานโยบายที่ดิน ( Land Policy Study Forum ) ณ โรงแรมริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี โอกาสนี้ รศ.ดร. เรณู สุขารมณ์ ผู้อำนวยการภารกิจการจัดการโครงการที่กำลังดำเนินการ สกสว. เปิดเผยว่า ปัจจุบันกฏหมายและนโยบายต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยกฏหมายและนโยบายที่เปลี่ยนแปลงไปนั้น ล้วนมีผลต่อทิศทางการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้หน่วยงานภาครัฐจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปฏิงานเพื่อให้สอดคล้องกับข้อกฏหมาย ทาง สกสว. โดยศูนย์ประสานการศึกษานโยบายที่ดิน (Land Policy Study Forum) จึงจัดให้มีการสัมมนาในวันนี้ เป็นการระดมผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้เกิดการทำงานอย่างบูรณาการระหว่างหน่วยงานรัฐในการขับเคลื่อนนโยบายที่เกี่ยวกับการแก้ปัญหาเกี่ยวกับทรัพยากรที่ดิน ทรัพยากรป่าไม้และทรัพยากรน้ำ โดยบทบาทใหม่ของ สกสว. ในฐานะหน่วยงานจัดสรรงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จะนำข้อมูลสรุปการสัม
กรมป่าไม้ร่วมกับบริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ประกาศผลการประกวดป่าชุมชนระดับประเทศ ประจำปี 2562 ในโครงการ คนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน โดยป่าชุมชนบ้านปี้ จังหวัดพะเยา คว้ารางวัลป่าชุมชนชนะเลิศระดับประเทศถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และป่าชุมชนบ้านแม่ขมิง จังหวัดแพร่ ได้รับรางวัลชนะเลิศป่าชุมชนดีเด่นด้าน “ป่าชุมชน: สืบสาน รักษา ต่อยอด สร้างสุขปวงประชา” โดยนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีมอบรางวัล การประกวดป่าชุมชนระดับประเทศ เป็นกิจกรรมในโครงการคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน ที่ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2551 เป็นประจำทุกปี ภายใต้ความร่วมมือของบริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และกรมป่าไม้ และนับเป็นโครงการต้นแบบความร่วมมือภาครัฐและเอกชน ที่มุ่งส่งเสริมการสร้างจิตสำนึกด้วยแนวคิดการปลูกป่าในใจคน และขับเคลื่อนงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ในรูปแบบของป่าชุมชน นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า กรมป่าไม้เป็นหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบการปกป้องดูแลรักษาป่าไม้ของประเทศ โ
วันที่ 31 พฤษภาคม นายชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ ลงพื้นที่ป่าชุมชนบ้านห้วยหินฝน หมู่ที่ 6 ตำบลแม่ปะ อ.แม่สอด จ.ตาก ป่าชุมชนต้นแบบที่ชาวบ้านและพระสงฆ์ได้มีส่วนร่วมในการป้องกันดูแลรักษาป่า บริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ในรูปแบบป่าชุมชน จากพื้นที่ที่เคยถูกบุกรุกให้กลับฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ เกิดแหล่งน้ำซับในป่าชุมชน จนกลายเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำที่สำคัญของตำบลแม่ปะ ทำให้มีน้ำอุปโภค บริโภคหล่อเลี้ยงชุมชนใน 4 ตำบล 11 หมู่บ้าน เป็นแหล่งอนุรักษ์สมุนไพรและพันธุ์พืชหลากหลายชนิดที่สามารถใช้ประโยชน์ เสริมสร้างรายได้เกิดเงินออมแก่สมาชิกป่าชุมชน จากการร่วมมือของพระสงฆ์ คนในชุมชนและการบริหารจัดการของคณะกรรมการป่าชุมชน ทำให้ป่าชุมชนบ้านห้วยหินฝนเป็นป่าใกล้เมืองแห่งสุดท้ายของ อ.แม่สอด ที่มีความอุดมสมบูรณ์และสร้างความมั่นคงในด้านแหล่งน้ำสำรองเพื่อการอุปโภค บริโภคที่สำคัญของอำเภอ นายชลธิศ กล่าวว่า ป่าชุมชนห้วยหินฝน เกิดจากความตั้งใจในการรักษาป่าของพระสงฆ์วัดโพธิคุณ ที่ได้ริเริ่มตั้งเขตพุทธอุทยานในปี 2538 จำนวน 200 ไร่ และได้ขยายผล โดยการสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนรอบวัดตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรป่าไม้ และจา
